โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กับดักการเงิน “Lifestyle Inflation” รายได้เยอะขึ้น แต่ทำไมถึงรู้สึกจนลง ?

Thairath Money

อัพเดต 11 มี.ค. 2568 เวลา 08.04 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. 2568 เวลา 08.04 น.
ภาพไฮไลต์

ในยุคที่การใช้จ่ายเพื่อความสะดวกสบายและความบันเทิงกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต เงินเฟ้อไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Inflation) เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้หลายคนไม่สามารถเก็บออม หรือสร้างความมั่นคงทางการเงินได้อย่างที่ตั้งใจ แม้ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นก็ตาม

การเพิ่มค่าใช้จ่ายตามรายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มักเกิดจากกลไกทางจิตวิทยาที่ทำให้เราคุ้นชินกับความสุขที่ได้รับจากการใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่าต้องใช้เงินมากขึ้นเพื่อให้รู้สึกดีเช่นเดิม ดังนี้

1. Hedonic Adaptation

เมื่อเราได้รับสิ่งใหม่ ๆ หรือชีวิตดีขึ้น สมองของเราจะปรับตัวจนรู้สึกว่าไม่พอหรือไม่พิเศษเหมือนเดิม จึงทำให้เราต้องการสิ่งใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นเพื่อให้รู้สึกดีเท่าเดิม การคุ้นชินกับความสุขเดิมนี้ทำให้เราต้องเพิ่มการใช้จ่ายอยู่เสมอ

2. Social Comparison

การเปรียบเทียบตัวเองกับคนรอบข้าง เช่น เพื่อนร่วมงาน หรือคนในโซเชียลมีเดีย จะทำให้เรารู้สึกว่าต้องใช้ชีวิตในระดับเดียวกัน และนี่คือสิ่งที่ทำให้เราหลงใหลในการใช้จ่ายโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว

3. I Deserve It Mentality

เมื่อทำงานหนักหรือเหนื่อยล้า เรามักจะรู้สึกว่าตัวเองสมควรได้รับรางวัลหรือสิ่งดี ๆ เช่น การซื้อของหรู ๆ หรือท่องเที่ยวอย่างหรูหรา

4. Loss Aversion

ความกลัวที่จะสูญเสียสิ่งที่ดีไปแล้ว เป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนรู้สึกไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ ที่ไม่หรูหรา เราจึงพยายามเก็บสิ่งที่มีอยู่และยึดติดกับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

5. Diderot Effect

การซื้อของใหม่หนึ่งชิ้นอาจทำให้เราต้องซื้อของอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย การซื้อเสื้อผ้าใหม่อาจทำให้เราต้องการรองเท้าใหม่ หรือซื้ออุปกรณ์เสริมอื่น ๆ เพื่อให้สมบูรณ์ ซึ่งทำให้การใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

5 วิธีรับมือกับ Lifestyle Inflation

แม้ว่าการเพิ่มค่าใช้จ่ายตามรายได้จะเป็นกับดักทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นได้ง่าย แต่เราสามารถปรับมุมมองและพฤติกรรมทางการเงินเพื่อหลีกเลี่ยงกับดักนี้ได้ดังนี้

1. เปลี่ยนมุมมองจาก “รางวัลตัวเอง” เป็น “ลงทุนในอนาคต”

แทนที่จะใช้เงินเพิ่มเพื่อซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็น ให้ใช้เงินไปกับการลงทุน หรือการออมก่อน การมองการใช้จ่ายในเชิงการลงทุนจะช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

2. ตั้งเพดานค่าใช้จ่าย (Lifestyle Ceiling)

แม้ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้น ควรกำหนดงบประมาณการใช้จ่ายให้ชัดเจน และใช้ชีวิตตามงบที่ตั้งไว้ ไม่ให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามรายได้ การมีเพดานค่าใช้จ่ายจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการใช้จ่ายที่เกินความจำเป็น

3. ใช้กฎ 50/30/20

การจัดการเงินตามกฎ 50/30/20 คือการแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน

- 50% ใช้จ่ายในสิ่งจำเป็น เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าบริการต่าง ๆ

- 30% ใช้ตามใจ เช่น การซื้อของที่อยากได้ หรือท่องเที่ยว

- 20% ใช้ในการออมและลงทุน

การแบ่งเงินในสัดส่วนนี้จะช่วยให้การใช้จ่ายอยู่ในขอบเขตและเพิ่มความมั่นคงทางการเงิน

4. ฝึกความพอใจในสิ่งที่มี (Gratitude Practice)

เช่น การมีสุขภาพที่ดี ครอบครัวที่อบอุ่น หรือการมีเพื่อนร่วมงานที่ดี จะช่วยลดการเปรียบเทียบทางสังคมและทำให้รู้สึกพอใจกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว

5. สร้างอุปนิสัยทางการเงินที่ดี

แทนที่จะเพิ่มค่าใช้จ่ายตามรายได้ ควรใช้เงินไปกับสิ่งที่เพิ่มคุณค่า เช่น การลงทุนในสุขภาพ และการพัฒนาตนเอง การสร้างอุปนิสัยทางการเงินที่ดีจะช่วยให้คุณใช้เงินอย่างมีเป้าหมายและมีคุณค่าในระยะยาว

Lifestyle Inflation เป็นกับดักที่หลายคนเผชิญเมื่อรายได้เพิ่มขึ้น แต่ถ้าหากเรามองการใช้จ่ายในมุมที่แตกต่างและใช้วิธีการจัดการเงินอย่างมีวินัย เราจะสามารถหลีกเลี่ยงกับดักนี้ได้ และยังสามารถสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวได้เช่นกัน การลงทุนในอนาคต การตั้งเพดานค่าใช้จ่าย และการฝึกความพอใจในสิ่งที่มี เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กับดักการเงิน “Lifestyle Inflation” รายได้เยอะขึ้น แต่ทำไมถึงรู้สึกจนลง ?

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...