โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รมว.ต่างประเทศ เผยไทย-กัมพูชา สัมพันธ์ดีทุกระดับ

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 09 มี.ค. 2568 เวลา 17.44 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. 2568 เวลา 09.11 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

กัมพูชา 9 มี.ค.- “มาริษ” รมว.ต่างประเทศ เผยไทย-กัมพูชา สัมพันธ์ดีทุกระดับ พร้อมหารือร่วมแก้ปัญหาลุ่มน้ำโขง ฝุ่น PM 2.5 เตรียมป้องกันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ย้ายฐานซุกกัมพูชา และเพื่อนบ้านไทย พร้อมตอบปมสร้างกำแพงกั้น เป็นแค่แนวคิดเจ้าหน้าที่ ไม่ถึงขั้นข้อสั่งการนายกฯ ต้องรับฟังผลดี ผลเสีย ผลกระทบประชาชน 2 ฝั่ง

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการเดินทางมาเยือนกัมพูชาระหว่างวันที่ 7-9 มี.ค. ว่าการเดินทางมาที่กัมพูชาครั้งนี้ เนื่องจากและนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา เชิญตนมาเป็นประธานร่วมในการเปิดการแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตร สนับสนุนโดยสถาบันโพธิคยาวิชาลัย 980 เป็นการแข่งขันของภาคประชาชน เพื่อสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้น โดยนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเข้าไปในการแข่งกีฬา

แต่ภาพรวมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยและกัมพูชา ถือว่าดีมากทั้งในส่วนของผู้นำทุกระดับ รวมถึงตน และนายปรัก สุคน แม้กระทั่งรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในหลากหลายมิติมีความใกล้ชิดกันอยู่แล้ว การเดินทางมาที่กัมพูชาในครั้งนี้ เพื่อทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับรัฐซึ่งดีมากอยู่แล้ว ได้ถ่ายทอดไปสู่สังคมทุกระดับ ทั้งนักธุรกิจ ประชาชน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีความใกล้ชิดกันมากขึ้น

“ความร่วมมือทั้งหลายของรัฐต่อรัฐ ในท้ายที่สุดแล้วก็จะได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน ภาคประชาชน ที่จะทำให้นโยบายที่ดี ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรัฐต่อรัฐสามารถถ่ายทอดลงไปได้อย่างทั่วถึง และทำให้ความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศมีความยั่งยืน นั่นคือสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาลุ่มแม่น้ำโขง หรือการเจรจาความร่วมมือในการแก้ไขป้องกันฝุ่น PM 2.5 ความร่วมมือในการแก้ปัญหาคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง ซึ่งก็มีการพูดคุยกันอยู่ตลอดเวลา รวมถึงท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร กับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา สมเด็จฮุนมาเนต ซึ่งมีการพูดคุยหารือกันอยู่ตลอดเวลา นี่แสดงให้เห็นว่าทุกๆ มิติ ความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาเป็นไปด้วยดี และค่อนข้างยั่งยืน เพราะว่ามีอะไรก็สามารถพูดคุยกันได้” นายมาริษ กล่าว

เมื่อถามถึงการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ร่วมกัน นายมาริษ กล่าวว่า เราพยายามมองเรื่องของเส้นแดนไทยกับเมียนมายังไม่สำเร็จเต็มที่ 100% ยังต้องแก้ไขปัญหาต่อในเรื่องของการเอาคนที่เป็นเหยื่อสแกมเมอร์กลับประเทศให้ได้มากที่สุด ส่วนปัญหานี้ในฟากของกัมพูชานั้น ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศก็ได้พูดคุยกับนายปรัก สุคน และในส่วนของทหารก็มีความร่วมมือกัน ซึ่งขณะนี้เราพยายามจะควบคุมสถานการณ์เพื่อไม่ให้การปราบปรามที่เมียนมาแล้ว ขยายตัวมาที่กัมพูชา ซึ่งสัญญาณว่าจะมาหรือไม่นั้นมันมีอยู่แล้ว ส่วนมากหรือน้อยเราก็จับตาอยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตามอย่างที่ทราบกันดีว่าไม่ใช่แค่ประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่กลุ่มนี้มีอิทธิพลมาจากประเทศอื่นด้วย เราจึงต้องมีความร่วมมือกันทุกๆ ฝ่าย ซึ่งรัฐบาลไทยให้ความสำคัญอยู่แล้ว และขอเรียนว่าเป็นความตั้งใจของรัฐบาลนายกฯ แพทองธาร ที่เราต้องการแก้ไขปัญหาให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

“ตอนนี้เรามอนิเตอร์อยู่ตลอด ถ้ามีสัญญาณเราก็จะต้องมีความร่วมมือกันอย่างเข้มข้นมากขึ้น ขณะนี้เราคุยกันไว้แล้วว่าจะทำอย่างไรหากมีการย้ายฐานของการกระทำผิดกฎหมายไปยังประเทศต่างๆ ซึ่งไม่ใช่แค่กัมพูชาเท่านั้น กับลาวก็ได้มีการพูดคุยกัน นี่ก็เป็นนโยบายของนายกฯ แพทองธารเหมือน เมื่อไหร่มีสัญญาณมาเราก็เริ่มเลย แต่ไม่ใช่ว่าตอนนี้ไม่ทำอะไร เราก็ทำอยู่” นายมาริษ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณี นายกฯ สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม หารือกับฝ่ายกัมพูชา ร่วมกันศึกษาแนวคิดสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา หวังช่วยปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การลักลอบข้ามแดนหรือลักลอบขนสินค้า มีการหารือกันหรือไม่ นายมาริษ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่าเรื่องนี้ เป็นความคิดของหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งไม่ใช่ว่านายกฯ จะสั่งการทุกสิ่ง แต่เป็นเรื่องการคิด เพราะฉะนั้น ต้องมีการพูดคุยกันให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียก่อน เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง ซึ่งไม่ใช่แค่หน่วยงานของไทยเท่านั้น แต่เรายังต้องคุยกับกัมพูชาด้วย แต่ ณ ขณะนี้ ตนคิดว่ามันยังเป็นแค่ความคิดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเรา เพราะฉะนั้น จึงยังไม่จำเป็นที่จะต้องยกขึ้นมาคุยกับเขา เพราะว่า มันยังเป็นแนวความคิดของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องปรึกษาหารือกันต่อไปว่า มีปัจจัยต่างๆ อะไรเข้ามาเกี่ยวข้องอีก จะกระทบกับการใช้ชีวิตของประชาชนหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงเรื่องงบประมาณมีความคุ้มหรือไมา เพราะฉะนั้นจึงยังไม่ใช่ข้อสั่งการ ไม่ใช่เป็นแนวทางที่จะทำกัน แต่ตอนนี้อยู่ในการรับฟังดูว่า แต่ละคนมีความเห็นกันอย่างไร แล้วเรื่องนี้ตนก็ยังไม่ได้มีการรับฟังอะไรจากทางกัมพูชา

“มันเป็นความพยายามแก้ไขปัญหาเท่าที่จะสามารถทำได้ อยู่บนพื้นฐานว่าจะสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน รวมทั้งต้องฟังข้อดี ข้อเสียที่จะเกิดขึ้น จึงให้พื้นที่คิดกันว่าอย่างไรเหมาะสมสำหรับทุกฝ่าย มันต้องคุยกัน” นายมาริษ กล่าว.-314.-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...