โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กรมฮาลาล มาแน่ แล้วไทยได้อะไร

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 ม.ค. 2567 เวลา 09.28 น. • เผยแพร่ 26 ม.ค. 2567 เวลา 09.15 น.
พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล

ใกล้เคาะตั้ง “กรมฮาลาล” ส่องสินค้าพร้อมส่งออกไปจีน ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกา ดึงทั้งสถาบันอาหาร สถาบันมาตรฐานซาอุดีอาระเบีย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมร่วมกัน เร่งสร้างมาตรฐานให้ความมั่นใจชาวมุสลิม สินค้าต้องตรงเกณฑ์ตามหลักศาสานาอิสลาม ขณะที่ไทยขยายตลาดจากศักยภาพที่มี เป้า 55,000 ล้านบาท ไม่ยาก

“ฮาลาล” อาหารหรือผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับการอนุมัติตามบัญญัติศาสนาอิสลามให้ชาวมุสลิมบริโภคหรือใช้ประโยชน์ได้ สำหรับประเทศไทยแล้วซึ่งทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคล้วนเป็นชาวพุทธ ความเข้มงวดและเกณฑ์ต่าง ๆ ในการผลิตสินค้าขึ้นมาให้กับชาวมุสลิม ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก แต่ก็คงไม่ยากที่ไทยเองจะโดดเข้ามาเป็นผู้เล่น เพื่อหวังเพิ่มสัดส่วนให้ได้มากกว่าเดิม ซึ่งปัจจุบันมูลค่าตลาดฮาลาลสูงถึง 2.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ไทยผลิตและส่งออกไปเพียง 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 2.7% เท่านั้น

ย้อนกลับไปเมื่อปลายปี 2566 นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามานั่งในตำแหน่งว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องตั้ง “กรมฮาลาล” ขึ้นอย่างแน่นอน ด้วยตลาดที่มีศักภาพของผู้ผลิต ความร่วมมือจากประเทศคู่ค้า ต่างเป็นตัวสนับสนุนให้ตลาดฮาลาลมีโอกาสที่เติบโตได้มากกว่าที่ควรจะเป็น

แล้วสินค้าอะไรที่เป็นเป้าหมายหลัก ในระยะแรกจะเริ่มด้วยเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ในรูปแบบของอาหารพร้อมรับประทาน อาหารฮาลาลโดยธรรมชาติ อาหารมุสลิมรุ่นใหม่ หรือ Snack Bar เครื่องสำอาง ยาสมุนไพร หรือแม้แต่การท่องเที่ยว

คนไทยได้อะไร แน่นอนว่าไม่ใช่เพียงแค่การผลิตไว้ใช้ ขายในประเทศเท่านั้น แต่มันยังรวมไปถึงการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศมุสลิม อย่างซาอุดีอาระเบีย รวมถึงประเทศอื่น ๆ เช่น จีน และแอฟริกา ดังนั้นแล้วหากสามารถดำเนินงานได้ตามแผนภายในระยะ 3 ปี จะสามารถทำให้ GDP ภาคอุตสาหกรรมฮาลาลขยายตัว 55,000 ล้านบาท หรือประมาณ 1.2% ของ GDP ภาคอุตสาหกรรม แน่นอนว่าการลุยตลาดฮาลาล หากเริ่มต้นส่งออกไปจีนเพียงแค่อาหาร เครื่องสำอาง เมล็ดพันธุ์พืช ก็สามารถผลักดันให้ตลาดฮาลาลนี้โตได้ 1-2 เท่า ภายใน 1-2 ปีได้ไม่ยาก

เรื่องดังกล่าวดำเนินการมาถึงครึ่งทาง ด้วยการดึงองค์กรมาตรฐาน มาตรวิทยา และคุณภาพ แห่งซาอุดีอาระเบีย (The Saudi Standards Metrology and Quality Organization : SASO) เข้ามาทำแผนงานความร่วมมือ และลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพื่อทำหน้าที่ รับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์ฮาลาลของไทย เป็นการยอมรับผลการตรวจสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ระหว่างกัน นี่จะเป็นการปิดช่องโหว่ที่เคยเป็นอุปสรรคมาโดยตลอด

โจทย์ใหญ่ที่สำคัญในตอนนี้ดูเหมือนจะยาก คือ ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศมุสลิม ดังนั้นเรื่องของมาตรฐานสินค้าที่ต้องผลิตออกมาเพื่อให้คนมุสลิมบริโภค เนื่องจากคนมุสลิมจะมีข้อจำกัด เช่น อาหารที่ออกมาผู้ประกอบอาหารจะต้องเป็นมุสลิม วัตถุดิบจะต้องเป็นถูกเลี้ยงโดยคนมุสลิม โดยไม่มีการปนเปื้อน ซึ่งจากข้อจำกัดหลาย ๆ อย่างที่เข้มงวด จึงทำให้สินค้าฮาลาลยังไม่ใหญ่มากนัก

ส่วนข้อปฏิบัติที่ต้องทำอย่างถูกต้องตามกฎของศาสนาอิสลาม ทั้งทางด้านแหล่งที่มาของอาหาร วิธีการฆ่าสัตว์ ซึ่งเป็นชาวมุสลิมนับถือศาสนาอิสลาม สัตว์ที่จะเชือดนั้นต้องเป็นสัตว์ที่รับประทานได้ตามหลักศาสนาอิสลาม ต้องไม่ทารุณสัตว์ก่อนการเชือด เป็นต้น ส่วนผู้ประกอบการไม่ใช้อุปกรณ์ดังกล่าวร่วมกับของต้องห้ามตามศาสนบัญญัติ เจ้าหน้าที่ที่ควบคุมการผลิต หรือปรุงผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ต้องเป็นมุสลิม เป็นต้น

ซึ่งยังรวมไปถึงการเตรียมอาหาร การแปรรูปอาหาร การบรรจุหีบห่อ การขนส่งและการเก็บรักษาอาหาร อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการค้ากับประเทศมุสลิมที่กำหนดมาตรการนำเข้าอาหารฮาลาล ทั้งหมดนี้เข้มงวดมากแต่ความร่วมมือกับหน่วยงานระหว่างประเทศ จะทำให้ตลาดนี้แข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับในอนาคต

“กรมฮาลาล” ที่เตรียมเสนอเข้า ครม. เร็ว ๆ นี้ โดยการผลักดันของ “นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อขออนุมัติตั้งคณะกรรมการอุตสาหกรรมฮาลาลแห่งชาติ (กอฮช.) และการจัดตั้งศูนย์อุตสาหกรรมฮาลาล ด้วยการให้สถาบันอาหาร เป็นหน่วยงานหลัก ภายใต้งบประมาณสนับสนุน 630 ล้านบาท เพื่อใช้ในภารกิจส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กรมฮาลาล มาแน่ แล้วไทยได้อะไร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...