องค์ชายบรรณาการแห่งต้าอัน
ข้อมูลเบื้องต้น
องค์ชายน้อยบรรณาการแห่งต้าอัน
แคว้นหมิง
เป็นแคว้นเล็กๆ ทางตอนเหนือ ทว่าแม่บอกว่าเป็นแคว้นเล็กๆ แต่ก็มีพื้นที่เขตแดนเรียกว่ามากที่สุดในแผนดินเหนือ แต่ทว่าเมื่อเทียบกับแคว้นต้าอันอันยิ่งใหญ่ก็เป็นได้เพียงแคว้นเล็กๆ เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นทางด้านใดแคว้นหมิงก็ด้อยกว่าแทบทุกด้าน มีเพียงเรื่องเดียวที่เห็นทีจะเป็นประโยชน์ คือเป็นแคว้นที่ขึ้นชื่อเรื่องงานฝีมือและสิ่งทอ
แคว้นต้าอัน
แคว้นใหญ่ที่มีเมืองน้อยใหญ่อยู่ภายใต้การปกครอง รวมทั้งแคว้นหมิงที่ตกอยู่ใต้การปกครองไม่นานด้วยความที่แคว้นต้าอันต้องการขยายอำนาจจึงเข้ารุกรานแคว้นหมิงหวังทำให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับแคว้น ทว่าเมื่อฮ่องเต้แคว้นต้าอันเห็นเด็กน้อยผู้หนึ่งก็เกิดถูกใจจึงให้ข้อเสนอแลกเปลี่ยนกับการเป็นเมืองขึ้นแทนการเป็นแคว้นล่มสลายด้วยการส่งเด็กน้อยที่น่าสงสารไปเป็นของบรรณาการ
หมิงหยวน
เด็กน้อยตัวเล็กน่ารักทว่ากลับผ่ายผอมนักเมื่อเทียบกับบรรดาองค์หญิงองค์ชายทั้งที่เกิดจากพระสนมที่เป็นถึงขั้นเฟย พระสนมสวีเสียนเฟย ด้วยความที่เกิดมามีเพศรองเป็นเกอซึ่งเป็นที่รังเกียจของชาวแคว้นหมิงทำให้องค์ชายน้อยไม่ได้รับความรักและการดูแลเท่าที่ควรจะเป็น
หลี่หงอี้
องค์ชายรองแห่งแคว้นต้าอันอันยิ่งใหญ่ เป็นคุณชายหยกขาวแห่งยุทธภพ ด้วยความเกลียดการเมืองทำให้องค์ชายชอบปลีกตัวฝึกยุทธกับท่านอาจารย์ขึ้นชื่อแห่งยุทธภพผู้หนึ่ง นานๆทีถึงจะกลับเมืองหลวง ภาพลักษณ์ดูดียิ้มแย้มเป็นมิตรอยู่เสมอ
ฝากติดตามผลงานชิ้นนี้ด้วยนะคะ อาจไม่ใช่ผลงานที่ดีที่สุด แต่จะพยายามเขียนให้ดีที่สุดเท่าที่ไรท์จะทำได้นะคะ
เปิดเรื่องให้ติดตามก่อน มาตามอ่านๆกันเยอะๆนะคะ เป็นกำลังใจให้นักเขียนคนนี้ด้วยน๊า
แคว้นหมิง
ตอนที่ 1
ยังไม่ตรวจอักษร(แก้คำผิดไปบ้างแล้ว)
ท่ามกลางไฟสงคราม บ้านเมืองล้วนแล้วตกอยู่ในความวุ่นวายทุกหย่อมหญ้า ไม่ว่าจะมองไปทางใดก็ล้วนแล้วแต่ได้ยินเสียงร่ำไห้ของชาวบ้านที่ต้องแยกจากครอบครัว ต้องพลัดพรากจากคนรัก ต้องสูญเสียสิ่งของมากมายเพื่อแลกกับการมีอำนาจที่เพิ่มขึ้นของคนผู้หนึ่ง
ขบวนทัพยิ่งใหญ่เคลื่อนผ่านไปราวกับเมฆดำมองสิ่งพวกนี้เป็นเพียงทิวทัศน์ระหว่างทัศนาจรเพียงเท่านั้น แน่นอนว่ายามที่ทัพของแคว้นต้าอัน อันยิ่งใหญ่เคลื่อนผ่านเหล่าชาวบ้านที่บ้านแตกสาแหรกขาดต่างก็พยายามกลั้นเสียงของตนให้เงียบที่สุดเท่าที่จะเงียบได้
หลบได้หลบ ซ่อนได้ซ่อน อย่าได้ส่งเสียงร่ำไห้ออกมาให้ทรราชหนุ่มผู้นี้ได้ยินเชียว ไม่เช่นนั้นวันพรุ่งอาจจะไม่มีอยู่จริง
ด้านในพระราชวังแคว้นหมิง ณ ท้องพระโรงอันเป็นสถานที่ว่าราชการยามเช้าบัดนี้เต็มไปด้วยขุนนางน้อยใหญ่ และทหารที่เข้ามาเพื่อคุ้มกันฮ่องเต้พร้อมกับร่ำร้องให้ทรงตัดสินพระทัยอย่างเด็ดขาด ด้วยยามนี้ทัพของศัตรูได้บุกมาประชิดเมืองแล้ว
“รายงาน!!” ทหารที่ทำหน้าที่แจ้งข่าวสารของกองทัพวิ่งเข้ามาด้วยความรีบร้อน
“ทูลฝ่าบาทยามนี้ทัพต้าอันเข้ามาถึงหน้าพระราชวังเป็นที่เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เหล่าขุนนางที่ได้ยินเช่นนั้นก็แสดงสีหน้าท่าทางแตกตื่นทันที ด้วยเพราะชื่อเสียงด้านการรบของฮ่องเต้แคว้นต้าอันผู้นี้เป็นที่เรื่องลือตั้งแต่ที่ยังทรงเป็นเพียงรัชทายาท ไม่ว่าทัพหลวงนี้ย่างกรายไปที่ใดที่นั่นย่อมถูกกวาดล้างทั้งสิ้น
“ฝ่าบาท เราจะทำอย่างไรกันดีพ่ะย่ะค่ะ!!” เสนาบดีกรมการคลังเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“อย่างแรกย่อมต้องเตรียมตัวหนีอยู่แล้วท่านเสนากัว”
“เช่นนั้นจะรอช้าอยู่ไย คุ้มกันฝ่าบาทและเชื้อพระวงศ์พระองค์อื่นๆ หลบหนีเถิด”
ยังไม่ทันที่จะขยับเขยื้อนไปไหนประตูท้องพระโรงก็ถูกเปิดออกทันที พร้อมกับร่างสูงใหญ่ราวยักษาค่อยๆ เดินเข้ามาด้านใยท้องพระโรง เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างพากันลอบกลืนน้ำลาย ผู้เดียวที่สามารถต่อสู้ได้ยามนี้ก็ไม่รู้ว่าลงไปอยู่หลุมไหน
ยามนี้แคว้นหมิงที่รุ่งเรืองสิ้นแล้วซึ่งแม่ทัพผู้มากฝีมือ เพราะการที่ทัพของศัตรูมาถึงนี่ได้ย่อมหมายความได้เพียงอย่างเดียว แม้ทัพของเราพ่าย…
เพียงเวลาไม่นานท้องพระโรงก็เต็มไปด้วยเสียงร้องโหยหวน ฮ่องเต้หลี่เหว่ยถิงมีคำสั่งให้สังหารใครก็ตามที่คิดหนีและให้รวบรวมเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นสูงของแคว้นให้มารวมตัวกันที่ลานกว้างหน้าท้องพระโรง
เป็นเวลากว่าครึ่งชั่วยามเหล่าทหารของแคว้นต้าอันก็ลากตัวบรรดาสนมนางใน องค์หญิงองค์ชายทั้งหลายให้มารวมตัวกันได้ในที่สุด
ฮ่องเต้หลี่เหว่ยถิงกวาดตามองครั้งหนึ่งก่อนที่สายตาจะไปสะดุดเข้ากับร่างเล็กของเด็กน้อยผู้หนึ่งที่เอาแต่ยืนก้มหน้า ท่าทางสุขุมต่างจากพี่น้องคนอื่นๆ ของเจ้าตัวเป็นอย่างมาก หากเป็นเด็กคนอื่นๆ คงหวาดกลัวจนร้องห่มร้องไห้ออกมาจ้าละหวั่น
ทว่ากลับมีเด็กน้อยผู้หนึ่ง ด้วยชุดที่เป็นผ้าแพรไหมชั้นดี แต่ออกจะเก่าไปสักนิดราวกับว่าต้องใส่มันซ้ำอยู่เช่นนั้นไปเรื่อยๆ กลับมีท่าทางที่ดูสุขุม ดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าบรรดาพี่น้องที่เติบโตกว่า
ฮ่องเต้หลี่เหว่ยถิงจึงค่อนข้างสนใจเด็กน้อยผู้นี้จนอดไม่ได้ที่จะตรัสถามกุนซือคนสนิท เหลียงเฟิง
“เด็กคนนั้นเป็นใคร”
เหลียงเฟิงสะดุ้งเล็กน้อยกับน้ำเสียงเย็นๆ ของอีกฝ่าย แต่เพียงไม่นานก็สามารถกลับมาเป็นปกติได้
หลี่เหว่ยถิงมองท่าทางเหมือนกระต่ายน้อยของสหายก็อดที่จะรู้สึกเวทนาไม่ได้ อยู่ด้วยกันก็มาตั้งนานยังไม่ชินกับน้ำเสียงของเขาอีก เหลียงเฟิงอะไรๆ ก็ดี แต่เสียอยู่อย่างเดียวคือขี้ตกใจไปหน่อย
“เด็กคนนั้นกระหม่อมได้รับรายงานมาว่าเด็กคนนั้นอยู่ที่ตำหนักท้ายของสนมเสียนเฟย คาดว่าคงเป็นโอรสองค์หนึ่งของฮ่องเต้หมิงจวิน
“ไม่คิดว่าสุนัขผู้นี้จะสามารถคลอดโอรสที่ดีได้”
“พ่ะย่ะค่ะ แต่น่าเสียดายหยกงามที่มาเกิดในแคว้นที่น่าสังเวชเช่นนี้”
“หยกงาม?”
“พ่ะย่ะค่ะ เด็กคนนั้นเป็นเพศหายาก เกอ”
“อืม น่าเห็นใจจริงๆ”
เหลียงเฟิงที่ได้ยินคำพูดเช่นนี้หลุดออกมาจากปากของฮ่องเต้หลี่เหว่ยถิงผู้เป็นสหายตรงหน้าก็มีสีหน้าเหมือนคนได้พบเจอเรื่องมหัศจรรย์เข้าให้ ด้านคนที่ถูกมองด้วยสายตาประหลาดก็คล้ายว่าจะรู้ตัวจึงได้ส่งเสียงกระแอมไอออกมาแก้เก้อคำหนึ่งก่อนจะหันไปมองยังตัวประกันตรงหน้าด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“ดูเหมือนว่าในหมู่พวกเจ้าจะมีสิ่งของน่าสนใจไม่น้อย เช่นนั้นเจินจะให้ตัวเลือกแก่เจ้าฮ่องเต้หมิงจวิน”
เจ้าของชื่อสะดุ้งเล็กน้อยพลางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามองสบไปที่ใบหน้าเย็นชาของหลี่เหว่ยถิงด้วยท่าทางหวาดกลัว ยิ่งทำให้คนแคว้นต้าอันรู้สึกสมเพชกับท่าทางของอีกฝ่ายมากขึ้น
“เจินต้องการเครื่องบรรณาการ” หลี่เหวายถิงเอนกายกับเก้าอี้มังกร ท่าทางสบายๆ ของอีกฝ่ายดูไม่เหมือนกำลังพูดคุยเรื่องเคร่งเครียดเลยแม้แต่น้อย “ทุกปีเจ้าจะต้องส่งเครื่องทองสิ่งทอที่มีค่าที่สุดในแคว้นให้กับเจิน จำนวน20หีบหากไม่ทำเช่นนั้นบางทีแคว้นของเจ้าอาจจะ…” ไม่ต้องพูดต่อก็สามารถเดาได้ว่าจะเกิดอะไร
แม้ว่าไม่อยากยินยอม แต่ทว่าก็มีแต่จำยอมในเมื่อทางเลือกก็มีไม่มาก หากไม่ทำตามที่คนตรงหน้าต้องการก็มีแต่ทำให้แคว้นของตนล่มสลายเร็วขึ้น ต่อให้ฮ่องเต้หมิงจวินไม่เอาไหนเพียงใดแต่เจ้าตัวก็ไม่ใช่คนโง่ ไม่เช่นนั้นก็คงไม่สามารถปีนป่ายจนได้เป็นฮ่องเต้เช่นนี้
เพียงแต่อำนาจในหอมหวานทำให้คนหลงละเลิงจนลืมสิ้นทุกปณิธานอันยิ่งใหญ่ เพียงไม่นานก็กลายเป็นฮ่องเต้ไม่เอาไหน
“ตะ ตกลง ขะ ข้าจะจัดส่งเครื่องบรรณาการให้กับแคว้นต้าอัน เพียงแต่มันคงมีเวลากำหนดใช่หรือไม่”
สิ้นคำของฮ่องเต้หมิงจวินกลิ่นอายอันแสนเยือกเย็นก็แผ่ออกจากร่างหนาของฮ่องเต้อยู่เป็นใหญ่ตรงหน้าทันที เจ้าตัวค่อยๆ ลุกขึ้นก่อนจะเดินมาหยุดตรงหน้าฮ่องเต้หมิงจวิน
สร้างความกดดันให้กับบรรดาราชวงศ์ที่ดีแต่เปลือกพวกนี้ไม่น้อย
“แน่นอน” หลี่เหว่ยถิงตอบรับก่อนจะเดินแหวกผู้คนไปยังร่างเล็กที่นั่งคุกเข่าอยู่เพียงผู้เดียวโดยไร้ซึ่งอ้อมกอดของมารดาอย่างองค์ชายองค์หญิงคนอื่นๆ แต่ทว่าเด็กน้อยคนนี้กลับไม่แสดงท่าทางหวาดกลัวออกมาแม้แต่น้อย
เรียกรอยยิ้มที่น้อยคนนักจะได้เห็น เหลียงเฟิงที่เห็นแบบนั้นก็ได้แต่ลอบไว้อาลัยให้กับเด็กน้อยผู้น่าสงสารในใจเงียบๆ
“สิ่งแรกที่เจินต้องการก็คือเด็กคนนี้ เจินอยากจะให้เด็กคนนี้ ยามใดที่เด็กคนนี้สิ้นลมวันนี้ก็จะเป็นวันที่แคว้นของเจ้าไม่ต้องเครื่องบรรณาการ”
แต่จะเป็นวันที่แคว้นของเจ้าดับสูญ หลี่เหว่ยถิงไม่ได้พูดออกไป บางทีเรื่องนี้อาจจะน่าสนุกไม่น้อย
อ่องเต้หลี่เหว่ยถิงเหลือบมองไปที่เด็กน้อยตัวเล็กก่อนจะก้มลงโอบอุ้มร่างเล็กเอาไว้พลางพูดเสียงดัง
“เจิน อยากได้เด็กคนนี้เป็นลูกสะใภ้” ประโยคไม่กี่ประโยคกลับสร้างคลื่นลมได้อย่างไม่น่าเชื่อ
กลับมาที่ปัจจุบัน
ทันทีที่ฮ่องเต้หลี่เหว่ยถิงกล่าวจบพระองค์ก็หันหลังเดินไปที่ตำหนักอันเป็นที่พักอาศัยของเด็กน้อยทันที
เมื่อฮ่องเต้หนุ่มจากไปเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกก็ดังขึ้นทันทีพร้อมกับสีหน้าโล่งใจของฮ่องเต้หมิงจวิน
เด็กน้องหมิงหยวนเผยสีหน้าไม่เข้าใจเล็กน้อยพลางหันมองไปยังบิดาและมารดาของเขาในชาตินี้เพื่อขอความช่วยเหลือแต่ทว่าก็ไม่มีแม้แต่วี่แววว่าตนจะได้รับแม้แต่เศษเสี้ยวความเห็นใจ เมื่อเห็นเช่นนั้นใบหน้าเล็กก็ยอมที่จะซุกซบกับบ่ากว้างของฮ่องเต้หนุ่มเพียงไม่นานบ่าของหลี่เหว่ยถิงก็เปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตา
น้ำตาแห่งความเสียใจที่บิดามารดาเป็นคนไร้หัวใจหาใช่เพราะต้องไปอยู่กับทรราชผู้นี้
หากทั้งสองพระองค์ออกตัวปกป้องเขาสักนิดเขาก็ยินยอมจากไปด้วยความยินดีเพื่อเป็นการตอบแทนช่วยเหลือแคว้นบ้านเกิด แต่เหมือนว่าเขาจะหวังสูงเกินไป
ร่างสูงเห็นเด็กน้อยหลั่งน้ำตาเงียบๆ ก็กระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นประหนึ่งปลอบโยน
เพียงไม่นานใบหน้าหวานของเด็กน้อยเพศพิเศษก็กลับมาเรียบเฉยอีกครั้งหลังจากที่ปล่อยให้ตนเองวูบไหวไปกับเรื่องตรงหน้า มือเล้กปาดน้ำตาของตนเงียบๆ
เท่าที่รู้มา แคว้นหมิงมักจะดูถูกเหยียดหยามเหล่าเพศพิเศษพวกนี้ และกดให้อยู่ต่ำกว่าสตรีเสียอีก แต่ไม่คิดว่าจะเป็นถึงขั้นนี้อย่างไรเด็กคนนี้ก็เป็นลูกทำเช่นนี้ออกจะโหดร้ายกับเด็กเกินไปหรือไม่
หากว่ามีใครมาล่วงรู้ความคิดนี้ของหลี่เหว่ยถิงละก็ล้วนต้องกลับไปแคะหูของตนเป็นพันครั้งถึงจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงที่เทพบ้าคลั่งสงครามตรงหน้าจะรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
ใช้เวลานานเด็กน้อยหมิงหยวนก็จัดเตรียมสิ่งของจำเป็นบางอย่างเรียบร้อยพร้อมเดินทางจากบ้านเกิดที่ไม่มีอะไรให้น่าจดจำเรียบร้อย เด็กน้อยหันไปมองตำหนักที่ตนเติบโตมาตลอด 7 หนาวเล็กน้อยก่อนจะถอดถอนลมหายใจออกมาราวกับคนปลงตก
“เป็นเด็กเป็นเล็กไยจึงได้ถอดถอนใจเช่นนั้น” เสียงทุ้มเอ่ยถาม
หมิงหยวนละสายตาจากตำหนักงดงามตรงหน้าก่อนจะเงยหน้าสบตากับบุคคลที่ต่อจากนี้ชีวิตก็ไม่รู้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรกับคนผู้นี้ฮ่องเต้ที่วันๆ คิดแต่จะขยายอำนาจ
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมเพียงแค่คิดว่าจะต้องจากบ้านเกิดไปก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อยพ่ะย่ะค่ะ”
เสียดายหาใช่ เสียใจไม่
มุมปากของฮ่องเต้ทรราชยกยิ้มถูกใจก่อนจะย่อตัวลงอุ้มเด็กน้อยที่แสนจะผ่ายผอมเพราะไม่ได้รับการดูแลบำรุงเท่าที่ควรขึ้นแนบอกและเดินจากไปทันทีโดยไม่ลืมที่จะสั่งการให้เผาตำหนักนี้ทิ้งเสีย
เจ้าจะทรยศหรือไม่
ตอนที่ 2
ยังไม่ตรวจอักษร(แก้คำผิดไปบ้างแล้ว)
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้พวกเขาเข้าสู่เมืองจิงถิงอันเป็นเมืองก่อนหน้าที่จะถึงเมืองหลวง พวกเขาเลือกที่จะพักกันที่โรงเตี๊ยมขึ้นชื่อประจำเมืองจิงถิงแห่งนี้
แม้จะบอกว่าพักที่โรงเตี๊ยม แต่ด้วยจำนวนคนในกองทัพที่ค่อนข้างมากจึงมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กลับเข้ามาพักในเมือง ส่วนทหารคนอื่นๆ ก็พักที่ป่านอกเมืองเพื่อความสะดวก อีกทั้งป้องกันการแตกตื่นของชาวบ้านแม้ว่าพวกเขาจะรับรู้แล้วว่าทัพต้าหลงของฮ่องเต้นั่นเดินทางมาถึงเมืองของพวกเขาแล้วก็ตาม
เหล่าชาวบ้านต่างตื่นเต้นยินดีที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งในการต้อนรับกองทัพที่แข็งแกร่งของต้าอัน แต่พวกคนเหล่านั้นไม่รู้ว่าฮ่องเต้นั่นตอนนี้กำลังประทับอยู่ในโรงเตี๊ยม
คาดว่าวันรุ่งขึ้นที่กองทัพจะเคลื่อนพลอีกครั้งเหล่าชาวบ้านน่าจะจัดเตรียมเส้นทางเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับกองทัพพร้อมกับตะโกนสรรเสริญ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาแม้ว่าหมิงหยวนจะมาด้วยในฐานะเครื่องบรรณาการแต่เจ้าตัวกลับได้รับการปฏิบัติดั่งเชื้อพระวงศ์ของแคว้นต้าอันคนหนึ่ง เจ้าตัวได้รับความเคารพและเอ็นดูจากฮ่องเต้และเหลียงเฟิงซึ่งเป็นทั้งแม่ทัพและกุนซือ
ยามนี้ท่านกุนซือเหลียงเฟิงไปอยู่เพราะหนีไปเที่ยวกับรองแม่ทัพด้านล่าง ตอนนี้เมืองจิงถิงกำลังจัดงานเลี้ยงเพื่อฉลองให้กับชัยชนะของกองทัพต้าหลงและต้อนรับการกลับมาแม้ว่าเมืองจิงถิงจะเป็นเพียงทางผ่านแต่เหล่าประชาชนต่างก็พร้อมที่จะทำอะไรบางอย่างเพื่อเหล่าทหารที่ต้องไปเสี่ยงตายที่สนามรบ
และเมื่อกองทัพต้าหลงกลับมาพร้อมกับชัยชนะเช่นนี้ท่านเจ้าเมืองจึงมีคำสั่งให้จัดงานเลี้ยงก่อนที่กองทัพต้าหลงจะมาถึงและเมืองกองทัพมาถึงก็สามารถเริ่มงานเลี้ยงได้เลย
“เจ้าไม่ออกไปเที่ยงเล่นกับเหลี่ยงเฟิงเล่า”
หมิงหยวนที่กำลังนั่งอ่านตำราอยู่ก็เงยหน้ามองไปที่พระพักตร์ของฮ่องเต้หนุ่มก่อนจะตอบออกมา
“กระหม่อมไม่ค่อยชอบงานเลี้ยงรื่นเริง” เด็กน้อยตอบออกไปก่อนจะก้มหน้าก้มตาอ่านตำราในมือ
ฮ่องเต้มองดูท่าทางผู้ใหญ่ของเด็กน้อยด้วยความชอบใจ แต่ก็แอบรู้สึกเสียดายวัยเด็กของอีกฝ่าย อีกทั้งหากเข้าวังแล้วคงอยากที่จะออกมาเที่ยวเล่นเช่นนี้
เมื่อคิดได้อย่างนั้นชายหนุ่มก็ลุกขึ้นอุ้มเด็กน้อยเข้าสู่อ้อมแขนแกร่งโดยไม่ปล่อยให้องค์ชายน้อยตรงหน้าได้ทันทักท้วงพวกเขาทั้งสองก็มาถึงด้านหน้าโรงเตี๊ยมเสียแล้ว
“ฝ่าบาทต้องการองครักษ์หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีหนุ่มเอ่ยถาม การมาสนามรบครั้งนี้สิ่งที่ฮ่องเต้สามารถพามาได้ก็มีเพียงไม่กี่คน หากเป็นฮ่องเต้ที่ลุ่มหลงสตรีเข้าหน่อยก็คงอยากพานางสนมที่รักมาด้วย แต่ทว่าฮ่องเต้ตรงหน้าเขาดันเป็นฮ่องเต้ทรราช
สิ่งที่พระองค์สามารถพกมาด้วยได้ก็เห็นจะมีแต่ขันทีคนสนิทและสหายร่วมเส้นทางอย่างท่านเหลียงเฟิงผู้เป็นกุนซือเท่านั้นกระมัง
“ไม่ต้องเจินเพียงอยากพาเจ้าเด็กแก่แดดผู้นี้ไปเดินเที่ยวสักหน่อย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าก็ไปเดินเที่ยวเถอะ ไม่ต้องห่วงเจินยังมีองครักษ์เงาอีกตั้งมากที่คอยคุ้มกันเจินอยู่”
ขันทีหนุ่มที่อยู่ในชุดชาวบ้านก้มตัวเล็กน้อยเป็นการรับคำสั่งก่อนจะหมุนตัวจากไปก็ยังไม่ลืมที่จะมอบเงินที่ขันทีมักจะเก็บไว้กับตัวทำหน้าที่เป็นข้ารับใช้มามอบให้กับผู้เป็นนาย
หลี่เหว่ยถิงรับมาจากนั้นก็หมุนตัวเดินหน้าเข้าสู่เส้นทางที่แสนครึกครื้น
หมิงหยวนที่เห็นบรรดาผู้คนมากมายก็รู้สึกอยากหายไปจากตรงนี้ เมื่อก่อนงานที่เขาต้องทำทำให้ต้องพบเจอเหล่าผู้คนมากมาย ที่มีทั้งดีบ้างไม่ดีบ้างทำให้เขาอดที่จะรู้สึกขยาดขึ้นมาไม่ได้
แต่ทว่าหากเลือกได้เขาก็จะกลับไปทำอาชีพนั้นอีกครั้งอยู่ดี ไม่ใช่เพราะรักในหน้าที่การงานแต่อย่างใด แต่เพราะอาชีพนั่นเป็นอาชีพที่ได้เงินดีที่สุด แต่เมื่อทำไปทำมาได้เห็นรอยยิ้มมีความสุขของบรรดาคนไข้และญาติยามที่หายป่วยก็พลอยทำให้เขารู้สึกอิ่มเอมอยู่บ้าง
“ไม่ชอบหรือ”
“นิดหน่อยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมบอกแล้วว่าไม่ชอบคนเยอะ”
“หึหึ เช่นนั้นเจินจะพาเจ้าไปที่ที่หนึ่ง”
หมิงหยวนอ้าปากกำลังจะถามแต่ก็ต้องเปลี่ยนจากการอ้าปากเพื่อพูดเป็นส่งเสียงร้องขึ้นมาแทน
เพราะฮ่องเต้ทรราชผู้นี้ดันใช้วิชาตัวเบาพาร่างกายเล็กๆ ที่แสนบอบบางของเขาพุ่งขึ้นไปตามหลังคา กิ่งไม้ กระทั่งออกนอกเมืองมุ่งหน้าไปยังป่าอันเป็นที่พักของเหล่าทหารชั้นผู้น้อย
แต่ฮ่องเต้หนุ่มก็ไม่ได้อยากจะพาองค์ชายน้อยไปเจอคนเหล่านั้นพระองค์เพียงแค่ต้องการพาเด็กน้อยของพระองค์ไปผ่อนคลายก็เพียงท่านั้น
ใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่ายไม่ได้ทำให้หมิงหยวนรู้สึกวางใจ ใครใช้ให้คนบ้าคนนี้พาเขาเข้าป่ายามค่ำคืนเช่นนี้คงไม่ได้พึ่งคิดได้หรอกนะว่าการเอาตัวเขามาแทนการยึดแคว้นหมิงน่ะเป็นเรื่องไม่คุ้มเอาเสียเลยจนตอนนี้อยากจะฆ่าเขาขึ้นมาแทนนะ
ตะ แต่ฆ่าที่อื่นก็ได้ไหม ไม่เห็นต้องพาเข้าป่าก็ได้นี่
องค์ชายน้อยโวยวายในใจ เพราะไม่กล้าที่จะโวยวายออกมาตอนนี้ประเดี๋ยวอีกฝ่ายทำจริงจะแย่เอา
ร่างสูงใหญ่ของฮ่องเต้หนุ่มทะยานเข้าไปในป่าลึกขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ยินเสียน้ำไหลตกลงจากที่สูง ไม่ต้องบอกก็สามารถรับรู้ได้เลยว่าการที่อีกฝ่ายพาร่างเล็กกระจิ้ดของหมิงหยวนเข้ามาในป่าก็เพียงเพราะต้องการให้เด็กน้อยคนนี้รู้สึกผ่อนคลายมากกว่านี้ อีกทั้งธรรมชาติที่สวยงามก็สามารถทำให้คนคลายความกังวลลงได้บ้าง
หลี่เหว่ยถิงเข้าใกล้น้ำตกมากขึ้นเรื่อยๆ จนได้ยินเสียงน้ำชัดเจนขึ้น กระทั่งพวกเขาสองคนหลุดออกจากดงป่าที่ขึ้นสูงรกชันเผยให้เห็นหน้าผาน้ำตกขนาดใหญ่ตรงหน้ารอบด้านเป็นแมกไม้ดอกขึ้นประดับเต็มทั้งสองข้างฝั่งน้ำ อีกทั้งยังขึ้นระหว่างหินผาเส้นทางที่น้ำไหลตกลงมา
เป็นภาพที่ค่อนข้างงดงามสำหรับเด็กหนุ่มที่ชาติก่อนเอาแต่ทำงานจนไม่ได้ออกไปเที่ยวให้ธรรมชาติบำบัด
ฮ่องเต้หนุ่มเห็นเด็กน้อยในอ้อมแขนนิ่งไปก็หันมามองก่อนจะพบว่าใบหน้าเล็กหวานของอีกฝ่ายกำลังมองไปที่ทิวทัศน์เบื้องหน้าด้วยดวงตาเบิกกว้าง ก่อนที่ใบหน้าขาวเนียนจะขึ้นสีแดงระเรือ เพราะความตื่นเต้น
คุ้มจริงๆ ที่พาเจ้าเด็กนี้มา
ดวงหน้าหวานมองตรงไปข้างหน้าจนเผลอที่จะยื่นแขนออกไปราวกับคนต้องมนต์สะกด จนกระทั่งได้ได้ยินเสียงหัวเราะของคนที่ยังคงอุ้มเจ้าตัวไม่ปล่อย
ใบหน้าเล็กยู่ลงอย่างขัดใจเพราะเผลอทำตัวเด็กต่อหน้าอีกฝ่ายทั้งๆ ที่อายุทางวิญญาณก็มากกว่าฮ่องเต้หนุ่มนี่อีก
“หึหึ ระวังตัวด้วยเล่า นี่ก็ดึกแล้วประเดี๋ยวจะอันตราย”
“แล้วพระองค์พากระหม่อมมาทำไมตอนนี้ละพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้หนุ่มไม่ตอบ และหมิงหยวนเองก็ไม่อยากคาดคั้นเมื่อเท้าแตะพื้น ร่างเล็กก็เดินไปที่ริมน้ำหย่อนขาลงไป
น้ำเย็นๆ ชวนให้สดชื่นช่วยให้จิตใจผ่อนคลายได้จริงๆ ทว่าด้วยความที่ที่นี่มืดไปสักหน่อย แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวเห็นทีจะเป็นพระจันทร์เต็มดวงที่ลอยอยู่เหนือศีรษะ
แม้ว่าจะน่าเสียดายไปหน่อยที่ไม่มีโอกาสเห็นทิวทัศน์ในยามกลางวันแต่ใช่ว่ายามค่ำคืนจะไม่งดงามแม้ว่าจะมองไม่ค่อยชัดเท่าไร
“เจ้ากำลังคิดสิ่งใด”
เสียงทุ้มเอ่ยถามพร้อมกับกายหนานั่งลงด้านข้างและทำเช่นเดียวกับองค์ชายน้อยคือหย่อนเท้าจุ่มลงน้ำ
เขาไม่ใช่ขันที ข้ารับใช้หรือนางสนมพวกนั้นที่จะต้องมานั่งห่วงพระวรกายของฮ่องเต้ ดังนั้นหากอีกคนอยากจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ ต่อให้เปื้อนไปทั้งตัวเขาก็จะทำหน้าที่เพียงส่งเสียงหัวเราะเท่านั้นแต่ไม่เข้าไปช่วย
“กระหม่อมกำลังคิดว่าเมื่อกระหม่อมไปถึงพระราชวังของพระองค์แล้วเรื่องราวจะเป็นเช่นไรต่อไป”
“เจ้าก็จะมีฐานะเป็นโอรสคนหนึ่งของเจิน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นใบหน้าน่ารักก็แสดงสีหน้าตกใจขึ้นมาทันที ตัวของเขาน่ะรู้ว่าฮ่องเต้หนุ่มเอ็นดูเขามาก คิดเพียงว่าอาจจะให้มาแต่งงานกับบุตรที่ไม่ค่อยเป็นที่โปรดปรานสักองค์หนึ่งจากนั้นก็ปล่อยให้เขาใช้ชีวิตต่อไปในฐานะเครื่องบรรณาการ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าว่าที่สามีในอนาคตของเขาจะเป็นคนเช่นไร
แต่จะอย่างไรฮ่องเต้หนุ่มตรงหน้าก็ไม่มีทางเข้าข้างเขาหรือช่วยเหลือเขาไปมากกว่านี้ได้
แต่ใครจะคิดว่าฮ่องเต้ทรราชผู้นี้อยากจะได้เขาเป็นโอรสจริงๆ
“ไม่ใช่ว่าพระองค์เอาตัวกระหม่อมมาเพื่อเป็นหลักประกันหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“หึ เจินไม่คิดว่าเด็กฉลาดอย่างเจ้าจะคิดไม่ได้”
พูดขนาดนี้ ด่าข้าโง่เลยเถอะ
“เจินเห็นเจ้าแล้วรู้สึกถูกชะตาอีกทั้งยังรู้มาอีกว่าเจ้าไม่เป็นที่ต้องการของแคว้นหมิง หากวันข้างหน้าพวกมันคิดเพ้อเจ้ออยากทำสงครามเพื่อล้างอายเจินก็พร้อมสนองให้ แล้วเจ้าล่ะเด็กน้อย
หากวันข้างหน้าเจินอยากจะสังหารบิดามารดาของเจ้า เจ้าจะทำเช่นไร จะยอมทรยศต่อความเมตตาที่ข้ามอบให้แล้วหันกลับไปกตัญญูหรือไม่”
ความทรงจำที่ไม่อยากนึกถึง
ตอนที่ 3
ขบวนทัพอันยิ่งใหญ่ค่อยเคลื่อนตัวเข้าสู่เมืองหลวงของแคว้นด้วยความยิ่งใหญ่อลังการ เหล่าชาวบ้านก็มารวมตัวกันเพื่อต้อนรับและแสดงความยินดีกับผู้ปกครองแคว้น
เสียงเฮดังลั่นตลอดทางที่ขบวนทัพเคลื่อนผ่านสร้างความปีติยินดีให้กับเหล่าทหารที่ต้องทนเหน็ดเหนื่อยกว่าจะสามารถเอาชีวิตรอดในสงครามครั้งนี้แล้วกลับมาได้ นับว่าไม่ง่ายจริงๆ
เหล่าแม่ทัพนายกองที่ถือเป็นกำลังสำคัญในการวางแผนการรบถูกเรียกตัวเข้าวังไปพร้อมกับฮ่องเต้เพื่อปรึกษาเรื่องงานรำลึกให้กับเหล่าทหารที่เสียสละชีวิตไปในสนามรบก่อนจะจัดงานเลี้ยง
แม้จะถูกเรียกว่าทรราชผู้กระหายสงครามแต่เรื่องการเมืองการปกครองของฮ่องเต้องค์นี้ก็ไม่สามารถดูเบาได้ เพราะนอกจะใส่ใจเรื่องการรบแล้วเรื่องอื่น ๆของราษฎรพระองค์ก็ให้ความสำคัญเช่นกัน
หากเป็นผู้ปกครองที่เป็นทรราชตัวจริงคงไม่มีทางจัดงานรำลึกอะไรนั่นหรอก ลำพังคงจัดแค่งานเลี้ยงฉลองชัยชนะเพียงเท่านั้น
ตอนนี้หมิงหยวนถูกพามายังตำหนักรับรองก่อนเพื่อรอทำความสะอาดตำหนักที่จะใช้เป็นที่อยู่ขององค์ชายจากแคว้นศัตรูผู้นี้ โดยมีนางกำนัลอาวุโสหนึ่งคนและนางกำนัลวัยปักปิ่นอีกสามคนเพื่อให้มาดูแลองค์ชายน้อยผู้นี้
“เชิญองค์ชายพักผ่อนก่อนเพคะ หากพระองค์ต้องการสิ่งใดโปรดเรียกใช้หม่อมฉัน”
หลังจากที่นางกำนัลคนนั้นเดินออกไปร่างเล็กก็เดินไปล้มตัวลงนอนเตียงหลังกว้างยกแขนขึ้นก่ายไปที่หน้าผากแล้วหลับตาพลางครุ่นคิดถึงเรื่องราวตั้งแต่ที่ความจำในอดีตชาติผุดขึ้นมาตอนห้าหนาว
ตอนนั้นเด็กน้อยน่ารักแต่กลับผอมบางกำลังนั่งเล่นอยู่ที่ริมสระบัวในตำหนักเสียนเฟย เด็กน้อยนั่งเล่นคนเดียวโดยมีนางกำนัลสาวคอยเป็นพี่เลี้ยงดูแล ทว่าในวันนั้นนางกำนัลคนนั้นกลับลักลอบหนีไปมีสัมพันธ์บางอย่างกับทหารยามประตูข้างตำหนักทิ้งให้เด็กน้อยตัวเล็กนั่งเล่นอยู่คนเดียว
ตอนนั้นแม้แต่ของเล่นเจ้าตัวยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ ของเล่นเพียงอย่างเดียวที่มีเห็นทีจะเป็นพวกกิ่งไม้ใบหญ้าที่ได้แต่เอามาขีดๆเขียนๆตามพื้นดิน แต่กระนั้นเด็กน้อยตัวเล็กก็ยังมีความสุขกับมัน
“อะไรกันก็นึกว่าเด็กที่ไหนที่แท้ก็น้องเก้านี่เอง”
“พี่สี่”
พี่สี่ หรือก็คือพี่ชายแท้ๆของหมิงหยวน หมิงต้าซือเฉิง เดินมาหาหมิงหยวนอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยกำลังนั่งเล่นดินกับทรายอยู่ก็ยกยิ้มหัวเราะออกมา
“อะไรกัน นี่น้องเก้าไม่มีของเล่นหรือถึงมาเล่นดินเล่นหญ้าแบบนี้”
“พี่สี่ไม่เล่นหรือ”เด็กน้อยไม่รู้ว่าปกติพี่ชายหรือแม้แต่เด็กคนอื่น ๆก็ล้วนแล้วแต่มีของเล่นทำให้ตอนที่ถามพี่ชายตรงหน้าเด็กน้อยก็ถามด้วยความใสซื่อทำเอาผู้เป็นพี่ชายถึงกับหัวเราะลั่น
หมิงหยวนที่เห็นอย่างนั้นก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพี่สี่ของตนเองถึงต้องขำออกมาขนาดนั้น ไม่เว้นแม้แต่พวกนางกำนัลด้านหลังที่ยังยกมือขึ้นปิดริมฝีปากไว้เพื่อกลั้นเสียงหัวเราะ เด็กน้อยที่เห็นแบบนั้นก็คิดว่าตนเองน่าจะทำสิ่งใดผิดไปสักอย่างจึงได้แต่ก้มหน้านิ่งเงียบไม่กล้าเอ่ยอะไรอีก
แต่ดูเหมือนว่าหมิงซือเฉิงจะไม่พอใจที่เด็กตรงหน้านิ่งเงียบ เจ้าตัวเดินเข้าไปหมายผลักให้เด็กน้อยล้มลงกับพื้นแล้วร้องไห้ออกมา
แต่ทว่า ครั้งนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น หมิงหยวนยืนอยู่ใกล้ริมน้ำเกินไปทำให้ตอนที่หมิงซือเฉิงผลักร่างกายเล็กๆก็ก้าวถอยหลังลื่นตกระบัวทันที
หากว่าเป็นผู้ใหญ่ละก็น้ำแต่นี้จะนับว่าเป็นอะไร แต่ไม่ใช่กับเด็กน้อยวัยห้าหนาวที่ร่างกายอ่อนแอเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเมื่อตกลงไปในน้ำความเย็นก็เริ่มเกาะกินร่างกายหนาวสั่นทั้งยังว่ายน้ำไม่เป็นทำให้ร่างเล็กตะเกียดตระกายอยู่ไม่นานก็จมลง
ในระหว่างที่หมิงหยวนจมลงสู่ก้นสระความทรงจำบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัวแต่ทว่าร่างกายของเด็กน้อยอ่อนแอเกินกว่าจะรับรู้มันได้ทั้งหมดในตอนนี้
สามวันต่อมาองค์ชายเก้าก็ฟื้นคืนสติแต่ทว่ากลับให้ความรู้สึกแตกต่าง ก่อนหน้าที่เจ้าตัวจะจมน้ำเป็นเด็กน่ารักว่านอนสอนง่ายหรือเรียกว่าเป็นเด็กขี้กลัวก็ได้เพราะไม่ว่าใครจะว่าอะไรเจ้าตัวก็มักจะก้มหน้าตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
แต่ทว่าครั้งนี้กลับเปลี่ยนไปทันทีที่หมิงหยวนฟื้นสิ่งแรกที่ได้ยินกลับไม่ใช่ถ้อยคำเป็นห่วงเป็นใยแต่เป็นถ้อยคำด่าทอมากมายทั้งจากสาวใช้ที่แอบอู้งานไปมีสัมพันธ์กับทหารยามจนเกิดเรื่องเช่นนี้ ทั้งแม่นมที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่ยังจำความไม่ได้
ทั้งจากมารดาที่ไม่เคยสนใจเขาตั้งแต่เกิดมายังตามมาดุด่าเขาถึงห้องนอนโดยมีพี่สี่ยืนอยู่ด้านหลังพลางยกยิ้มสาสมใจ
แม้ว่าจะโดนดุด่ามากแค่ไหนหมิงหยวนกลับไม่มีทีท่าหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังคงท่าทางนิ่งสงบ
“เหอะ ตกน้ำจนกลายเป็นบ้าไปแล้วกระมัง ข้าไม่น่าคลอดเด็กอย่างเจ้าออกมาเลย ไร้ประโยชน์!”
วาจาร้ายกาจถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากของคนเป็นแม่ เมื่อนางกล่าวจบก็เดินออกไปทิ้งหมิงหยวนไว้ข้างหลัง หากเป็นปกติหมิงหยวนคงจะร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ แต่ตอนนี้เขาไม่ใช่หมิงหยวนคนก่อน
แต่เป็นหมิงหยวนที่ได้รับความทรงจำจากอดีตชาติกลับมา
กลับมาที่ปัจจุบัน เปลือกตาสีมุกค่อยๆลืมขึ้นมองไปยังเพดานห้องด้วยสายตาว่างเปล่า
“เผลอนึกถึงเรื่องเก่าเสียได้”
หากเขาไม่ได้ความจำกลับมาป่านนี้เขาคงกลายร่างเป็นวิญญาณเร่รอนอีกครั้งละมั้ง เพราะตาลุงนั่นคงไม่อยากได้เขากลับมาเป็นสะใภ้อะไรนั่นหรอก
หมิงหยวนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะมองไปด้านหน้าเอ่ยเรียกนางกำนัลอาวุโสให้เข้ามา
“องค์ชายมีสิ่งใดให้หม่อมฉันรับใช้หรือเพคะ”
“หมัวมัว ข้าหิวรบกวนหมัวมัวเตรียมอาหารให้ข้าหน่อยได้หรือไม่”
"องค์ชายรอสักครู่ได้หรือไม่เพคะ ฝ่าบาทมีรับสั่งว่าให้องค์ชายไปร่วมโต๊ะเสวยกับพระองค์และฮองเฮาเพคะ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นดวงตาเรียวหงส์ก็เบิกกว่าอย่างตกใจ หากร่วมโต๊ะกับฮ่องเต้ยังพอว่าเพราะร่วมโต๊ะกันมาหลายครั้งแล้ว แต่ทว่าครั้งนี้กลับต่างออกไปเพราะเขาต้องไปร่วมโต๊ะกับฮองเฮาด้วย!!
“ฮะ ฮองเฮาหรือ”
“เพคะ หากพระองค์ทรงเป็นกังวลเช่นนั้นหม่อมฉันให้คนไปทูลกับฝ่าบาทดีหรือไม่เพคะว่าพระองค์ทรงประชวน”
ร่างเล็กที่นั่งอยู่บนเตียงนิ่งคิดเล็กน้อยพลางกัดริมฝีปากแดงสดของตนเองอย่างใช้ความคิด หากปฏิเสธตั้งแต่ครั้งแรกเขาย่อมต้องเป็นที่เพ่งเล็งแน่
“ไม่เป็นไรหรอก เราไปได้เช่นนั้นอีกนานหรือไม่”
“อีกครึ่งก้านธูปเพคะ ฝ่าบาทรับสั่งว่าจะมารับพระองค์ด้วยตนเอง”
หมิงหยวนพยักหน้าน้อยๆ
แล้วเวลาทานข้าวก็มาถึง ฮ่องเต้เสด็จมารับเขาด้วยตนเองจริงๆอย่างที่หมัวมัวบอก ตำหนักฮองเฮาค่อนข้างอยู่ไกลจากตำหนักของเขาแต่อยู่ใกล้ตำหนักของฮ่องเต้ทำให้ระหว่างทางมาที่นี่พระองค์จึงต้องนั่งเกี้ยวมา
“เจินมารับแล้วเหตุใดจึงต้องทำหน้าเช่นนั้น”
“กระหม่อมทำหน้าเช่นไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“หึหึ ก็ทำหน้าเหมือนปลาตายอย่างไรละ ทำไมไม่อยากไปร่วมโต๊ะกับฮองเฮาหรือ”
!! อยู่ดีไม่ว่าดีพระองค์จะหาเรื่องให้กระหม่อมถูกเพ่งเล็งหรือพ่ะย่ะค่ะ
“ฝ่าบาท กระหม่อมไม่ได้คิดเช่นนั้นนะพ่ะย่ะค่ะ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เจินรู้แล้วๆ”
ฮ่องเต้หลี่เหว่ยถิงหัวเราะร่าเมื่อรู้สึกว่าได้กลั่นแกล้งเจ้าเด็กน้อยตรงหน้า เมื่อหัวเราะจนพอใจเรียกใบหน้างอง้ำจากเจ้าเด็กน้อยได้แล้วก็ได้เวลาที่จะต้องไปพบฮองเฮาเสียที
ร่างสูงใหญ่ของฮ่องเต้เดินเข้ามาย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่ออุ้มร่างเล็กที่เริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้นมาจากครั้งแรกที่พบกันขึ้นแนบอก ท่ามกลางความตกใจของบรรดาข้ารับใช้ แม้ว่าจะตกใจแค่ไหนก็ต้องทำเป็นมองไม่เห็น
เกี้ยวเสด็จของฮ่องเต้เคลื่อนตัวอย่างเป็นทางการ ตอนมาตำหนักนี่ครั้งแรกเจ้าตัวต้องเดินมาเล่นเอาขาแทบลาก แต่มาตอนนี้ได้นั่งเกี้ยวก็สบายดีเหมือนกัน ตั้งแต่เกิดมาจน7หนาวนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ได้นั่งเกี้ยว
เพราะเมื่อก่อนไม่เคยได้ออกไปไหนไกลเพราะไม่เป็นที่ชื่นชอบอีกทั้งไม่อยากหาเรื่องปวดหัวกับบรรดาสนมของเสด็จพ่อและบรรดาพี่น้องที่ขยันเข้ามาทักทายเหน็บแนมเขาอยู่นั่นไม่รู้ว่าขาดความอบอุ่นหรืออย่างไรถึงได้มาเรียกร้องความสนใจจากเขาแบบนี้