โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“อีสาน” คำนี้มีความหมายอย่างไร คนอีสานเป็นใครมาจากไหน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 22 ก.ย 2566 เวลา 02.42 น. • เผยแพร่ 20 ก.ย 2566 เวลา 08.07 น.
ชาวอีสานในพิธีเผาศพ (ฝีมือภาพลายเส้นโดยชาวยุโรปที่เข้ามาช่วง ร. 4-ร. 5)

คนอีสาน ภาคอีสาน “อีสาน” คำนี้มีรากมาจากภาษาสันสกฤตว่า “อีศาน” หมายถึง นามพระศิวะ-เทพประจำทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หลัง พ.ศ. 1000 จึงมีการใช้คำว่า “อีศาน” เป็นชื่อรัฐว่า “อีศานปุระ” และชื่อพระราชาว่า “อีศานวรมัน” ส่วน “อีสาน” นั้นเขียนอย่างคำบาลี ไทยยืมรูปคำบาลีมาใช้ หมายถึง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

คนอีสาน ไม่ใช่ชื่อชนชาติหรือเชื้อชาติเฉพาะของอีสาน แต่เป็นชื่อทางวัฒนธรรม มีที่มาจากบริเวณที่เรียกว่าภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

แล้วคนอีสานมาจากไหน

คนอีสานมีบรรพชนมาจากการประสมประสานของผู้คนและชนเผ่าหลายชาติพันธุ์ แบ่งเป็น 2 พวกใหญ่ คือ คนพื้นเมืองดั้งเดิม และคนภายนอก

1. คนพื้นเมืองดั้งเดิม คนอีสานดั้งเดิมมีชีวิตร่อนเร่อยู่ในภาคอีสานมากกว่า 5,000 ปี มีหลักฐานทางโบราณคดียืนยันว่า การตั้งบ้านเรือน, เพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น แต่ไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่า คนอีสานพวกแรกนี้เป็นเผ่าพันธุ์ใด แต่อย่างน้อยเป็นคน 2 พวก คือ

1) พวกที่สูง อาศัยอยู่บริเวณป่า มีแหล่งเพาะปลูก และแหล่งน้ำไม่พอเพียง จึงเพาะปลูกด้วยระบบที่เรียกว่า เฮ็ดไฮ่ (ทำไร่) หรือแบบล้าหลัง คือเอาไฟเผาป่าให้ราบตามที่ต้องการ ไม่มีการพรวนหรือไถดิน ทำเพียงใช้ไม้แทงดินให้เป็นรู หยอดเมล็ดพันธ์ุ เกลี่ยดินกลบ แล้วปล่อยให้มันโตตามสภาพที่เป็นไปธรรมชาติ ได้ผลผลิตไม่มาก การปลูกครั้งต่อไปบางทีก็ย้ายที่เพาะปลูกใหม่ที่อุดมสมบูรณ์ แต่มีความรู้และชำนาญในการถลุงโลหะ

2) พวกที่ราบ อาศัยบริเวณที่ราบลุ่มในหุบเขา, ที่ราบลุ่มแม่น้ำ มีน้ำท่วมถึง เป็นพวกชำนาญการเกษตร รู้จักชักน้ำ, ระบายน้ำ สำหรับการเกษตร ที่ดินจึงอุดมสมบูรณ์ไม่ต้องโยกย้ายไปหาที่เพาะปลูกใหม่ ผลผลิตก็มีจำนวนมากเกินต้องการ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนกันในชุมชนอื่นๆ มักพัฒนาการจากหมู่บ้าน เป็นเมือง เป็นรัฐ

พวกที่สูงและที่ราบมักแลกเปลี่ยนสิ่งของและผสมกลมกลืนกันทางเผ่าพันธุ์ สังคม และวัฒนธรรม นานเข้าก็กลายเป็นพวกเดียวกัน ตั้งหลักแหล่งอยู่รวมกันในดินแดนที่คนภายนอกเรียกสยาม คนพวกนี้เลยถูกเรียกอย่างรวมๆ เป็นชาวสยามด้วย

2. คนภายนอก ที่เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งหลักแหล่งจนเป็นบรรพบุรุษมนุษย์สุวรรณภูมิ และบรรพชนคนอีสาน มาจากที่ต่างๆ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

1) ราว 3,000 ปีก่อน มาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หรือทางตอนใต้ของจีนในปัจจุบัน เช่น ยูนนาน, กวางสี, กวางตุ้ง, เวียดนาม, ลาว ฯลฯ

สิ่งสำคัญที่คนภายนอกพวกนี้นำเข้ามาก็คือ “ภาษา” ที่ปัจจุบันเรียกตระกูลไทย-ลาว มีหลักฐานหนักแน่นว่า เมื่อ 3,000 ปีก่อน คนพื้นเมืองในกวางสี-กวางตุ้งพูดภาษาตระกูลไทย-ลาว จนยอมรับเป็น “ภาษาการค้า” และ “ระบบความเชื่อ” เช่น ประพณีการฝังศพครั้งที่สอง, มโหระทึก (หรือฆ้องบั้ง, กลองทอง, กลองกบ) ฯลฯ

ทั้งคนพวกนี้ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่สองฝั่งโขงทั้งลาวและอีสาน แต่เคลื่อนย้ายไปมา ไปถึงลุ่มน้ำสาละวิน (เช่น ไทใหญ่ ฯลฯ), ลุ่มน้ำน่าน-ยม (เช่น อุตรดิตถ์, พิษณุโลก, สุโขทัย ฯลฯ) บางพวกยังลงไปถึงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างทางลพบุรี และสุพรรณบุรีด้วย

2) ราว 2,000 ปีก่อน มาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ ได้แก่ ชมพูทวีปและลังกาทวีป ที่เข้ามาค้าขายกับคนพื้นเมืองสุวรรณภูมิเพื่อส่งต่อถึงจีนฮั่น คนพวกนี้มีทั้งพ่อค้าและนักบวช เป็นเหตุให้มีการเผยแพร่ศาสนาพุทธ-พราหมณ์ ผ่านชาวฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย ทางที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยาและปากน้ำโขงมาถึงบริเวณสองฝั่งโขง บางส่วนก็ตั้งหลักแหล่งในพื้นที่อีสานด้วย

คนภายนอก เป็นใครบ้าง ไม่มีหลักฐานระบุได้ชัดเจน เพราะยุคนั้นยังไม่มีชาติทางการเมืองอย่างปัจจุบัน แต่จำแนกเป็นกลุ่มใหญ่ได้ 5 ตระกูลภาษา ดังนี้

1. ตระกูลมอญ-เขมร หรือออสโตรเอเชียติก เช่น พวกมอญ, เขมร, ลัวะ, ละว้า และบรรดากลุ่มที่คนอื่นๆ เรียกอย่างดูถูกว่า ข่า, ส่วย, ม้อย ฯลฯ

2. ตระกูลชวา-มลายู หรือออสโตรเนเชียน หรือมาลาโยโพลินีเชียน เช่น พวกชวาและหมู่เกาะอินโดนีเซีย, มลายู, จาม ฯลฯ มีหลักแหล่งตามชายฝั่งและหมู่เกาะทางตอนใต้ของอุษาคเนย์ รวมทั้งมอเก็นหรือชาวเล และเงาะ

3. ตระกูลไทย-ลาว เช่น พวกไทย, ลาว, จ้วง, หล, อาหม ฯลฯ มีหลักแหล่งทั้งหุบเขาและทุ่งราบบนผืนแผ่นดินใหญ่ของอุษาคเนย์ บริเวณตะวันออก-ตะวันตกสองฝั่งโขง

4. ตระกูลจีน-ทิเบต เช่น กะเหรี่ยง, อะข่า (อีก้อ), ปะดอง ฯลฯ นอกจากนั้นยังมีพวกพม่า-ทิเบตด้วย

5. ตระกูลม้ง-เมี่ยน หรือแม้ว-เย้า เช่น ม้ง (แม้ว) เมี่ยน (เย้า) มีหลักแหล่งอยู่บนดอยสูงทางตอนเหนือของผืนแผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์

คนทั้ง 5 พวกนี้เป็นเครือญาติกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เมื่อพราหมณ์กับพุทธเข้ามาถึงดินแดนอีสาน กลุ่มชนต่างๆ ที่มีมาแต่เดิมทั้ง 5 ตระกูลภาษาก็เปลี่ยนไป เพราะมีผู้คนจากภายนอกหลายทิศเคลื่อนย้ายเข้ามาปะปนเพิ่มขึ้น ประกอบด้วยหลายเผ่าพันธุ์ ดังนี้

พวกข่า เป็นกลุ่มชนพื้นเมืองดั้งเดิม พูดภาษาตระกูลมอญ-เขมร มักอาศัยอยู่บนที่สูง ทางราชการประเทศลาวจึงเรียกว่าพวกลาวเทิง พวกกุยหรือกวยหรือส่วยในอีสานก็จัดอยู่พวกเดียวกัน

พวกไทและชนเผ่าอื่นๆ จากน่านเจ้า มีหลายเผ่าพันธุ์ เหตุที่มีพวกนี้อยู่ด้วยก็เพราะเอกสารจีนระบุว่าเขตเจนละกับเขตน่านเจ้าติดต่อถึงกัน และสามารถเดินทางไปมาถึงกันโดยเส้นทางแม่น้ำโขง

พวกกัมพูหรือกัมพุช ที่อยู่ในเจนละน้ำ ชื่อเหล่านี้ชาวอินเดียใช้เรียกชาวกัมพูชา อาจมีส่วนผสมกับชาวอินเดียกลุ่มทมิฬด้วย

พวกจาม เป็นชนเผ่ากลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ระหว่างทะเลจีนใต้กับเทือกเขาอันนาม ในทางเชื้อชาติพวกจามมีความสัมพันธ์กับกลุ่มชนบทที่สูง เช่น พวกระแตว์และจะราย ซึ่งนับเป็นข่ากลุ่มหนึ่ง ทางด้านวัฒนธรรมพวกจามมีความเชื่อของตนเองมาก่อนที่จะรับนับถือฮินดู-พุทธ แต่บางพวกนับถืออิสลาม โดยได้รับการยกย่องว่าชำนาญการค้าทางทะเล การประมง มีความสามารถในการเดินเรือทะเล ในเอกสารจีนโบราณกล่าวถึงพวกจามว่า สลัดทะเล

พวกจามเป็นชนกลุ่มใหญ่ที่มีความเจริญ และมีรัฐของตนเองที่ชื่อจามปาอยู่ใกล้ทะเลในเขตเวียดนามภาคกลาง จึงมีฐานะเป็นผู้มีอารยธรรมสูงกว่าชนพื้นเมือง แหล่งอารยธรรมของจามที่อยู่ในลุ่มแม่น้ำโขงก็คือปราสาทวัดภูที่จัมปาสัก กับชิ้นส่วนของศาสนสถานที่อุบลราชธานี

พวกเวียด มีเส้นทางคมนาคมไปมาหาสู่กันมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์แล้ว

พวกสยาม มีอยู่ในจารึกจาม พวกนี้สื่อสารด้วยตระกูลภาษาไทย

พวกลาว เชื่อกันว่าเข้ามาทีหลังสุด

พวกลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น พวกละโว้ และพวกอื่นๆ กลุ่มชนพวกนี้เคลื่อนไหวอยู่ในดินแดนอีสานยุคต้นประวัติศาสตร์ ถือเป็นบรรพชนคนอีสานทุกวันนี้

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : บทความนี้เขียนเก็บความจาก สุจิตต์ วงษ์เทศ. “พลังลาว” ชาวอานมาจากไหน?. สำนักพิมพ์มติชน, พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ กรกฎาคม 2549.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 กันยายน 2566

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...