เฟดอาจไม่ลดดอกเบี้ย แต่ส่อแววอัดฉีดสภาพคล่อง ตลาดคริปโตอาจได้แรงหนุน
เฟดอาจไม่ลดดอกเบี้ย แต่ส่อแววอัดฉีดสภาพคล่อง – ตลาดคริปโตอาจได้แรงหนุน
การประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ในวันที่ 7 พฤษภาคมนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโตเคอร์เรนซี แม้ตลาดจะคาดการณ์ว่าเฟดจะ “คงดอกเบี้ย” แต่หากกระทรวงการคลังจำเป็นต้องอัดฉีดสภาพคล่องเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะถดถอย ก็อาจกลายเป็นแรงผลักดันให้ Bitcoin และ altcoins พุ่งขึ้นได้
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า-ทองคำพุ่ง
ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (DXY) ร่วงลงต่ำกว่า 100 ครั้งแรกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2023 ขณะที่ทองคำพุ่งขึ้นกว่า 12% ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา สะท้อนความไม่มั่นใจของนักลงทุนในเศรษฐกิจสหรัฐ และการหันไปหาสินทรัพย์ที่มีจำนวนจำกัด เช่น Bitcoin
นักลงทุนชื่อดัง Jim Paulsen ระบุว่า เมื่ออัตราดอกเบี้ยเฟดสูงกว่าระดับ “เป็นกลาง” เศรษฐกิจมักเข้าสู่ภาวะถดถอย และประธานาธิบดีทรัมป์เองก็ออกมาวิจารณ์ว่าเฟดยังไม่ลดต้นทุนทางการเงินเร็วพอ
แม้ไม่ลดดอกเบี้ย แต่เฟดเริ่มซื้อพันธบัตรอีกครั้ง
เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมา เฟดได้เข้าซื้อพันธบัตรมูลค่า 20,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณของการกลับมาอัดฉีดสภาพคล่องอีกครั้ง การเพิ่มสภาพคล่องลักษณะนี้ในอดีตเคยช่วยดันราคาคริปโตให้พุ่งขึ้นได้
ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool ชี้ว่า ความคาดหวังที่ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยเหลือ 4.0% หรือต่ำกว่านั้น ภายในเดือนกันยายน ลดลงเหลือเพียง 76% จากเดิม 90% ในช่วงปลายเดือนเมษายน สะท้อนความไม่แน่นอนที่อาจนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจทางอื่นแทน
ประมาณการอัตราดอกเบี้ยของ FOMC ในวันที่ 17 กันยายน ที่มา: CME FedWatch
หากเฟดขยายงบดุลอีกครั้ง นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า จะส่งผลบวกต่อสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ Bitcoin ที่มีคุณสมบัติเป็นสินทรัพย์ต้านเงินเฟ้อ
อ้างอิง : cointelegraph.com
CZ ฟันธง! Bitcoin รอบนี้อาจแตะ $1 ล้าน — ยุคของสถาบันเริ่มแล้ว ไม่ใช่รายย่อยอีกต่อไป
Changpeng Zhao หรือ CZ ผู้ร่วมก่อตั้ง Binance กล่าวในการสัมภาษณ์กับ Rug Radio เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ว่า เขาคาดว่าในรอบตลาดขาขึ้นนี้ (market cycle) ราคา Bitcoin อาจพุ่งได้ถึง $500,000 ไปจนถึง $1,000,000 โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการเข้ามาของ กองทุน ETF และ เงินจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่
ทำไม CZ ถึงเชื่อว่า Bitcoin จะไปไกลขนาดนั้น?
CZ ให้เหตุผลว่า ตอนนี้ตลาดเริ่มถูกขับเคลื่อนโดย “สถาบัน” มากกว่านักลงทุนรายย่อย เช่น:
- การเปิดตัวของ Bitcoin Spot ETF ทำให้เงินจากกองทุนแบบดั้งเดิมเริ่มไหลเข้ามาในตลาดคริปโต
- สหรัฐฯ มีสัดส่วนเงินลงทุนจากสถาบันสูงมาก และตอนนี้ “เงินเหล่านั้น” กำลังเข้าซื้อ Bitcoin ผ่าน ETF อย่างต่อเนื่อง
“Bitcoin ขึ้นเพราะ ETF ส่วนใหญ่เน้นไปที่ Bitcoin และนั่นแหละคือเงินจากฝั่งสถาบัน”
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า 70% ของเงินใหม่มาจาก “สถาบัน”
Alex Obchakevich จาก Obchakevich Research ให้ข้อมูลกับ Cointelegraph ว่า
70% ของการเติบโตของ Bitcoin รอบนี้มาจากเงินใหม่ของสถาบัน อีก 30% เป็นแค่การสลับเงินภายในวงการคริปโตเท่านั้น โดยเขามองว่า ETF เป็นปัจจัยผลักดันราคาหลัก แต่จะมีแรงขายระยะสั้นให้เห็นบ้างเป็นเรื่องปกติ
รัฐบาลหลายประเทศก็เริ่มซื้อ Bitcoin แล้ว
CZ ยังระบุอีกว่า นอกจากกองทุนแล้ว ตอนนี้มีหลายรัฐบาลทั่วโลกที่เริ่มเข้าซื้อ Bitcoin ซึ่งเป็น “สัญญาณที่ดีมากต่อราคา” และถือเป็นการยืนยันว่า Bitcoin กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ระดับโลกจริง ๆ
ตัวอย่างเช่น:
- เอลซัลวาดอร์ ยังคงซื้อ Bitcoin ต่อเนื่อง แม้จะถูก IMF เตือน โดยในช่วงปลายเมษายนทางประเทศได้ซื้อเพิ่มอีก 7 BTC คิดเป็นมูลค่าราว 650,000 ดอลลาร์
- เอลซัลวาดอร์ ขณะนี้ถือครอง Bitcoin อยู่ราว 6,170 BTC หรือประมาณ 580 ล้านดอลลาร์
- ภูฏาน ก็มีรายงานว่ากำลังตั้งกองทุนสะสมคริปโตเพื่อใช้ในเขตเศรษฐกิจใหม่โดยจะเน้นที่ Bitcoin และ Ethereum
CZ ยังกล่าวด้วยว่า สหรัฐฯ ตอนนี้เปลี่ยนท่าทีจากการต่อต้าน กลายเป็น “ยอมรับคริปโต” มากขึ้นหลังได้ประธานาธิบดีที่สนับสนุนวงการ ซึ่งเขาหมายถึง Donald Trump
“พวกเขารู้แล้วว่าการซื้อ Bitcoin คือการตัดสินใจที่ฉลาด และเมื่อประเทศใหญ่เริ่มซื้อ ประเทศอื่นก็ต้องตามให้ทัน”
สุดท้าย CZ ทิ้งท้ายถึงนักลงทุนรายย่อยว่า พวกเขามีเวลา “15 ปีแล้ว” ที่จะเข้าซื้อ Bitcoin ถ้าพลาดตอนนี้ก็เป็นเพราะ “เลือกเองแล้ว”
อ้างอิง : cointelegraph.com
ที่มา https://bitcoinaddict.org/2025/05/07/cz-says-bitcoin-could-hit-500-k-1-m-this-cycle/
Saylor ใช้ AI ช่วยดีไซน์หุ้นปันผล 13% – เป้าหมายคือ “ซื้อ Bitcoin ให้หมดโลก”
Michael Saylor ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริหารของ Strategy (ชื่อใหม่ที่หลายคนคุ้นในชื่อ MicroStrategy) ใช้ AI เป็นเครื่องมือหลักในการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ เพื่อนำเงินมาซื้อ Bitcoin อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นแบบพิเศษ 2 ตัวที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานนี้
STRK และ STRF: หุ้นดีไซน์โดย AI รุ่นแรกในวงการ
Saylor กล่าวว่า AI มีบทบาทสำคัญในการช่วยวางโครงสร้างและออกแบบหุ้นสองตัวใหม่ชื่อว่า
- Strike (STRK)
- Strife (STRF)
ทั้งสองตัวเป็นหุ้นกู้แปลงสภาพแบบพิเศษ (convertible preferred stocks) ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อต้นปีนี้ และถือว่าเป็นหุ้น “ดีไซน์โดย AI” รุ่นแรกของวงการการเงิน ที่มาพร้อมคุณสมบัติน่าสนใจอย่าง:
- STRK: ให้ผลตอบแทน 13%
- STRF: ให้ผลตอบแทน 10%
- มีลักษณะพิเศษ เช่น “จ่ายปันผลตลอดชีพ” และ “สิทธิ์ซื้อคืนแบบถาวร” (perpetual call option)
Saylor บอกว่าไอเดียเหล่านี้ไม่ได้มาจากมนุษย์ล้วน ๆ แต่เป็นการใช้ AI คิดโครงแบบ “80–95%” ก่อนจะให้ทีมกฎหมายและการเงินพิจารณาต่อจนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์จริง
ระดมทุน $84,000 ล้าน เพื่อซื้อ Bitcoin ให้หนักขึ้นอีก!
เป้าหมายของการออกหุ้น STRK และ STRF คือเพื่อระดมทุนจำนวนมหาศาลถึง 84,000 ล้านดอลลาร์ (แบ่งเป็นหุ้นกับตราสารหนี้อย่างละครึ่ง) โดย Strategy จะนำเงินนี้ไปใช้ในการ “ซื้อ Bitcoin เพิ่มโดยเฉพาะ”
ล่าสุด Strategy เพิ่งประกาศว่า ระหว่างวันที่ 28 เม.ย. – 4 พ.ค. ได้ซื้อเพิ่มอีก 1,895 BTC มูลค่าราว 180 ล้านดอลลาร์
โดยเงินมาจากการขายหุ้นสามัญ (MSTR) และหุ้นพิเศษ (STRK)
เมื่อ AI กลายเป็นเครื่องมือลุยตลาดคริปโต
Michael Saylor กำลังพิสูจน์ว่า AI ไม่ได้เป็นแค่ “เทคโนโลยีใหม่” แต่กลายเป็น “อาวุธลับ” ที่ช่วยให้บริษัทวางแผนการเงิน – สร้างผลิตภัณฑ์ – และระดมทุนในระดับพันล้านได้จริง
และเมื่อเป้าหมายยังคงเป็น Bitcoin เท่านั้น ก็ไม่แปลกที่ Strategy จะใช้ทุกเครื่องมือ… แม้แต่ AI เพื่อ “ซื้อบิทคอยน์ให้ได้มากที่สุดในโลก”
อ้างอิง : theblock.co