โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ใครหนุนใครใน'สงครามย่อยๆ'ระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน จะลุกลามหรือไม่และจะมีผู้ใดหยุดมัน?

The Better

อัพเดต 07 พ.ค. 2568 เวลา 23.56 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2568 เวลา 11.10 น. • THE BETTER

มีคำถามมาถึงผมว่า "สงคราม" ระหว่างอินเดียกับปากีสถาน" สหรัฐฯ เข้าข้างใคร?"

คำถามนี้ตอบแบบ A หรือ B ไม่ได้ เพราะมันมีมิติด้านการเมืองระหว่างประเทศที่ซับซ้อนใน "การปะทะที่แคชเมียร์" ครั้งล่าสุด

ความซับซ้อนของเรื่องนี้เหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างจีน สหรัฐ กับปากีสถาน และคลุมเครือเหมือนกับอินเดียคบหากับมหาอำนาจชาติต่างๆ

ระหว่างจีน สหรัฐ กับปากีสถานนั้น มันมีความอีรุงตุงนังในส่วนของปากีสถานกับสหรัฐฯ เพราะถือเป็น 'มหามิตร' แต่ระยะหลัง 'มหามิตรปากีสถาน' เอียงไปทางจีน 'มหามิตรสหรัฐฯ' จึงเกิดอาการหงุดหงิดขึ้นมา

ส่วนอินเดียในทางหลักการบอกกับโลกว่า "เราไม่ฝักฝ่ายใด" แต่ในทางปฏิบัติจะฝักใฝ่ฝ่ายไหนก็ได้แล้วแต่ผลประโยชน์จะลงตัว เช่น เมื่อตอนที่ชาติตะวันตกรุมคว่ำบาตรรัสเซีย ก็ได้อินเดียนี่แหละเป็นหัวหอกของพวกไม่ไม่ฝักฝ่ายใด ทำการซื้อน้ำมัน ธัญญาหารจากรัสเซีย ซึ่งสร้างความโกรธเกรี้ยวให้สหรัฐฯ พอสมควร

แต่แล้วพออินเดียรู้สึกว่าจะต้องอาศัยมหาอำนาจสักรายมาเป็นเพื่อนเพื่อรับมือกับจีน อินเดียก็พยายามญาติดีกับสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ เองก็พยายามจะกลบเกลื่อนความไม่พอใจต่ออินเดีย เพราะเห็นว่าหากขาดอินเดียไป 'ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก' จะพังทลาย จากที่ในตอนนี้ 'แปซิฟิก' ส่วนใหญ่เอียงมาทางจีน หากขาด 'อินโด' ไปแล้วคงสิ้นหวัง

ความพยายามเข้าหาสหรัฐฯ ในทางยุทธศาสตร์ของอินเดียชัดเจนมากหลังจากที่อินเดียโจมตีปากีสถานเมื่อคืนนี้ก็แจ้งไปยัง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และก่อนหน้านี้สื่ออินเดียก็คุยโวว่า "สหรัฐฯ เข้าข้างเรา"

เรื่องนี้สะท้อนถึงการที่สหรัฐฯ และอินเดียเข้าหากันมากขึ้นในช่วงหลัง ส่วนหนึ่งเพราะอินเดียมีจีนเป็นภัยคุกคามด้วย แม้จะถือว่าเป็น "สหาย BRICS" ด้วยกันก็ตาม

แม้ว่าอินเดียกับจีนจะตกลงกันได้ในเรื่องพรมแดนเมื่อเดือนตุลาคม แต่มันเป็นข้อตกลง "ชั่วคราว" เพาะปัญหาระดับรากฐานไม่ได้แก้ และโปรดทราบว่าปัญหานี้เป็น "สามเส้า" เพราะแย่งพรมแดนแคชเมียร์กันด้วยระหว่างจีนกับอินเดีย รวมถึงปากีสถาน

ปากีสถานนั้นซับซ้อนกว่า เดิมทีเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ในสมัยสงครามเย็น สหรัฐฯ ช่วยปากีสถานยันอินเดียไว้ และตอนสงครามก่อการร้ายสหรัฐฯ ก็ใช้งานปากีสถานเต็มที่ในการรุกรานอัฟกานิสถาน

แต่ปากีสถานก็ยังเป็นมิตรกับจีนด้วย โดยก่อนที่จีนจะรวยนั้นคอยช่วยเหลือปากีสถานในเรื่องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ก็เพื่อให้ปากีสถานมีนิวเคลียร์กับเขาบ้างเอาไว้ยันอินเดีย

ในเวลานั้น จีนยังไม่ทรงอำนาจและไม่ใช่ภัยคุกคามเฉพาะหน้าของสหรัฐฯ

พอจีนรวยขึ้นและทรงพลัง สหรัฐฯ เริ่มอ่อนแอลงเพราะเสียท่าไปกับการรุกรานอัฟกานิสถานแถมยังกำจัดการก่อการร้ายในปากีสถานไม่ได้ สหรัฐฯ ก็เริ่มมองจีนเป็นภัยคุกคามและเพ่งเล็งปากีสถาน

รัฐบาลทรัมป์ 1.0 นั้นโผงผางกว่าคนอื่นอยู่แล้ว ก็เลยตัดความช่วยเหลือปากีสถานเสียเลย โดยหากว่าไม่แก้ปัญหาก่อการร้าย ให้เงินไปก็เปล่าประโยชน์ แถมปากีสถานยังเป็นสหายทางเศรษฐกิจกับจีนด้วย

รัฐบาลทรัมป์โหดร้ายกับปากีสถานถึงกับบอกว่า การตัดเงินช่วยเหลือนั้นจะทำให้ “เศรษฐกิจของปากีสถานจะได้รับผลกระทบเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อต้องเริ่มชำระเงินจำนวนมากในอีกสี่ถึงหกปีข้างหน้า” และยังจะไม่อนุญาตให้นำเงินกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มาให้ปากีสถานใช้ในการชำระหนี้ของจีนด้วย

กะจะตัดตอนให้เป็นบอนไซ เพื่อบีบไม่ให้ร่วมมือกับจีนในทางเศรษฐกิจนั่นเอง

หลังจากนั้นความสัมพันธ์ปากีสถาน-สหรัฐฯ ก็แย่ลง จนถึงรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ก็ไม่ดีขึ้น แต่สหรัฐฯ ยังไม่กล้าตัดขาด เพราะถือเป็น "เพื่อนเก่าในทางยุทธศาสตร์"

ในกรณีนี้ สหรัฐฯกับปากีสถานจึงเหมือนกับ "ไทยกับสหรัฐฯ" พอสมควร เพราะเป็นมหามิตรในทางยุทธศาสตร์ แต่ระยะหลังไทยคบหากับจีนมากว่าในทางเศรษฐศาสตร์

ดังนั้น แม้อินเดียที่เริ่มสนิทกับสหรัฐฯ จะโร่ไปแจ้งรัฐบาลทรัมป์เรื่องโจมตีปากีสถาน แต่ทรัมป์ได้แต่บอกว่า "เสียดาย" และเปรยว่า "สองประเทศนี้มีเรื่องกันมานานแล้ว"

อีกสาเหตุก็คงเพราะจีนไม่ได้เข้ามายุ่งกับปากีสถานด้วย เพราะไม่จำเป็น ทั้งยังขอให้สองฝ่ายเพลาๆ มือด้วยซ้ำ

แต่ก็นั่นแหละ แม้จีนจะไม่ยุ่งด้วยและระยะหลังจีนกับอินเดียพยายามลดความขัดแย้งกัน แต่อินเดียก็ไม่มีทางไว้ใจจีน

โปรดทราบว่า มากกว่า 80% ของการนำเข้าอาวุธของปากีสถานมาจากจีนในช่วงปี 2020 ถึง 2024

และมากกว่า 70% ของการนำเข้าอาวุธของบังคลาเทศมาจากจีนในช่วงปี 2019 ถึง 2023

ดังนั้น "อาวุธจีน" จึงล้อมซ้ายล้อมขวาอินเดีย

ยังไม่นับแนวทางที่อินเดียเรียกว่า "สร้อยไข่มุก" (String of Pearls) ของจีนที่อินเดียอ้างว่าเป็นการวาง "ที่มั่น" ที่ศรีลังกาและมัลดีฟเอาไว้ที่ทางใต้ของอินดียเพื่อล้อมอินเดีย

แต่ใน "สงคราม" ครั้งนี้จีนไม่ใช่ตัวละครหลัก (แม้ว่าอาวุธของจีนจะเป็นส่วนสำคัญของปากีสถานก็ตาม)

ตัวละครสำคัญคือสหรัฐอเมริกาต่างหาก

โมอีด ยูซุฟ นักวิจัยอาวุโสที่ศูนย์ Belfer Center และอดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของปากีสถานเขียนให้กับ HARVARD Kennedy School - Belfer Center ดังนี้ว่า

"ในทางกลับกัน ตามที่ผมได้อธิบายไว้ในหนังสือของผมเรื่อง Brokering Peace in Nuclear Environments: U.S. Crisis Management in South Asia รัฐบาลนิวเดลีและรัฐบาลอิสลามาบัดได้อาศัยผู้มีบทบาทภายนอกเป็นวิธีการหลักในการลดระดับวิกฤต สหรัฐฯ เป็นผู้เล่นรายเดียวที่มีความสำคัญมากที่สุด โดยมีส่วนร่วมเชิงรุกในการไกล่เกลี่ยวิกฤตในภูมิภาคที่ตนมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างมากเสมอมา"

อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นว่า ปากีสถานเองก็เป็นมหามิตรของสหรัฐฯ ส่วนอินเดียก็เป็นสหายใหม่ของสหรัฐฯ ในทางยุทธศาสตร์ ดังนั้น มีแต่สหรัฐฯ เท่านั้นที่ทั้งสองประเทศจะฟังมากที่สุด

แต่เราไม่รู้ว่าทั้งสองประเทศจะรอให้สหรัฐฯ แทรกแซงหรือไม่ หากเป็นแบบนั้นก็คงต้องรบกันไปเรื่อยๆ เพราะในยุคทรัมป์ 2.0 ดูจะเอ้อละเหยลอยชายกับเรื่องสงครามในพื้นที่ไม่ใช่เป้าหมายของตน นั่นคือยูเครนและกาซา

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - นักเรียนเข้าร่วมการฝึกซ้อมจำลองสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมจำลองการป้องกันพลเรือนระดับประเทศที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในนิวเดลี เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2025 ขณะที่ความตึงเครียดบริเวณชายแดนพุ่งสูงขึ้น (ภาพโดย Arun SANKAR / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...