โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ซีอีโอธนาคารยักษ์ระดับโลก เตือนอาจเห็นดอกเบี้ยสหรัฐขึ้นอีกกว่า 1% ไปสูงสุดใน 34 ปี

BTimes

อัพเดต 03 ต.ค. 2566 เวลา 13.47 น. • เผยแพร่ 03 ต.ค. 2566 เวลา 02.24 น. • BTimes.Biz

นายเจมี ดิมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอ ธนาคารเจพี มอร์แกน เชส แอนด์ โค ซึ่งเป็นธนาคารยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา กล่าวในคืนผ่านมาว่า ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา หรือเฟด อาจจะยังคงอยู่ห่างไกลจากการยุติปรับขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้นเพื่อแก้ปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง จากมุมมองส่วนตัวกับแนวโน้มดอกเบี้ยระยะสั้นของเฟดนั้น เฟดอาจจะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวอีก 1.5% จากอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน ทำให้ดอกเบี้ยดังกล่าวจะได้เห็นสูงสุดที่ระดับ 7%

หากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้นแตะที่ 7% นั่นหมายถึงเป็นอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่สูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 1990 หรือสูงสุดในรอบ 34 ปีผ่านมา ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของเฟดปัจจุบันอยู่ที่ระหว่าง 5.25-5.50% ซึ่งทำสถิติสูงสุดในรอบ 22 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอ ธนาคารเจพี มอร์แกน เชส แอนด์ โค กล่าวยอมรับว่า ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของเฟดที่อาจจะสูงถึง 7% ได้อย่างชัดเจน เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาอาจเผชิญกับการชะลอตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือ Soft Landing หรืออาจะเผชิญภาวะถดถอยปานกลาง หรืออาจเผชิญกับภาวะถดถอยหนัก นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวที่อาจสูงถึง 7% นั้น จะฉุดกำลังการใช้จ่ายของผู้บริโภค และฉุดรั้งการลงทุนทางธุรกิจ ในที่สุดนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจขยายตัวที่ชะลอตัวลง

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เลวร้ายซึ่งมีกำลังแรงนั้นจะเกิดขึ้นหลายอย่าง แต่ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดนั้น เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาอาจตกอยู่ในภาวะการขยายตัวต่ำมากท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของเฟดที่สูงมากในหลายทศวรรษ หรือเรียกว่าภาวะสแตกแฟรชั่น (Stagflation) ถ้าหากเกิดสถานการณ์แบบนี้ จะได้เห็นประชาชนมีความลำบาก

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา ซีอีโอธนาคารเจพี มอร์แกน เชส แอนด์ โค กล่าวให้สัมภาษณ์ที่เมืองมุมไบ กับไทม์ส ออฟ อินเดีย ซึ่งเป็นสำนักข่าวชื่อดังระดับประเทศอินเดีย ว่า การขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้นของธนาคารสหรัฐจาก 0 ถึง 2% แทบจะไม่รู้สึกว่าดอกเบี้ยปรับขึ้น เมื่อปรับขึ้นจาก 0 เป็น 5% ทำให้บางคนไม่ทันระวังขึ้นมา ผมเองก็ไม่แน่ใจว่า ถ้าทั่วโลกได้เตรียมพร้อมพอที่จะเจอกับดอกเบี้ยระยะสั้นของเฟดสูงถึง 7%

ซีอีโอ ธนาคารเจพี มอร์แกน เชส แอนด์ โค กล่าวในครั้งนั้นว่า ความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่าง 5% กับ 7% อาจสร้างความเจ็บปวดให้กับเศรษฐกิจมากกว่าการขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวจากระดับ 3% เป็น 5% อย่างที่เคยเกิดขึ้นผ่านมา

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 21 กันยายนผ่านมา ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการประชุมธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา หรือเฟด โดยมีมติตรึงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นครั้งแรกในรอบ 1 ปีกว่าผ่านมานั้น นายเจมี ดิมอน กล่าวก่อนถึงวันที่เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยเพียงวันเดียว ว่า เฟดยังคงต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้นต่อไปในช่วงอีกหลายเดือนข้างหน้า ในช่วงเวลาที่ผ่เฟดานมา เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวช้าเกินไป และการีบเร่งปรับขึ้นต่อเนื่องในช่วง 18 เดือนผ่านมานั้น เป็นเพียงทำให้อัตราดอกเบี้ยขึ้นมาทันกับสถานการณ์เท่านั้นเอง

ซีอีโอ ธนาคารเจพี มอร์แกน เชส แอนด์ โค กล่าวอย่างมั่นใจว่า สิ่งที่พูดถึงเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาในอีก 4 หรือ 6 เดือนจากนี้ไป จะยังเห็นอัตราเงินเฟ้อสูงในระดับ 4% และเงินเฟ้อดังกล่าวจะไม่มีสัญญาณลดลงสำหรับเหตุผลหรือปัจจัยต่างๆมากมายที่จะพยายามอธิบายถึงสาเหตุทั้งหมด

ทั้งนี้ นายเจมี ดิมอน กล่าวทิ้งท้ายว่า สหรัฐอเมริกามีเศรฐกิจที่แข็งแกร่ง แต่อย่าสับสนระหว่างเศรษฐกิจวันนี้กับวันพรุ่งนี้ ปัจจัยเหล่านี้เป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้ และถ้าเมื่อไหร่ก็ตาม เกิดส่งผลขึ้นมากับเศรษฐกิจ ทุกคนจะได้เห็นผลลัพธ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...