โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โลว์ซีซั่น-เงินฝืดในประเทศ กับดัก “ท่องเที่ยวไทย” ไตรมาส 2

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 เม.ย. 2567 เวลา 10.38 น. • เผยแพร่ 18 เม.ย. 2567 เวลา 10.38 น.

ผ่านไป 3 เดือนกับ 8 วัน ของปี 2567 (1 มกราคม-8 เมษายน 2567) จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 10 ล้านคนแล้ว และสร้างรายได้กว่า 4.8 แสนล้านบาท

โดยคาดว่าในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนเมษายนนี้ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยมีปัจจัยจากการเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ การมีวันหยุดต่อเนื่องวันอีดิลฟิฏร์ในประเทศมุสลิม

รวมถึงการยกเว้นวีซ่าถาวรระหว่างไทย-จีน (วีซ่าฟรี) ที่มีผลช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว เพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และกระตุ้นให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน รวมทั้งวีซ่าฟรีให้นักท่องเที่ยวอินเดีย ไต้หวัน และคาซัคสถานด้วย

ดัชนีเชื่อมั่น Q1/67 ต่ำกว่าปกติ

ทั้งนี้ ข้อมูลจากการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทย ไตรมาส 1/2567 (Thailand Tourism Confident Index) ที่จัดทำโดยรวมร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จังหวัดสงขลา

โดยสำรวจจากผู้ประกอบการ 740 รายทั่วประเทศ ช่วงวันที่ 10 ก.พ.-5 มี.ค. 2567 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย ไตรมาส 1/2567 อยู่ในระดับ 81 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน ที่อยู่ในระดับ 77

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ แต่ก็ดีกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 ที่อยู่ในระดับ 74

Q1/67 นทท.ต่างชาติ 9.4 ล.คน

“รศ.ผกากรอง เทพรัตน์” ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายหน่วยวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จ.สงขลา ระบุว่า ในไตรมาส 1/2567 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 9.4 ล้านคน ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี 2562 ร้อยละ 13 โดยปัจจัยบวกในไตรมาสนี้คือ เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ และมีเทศกาลสำคัญ เช่น เทศกาลปีใหม่ วันเด็กแห่งชาติ และเทศกาลตรุษจีน (5-14 ก.พ. 2567)

เฉพาะเทศกาลตรุษจีน (รวม 10 วัน) ปีนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยเกิน 1 แสนคนต่อวัน ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 (ปี 2562) และมีนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นเท่าตัวเมื่อเทียบกับเดือนมกราคมที่มีประมาณ 1.5-1.6 หมื่นคนต่อวัน

รวมถึงมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ตั้งแต่ 1 มกราคม-31 มีนาคม 2567 ที่ส่งผลดีต่อการลดต้นทุนด้านการขนส่งของภาคธุรกิจ และต้นทุนการเดินทางของนักท่องเที่ยว

งบประมาณล่าช้าฉุด GDP

ขณะเดียวกันก็มีปัจจัยลบ โดยเฉพาะความล่าช้าของ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ซึ่งปกติมีผลตั้งแต่ตุลาคม 2566 แต่ยังไม่ผ่านสภา ทำให้งบฯลงทุนจากภาครัฐกว่า 7.1 แสนล้านบาทยังไม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกนี้ต่ำกว่าที่คาดการณ์

นอกจากนี้ ยังพบว่าเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะเงินฝืด ซึ่งสะท้อนได้จากอัตราเงินเฟ้อที่หดตัวต่อเนื่อง 5 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566-กุมภาพันธ์ 2567

ขณะเดียวกันตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยสิ้นปี 2566 หนี้ครัวเรือนขยับขึ้นไป 16.5 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 91.4 ของ GDP เพิ่มขึ้นร้อยละ 3-4 ขณะที่ GDP โตร้อยละ 2-2.5

ไม่เพียงเท่านี้ เศรษฐกิจและระดับรายได้ยังฟื้นตัวได้ช้า แม้ว่าภาพรวมของปี 2567 จะมีทิศทางที่ดีขึ้นจากปีก่อน แต่รายได้จากการส่งออกกว่าร้อยละ 90 กระจุกตัวอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ขับเคลื่อนจากธุรกิจขนาดเล็กกลับมาแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่า ส่งผลให้ฐานะการเงินของผู้ประกอบการขนาดเล็กยังเปราะบาง

รายได้ฟื้นตัวแค่ 53% ของปี’62

อย่างไรก็ตาม หากจำแนกตามประเภทธุรกิจพบว่า แหล่งท่องเที่ยว สถานบันเทิง โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร บริษัทนำเที่ยว บริการขนส่ง และสปา-นวดแผนไทย ประเมินว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวไตรมาสนี้จะดีกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน มีเพียงธุรกิจ “ร้านขายของฝาก-ของที่ระลึก” เท่านั้นที่ประเมินว่าภาพรวมลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในส่วนของรายได้ผู้ประกอบการระบุว่า มีรายได้ที่ลดลงต่อเนื่องมาตั้งแต่ไตรมาส 2/2566 และปรับขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 4/2566 เนื่องจากเข้าสู่เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการมองว่าฟื้นตัวประมาณร้อยละ 53 ของช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 (ปี 2562)

โดยรายได้ของผู้ประกอบการที่ยังไม่ดีนี้ สะท้อนภาวะเงินฝืดที่เกิดขึ้นภายในประเทศ สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อที่ติดลบต่อเนื่องกันมาถึง 5 เดือน (ตุลาคม 2566-กุมภาพันธ์ 2567)

กราฟฟิก คาดรายได้

หากจำแนกตามภูมิภาคจะพบว่า ภาคใต้มีการฟื้นตัวของรายได้มากที่สุด ประมาณร้อยละ 58 ของปี 2562 รองลงมาคือ ภาคเหนือ ฟื้นตัวร้อยละ 55 ส่วนภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รายได้ฟื้นตัวน้อยที่สุดที่ร้อยละ 50

ขณะที่ปัญหาด้านแรงงานพบว่า ผู้ประกอบการมีจำนวนแรงงานประมาณร้อยละ 87 ของช่วงก่อนโควิด ซึ่งไม่ต่างจากไตรมาสที่ผ่านมานัก โดยธุรกิจขนส่งนักท่องเที่ยวมีแรงงานกลับมามากที่สุดที่ร้อยละ 91 ขณะที่สปา-นวดแผนไทย มีแรงงานกลับมาน้อยที่สุดที่ร้อยละ 76 และร้อยละ 7 ของสถานประกอบการยังขาดแรงงาน และร้อยละ 7 ยังต้องการแรงงานเพิ่ม โดยเฉพาะธุรกิจสปา-นวดแผนไทยที่ขาดแคลนมากที่สุด

โรงแรมที่พักรายได้กลับมา 59%

สำหรับกลุ่มโรงแรม ที่พัก มีรายได้ในไตรมาสแรกปีนี้ประมาณร้อยละ 59 ของรายได้ก่อนโควิด ลดลงกว่าไตรมาส 4/2566 ที่มีรายได้อยู่ที่ร้อยละ 63 โดยมีอัตราการเข้าพักรวมเฉลี่ยร้อยละ 60 ต่ำกว่าไตรมาสที่ผ่านมาที่อยู่ในระดับประมาณร้อยละ 62

โดยโรงแรม ที่พัก ในภาคใต้มีอัตราการเข้าพักสูงสุดที่ร้อยละ 72 รองลงมาคือ ภาคตะวันออก ร้อยละ 64 ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอัตราการเข้าพักต่ำที่สุดที่ร้อยละ 51 และส่วนใหญ่มีจำนวนพนักงานอยู่ในระดับร้อยละ 83 เมื่อเทียบกับก่อนโควิด-19 และร้อยละ 8 ยังขาดแรงงาน

คาด Q2 ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย

“รศ.ผกากรอง” ให้ข้อมูลด้วยว่า การสำรวจครั้งนี้ยังได้คาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวในไตรมาส 2/2567 ด้วยว่า ภาพรวมจะดีขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา หรืออยู่ในระดับ 83 และดีกว่าไตรมาส 1/2567 เล็กน้อย สะท้อนว่าความเชื่อมั่นยังอยู่ในภาวะทรงตัว

โดยในไตรมาส 2 มีปัจจัยเสริมจากเทศกาลสงกรานต์ที่จัดขึ้นยิ่งใหญ่กว่าทุกปี และมาตรการวีซ่าฟรีถาวรระหว่างไทย-จีน ซึ่งจะส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยสะดวกยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 2 เป็นช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวของคนไทยและต่างชาติ ประกอบกับภาวะเงินฝืดภายในประเทศ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่มีท่าทีว่าจะส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือนมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการคาดว่าภาพรวมของไตรมาส 2 จะดีขึ้นกว่าไตรมาส 1 ไม่มากนัก

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังคาดว่าในไตรมาส 2/2567 รายได้ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในภาพรวมจะดีกว่าไตรมาสแรกที่ผ่านมา โดยพบว่าร้อยละ 27 ของสถานการณ์ประกอบการคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 14 คาดว่าจะมีรายได้ลดลง

“หนี้ครัวเรือน-ค่าไฟ” ปัจจัยลบ

“รศ.ผกากรอง” ระบุอีกว่า ปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2567 มากที่สุดคือ หนี้ครัวเรือน รองลงมาคือ ต้นทุนด้านพลังงาน เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ที่สูงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ รายได้ของประชาชนที่ไม่สอดกับค่าครองชีพ อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ตามลำดับ

ส่วนปัญหาด้านแรงงานเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลน้อยที่สุด รองลงมาคือ ปัญหากลุ่มจีนเทาที่เข้ามาทำธุรกิจแย่งลูกค้าของผู้ประกอบการคนไทย และการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

ปี’67 นักท่องเที่ยว 35.79 ล.คน

สำหรับปี 2567 นี้ การสำรวจครั้งนี้คาดว่าตลอดทั้งปี 2567 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยว 35.79 ล้านคน น้อยกว่าปี 2562 ก่อนวิกฤตโควิด-19 ร้อยละ 10.32 และมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีประมาณ 1.68 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อนโควิด-19 ร้อยละ 12.10 (ดูตารางประกอบ)

ทั้งนี้ อยากเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและการบริโภคในประเทศ โดยเฉพาะมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเติมทุนให้แก่ผู้ประกอบการ โดยรัฐบาลเข้าไปค้ำประกันหนี้ให้เอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในจังหวัดที่ทำรายได้ด้านการท่องเที่ยวให้ประเทศ

อาทิ กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ กระบี่ พังงา สงขลา เชียงราย ประจวบคีรีขันธ์ ระยอง พระนครศรีอยุธยา นครศรีธรรมราช อุดรธานี ตราด ยะลา หนองคาย เป็นต้น

รวมถึงการเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยว และประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยว โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม อาหาร และการให้บริการ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โลว์ซีซั่น-เงินฝืดในประเทศ กับดัก “ท่องเที่ยวไทย” ไตรมาส 2

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...