โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.75% หวังสกัดเงินเฟ้อ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 มิ.ย. 2565 เวลา 12.34 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2565 เวลา 12.34 น.
ภาพ : pixabay

เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.75% หวังสกัดเงินเฟ้อ “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟดระบุ เฟดมีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.50% หรือ 0.75% ในการประชุมเดือน ก.ค. ขณะที่ปัจจัยในประเทศ นักลงทุนชี้มีโอกาสสูงที่ กนง.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุม 10 ส.ค.นี้

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างวันที่ 13-17 มิถุนายน 2565 ในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีดอลลาร์แตะระดับสูงสุดที่ 105.55 ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับตัวขึ้นแตะระดับ 3.49% และดัชนีดาวน์โจนส์ร่วงอย่างต่อเนื่อง ภายหลังการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ หรือ CPI ที่สูงเกินคาด ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องเร่งปรับขึ้้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลหลัก ๆ หลังจากคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.75% สู่ระดับ 1.50-1.75% ในการประชุมตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 28 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2537

โดยใจความตอนหนึ่งของแถลงการณ์เฟดระบุว่า เฟดมีความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายการจ้างงานอย่างเต็มศักยภาพ และทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% ในระยะยาว ขณะที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดแถลงข่าวหลังการประชุมว่า เฟดมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.50% หรือ 0.75% ในการประชุมเดือน ก.ค. แต่เขาไม่ได้หมายความว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.75% จะกลายเป็นเรื่องปกติ

โดยถ้อยแถลงของนายพาวเวลล์เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังถูกกดดันจากการที่เฟดปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้ สู่ระดับ 1.7% จากเดิมคาดการณ์ที่ระดับ 2.8% ในเดือน มี.ค.

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยได้แก่ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกลดลง 0.3% ในเดือน พ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกในรอบ 5 เดือน สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าเพิ่มขึ้น 0.2% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือน เม.ย.

ทางด้านสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ของสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านลดลง 2 จุด สู่ระดับ 67 ในเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี และเป็นการปรับตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 โดยการร่วงลงของดัชนีดังกล่าวมีสาเหตุจากการพุ่งขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองและต้นทุนในการก่อสร้าง

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (13/6) ที่ระดับ 34.2/84 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (10/6) ที่ระดับ 34.75/77 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับสกุลเงินอื่น ๆ รอบโลก ภายหลังการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐ เมื่อวันศุกร์ (10/6) ที่ผ่านมา จากความกังวลเรื่องเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันให้เฟดเร่งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและอาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย และเกิดภาวะ inverted yield curve อีกครั้ง

สำหรับปัจจัยในประเทศ จากท่าทีล่าสุดของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (กนง.) ที่เปลี่ยนไปเมื่อเทียบกับการประชุมครั้งก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้นักลงทุนมองว่ามีโอกาสสูงที่ กนง.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 10 สิงหาคม โดย กนง.ได้แสดงความกังวลต่อแรงกดดันด้านราคาในวงกว้างมากขึ้น ควบคู่ไปกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และการใช้นโยบายที่ผ่อนคลายจะมีความจำเป็นลดลงในระยะข้างหน้า

ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ ค่าเงินบาทมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 34.75-35.25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดในวันศุกร์ (17/6) ที่ระดับ 35.25/28 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดในวันจันทร์ (13/6) ที่ระดับ 1.0484/88ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าลงมากจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (10/6) ที่ระดับ 1.0601/02 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินยูโรปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ตามการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบถัดไปในเดือนกรกฎาคม ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี ตามที่ตลาดคาดไว้ เพื่อสกัดการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อ แต่ยังไม่ได้ระบุแผนการจัดการต้นทุนการกู้ยืมที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศในกลุ่มยูโรโซน

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจยุโรป ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีปรับตัวขึ้นสู่ระดับ -28.0 ในเดือน มิ.ย. จากระดับ -34.3 ในเดือน พ.ค. แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ -27.5 ZEW ระบุว่าเศรษฐกิจเยอรมนียังคงเผชิญความเสี่ยงจากผลกระทบของมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย, สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในจีน และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน ดัชนีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันปรับตัวขึ้นสู่ระดับ -27.6 จากระดับ -36.5 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ -31.0 ในช่วงท้ายสัปดาห์ค่าเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าขึ้น หลังธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศจัดการประชุมฉุกเฉิน ท่ามกลางความผันผวนในตลาดพันธบัตรยูโรโซน

ทั้งนี้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลยูโรโซนได้พุ่งขึ้น และส่งผลกระทบต่อประเทศที่มีเศรษฐกิจอ่อนแอหลังจากที่ ECB ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ค. ขณะที่นายมาริโอ ดรากี นายกรัฐมนตรีอิตาลี กล่าวว่า สหรัฐมีการจ้างงานเต็มศักยภาพ และเงินเฟ้อสูงกว่ายูโรโซน จึงทำให้การปรับอัตราดอกเบี้ยในยูโรโซนเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าสหรัฐ

ทั้งนี้ ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. แต่ได้ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ค. ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี เพื่อสกัดการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อ

แถลงการณ์ระบุว่า “ECB มีความประสงค์ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือน ก.ค. และปรับขึ้นอีกครั้งในเดือน ก.ย. ซึ่งหากเงินเฟ้อในระยะกลางยังคงมีแนวโน้มพุ่งขึ้นต่อไป ECB ก็จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 0.25% ในเดือน ก.ย. ส่วนหลังจากเดือน ก.ย. ECB จะดำเนินการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป”

ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบ 1.0357-1.0601 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (17/6) ที่ระดับ 1.0520/25 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (13/6) ที่ระดับ 134.90/91 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (10/6) ที่ระดับ 133.80/81 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนอ่อนค่าจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น กล่าวว่า การทรุดตัวลงอย่างหนักของค่าเงินเยนกำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจเผชิญกับความไม่แน่นอนและทำให้บริษัทเอกชนมีความยากลำบากในการวางแผนธุรกิจ

อย่าไรก็ดี นายคุโรดะย้ำว่าบีโอเจจะเดินหน้าใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษต่อไป เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวจากผลกระทบของโควิด-19 ซึ่งสวนทางกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งมีนโยบายเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อในสหรัฐที่พุ่งสูงสุดในรอบ 40 ปี ซึ่งส่งผลให้ช่องว่างอัตราดอกเบี้ยสหรัฐและญี่ปุ่นกว้างขึ้น ทำให้ความน่าดึงดูดของการถือครองสกุลเงินเยนลดลง และในช่วงท้ายสัปดาห์ค่าเงินอ่อนค่าต่อเนื่อง หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษ (Ultraeasy Monetary Policy) ในการประชุม ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด

โดยการดำเนินนโยบายการเงินของ BOJ ยังคงสวนทางกับธนาคารกลางอื่น ๆ ทั่วโลกที่พากันปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยคณะกรรมการ BOJ มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ -0.1% และคงเป้าหมายอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีไว้ที่ประมาณ 0% ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ ค่าเงินเยนมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 131.67-135.58 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (17/6) ที่ระดับ 134.21/25 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...