โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Timeline : หลุมดำ (5)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 11 ก.พ. 2568 เวลา 02.31 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. 2568 เวลา 02.31 น.

Multiverse | บัญชา ธนบุญสมบัติ

www.facebook.com/buncha2509

Timeline : หลุมดำ (5)

ในบทความตอนที่แล้ว ผมได้ให้ข้อมูลพัฒนาการทางความรู้เกี่ยวกับหลุมดำจนถึงปี ค.ศ.1969 คราวนี้มาดูกันต่อครับ

1970 : สตีเฟน ฮอว์กิ้ง ต่อยอดทฤษฎีของโรเจอร์ เพนโรส เกี่ยวกับภาวะเอกฐาน (Penrose singularity theorem) โดยแสดงให้เห็นว่าภาวะเอกฐานไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแค่ในหลุมดำเท่านั้น แต่ยังสามารถเกิดขึ้นได้ในบริบทการกำเนิดเอกภพและสอดคล้องกับทฤษฎีบิ๊กแบง (Big Bang theory) อีกด้วย

พูดอีกอย่างก็คือมี ภาวะเอกฐาน ณ บิ๊กแบง (Big Bang singularity) ดังนั้น ชื่อทฤษฎีบทจึงได้ปรับเปลี่ยนไปเป็น ทฤษฎีบทของเพนโรส-ฮอว์กิ้งเกี่ยวกับภาวะเอกฐาน (Penrose-Hawking singularity theorem)

นักฟิสิกส์ทั้งสองจึงตีพิมพ์บทความชื่อ The singularities of gravitational collapse and cosmology ใน Proceedings of the Royal Society of London เมื่อวันที่ 27 มกราคม ค.ศ.1970

1971 (1) : สตีเฟน ฮอว์กิ้ง พิสูจน์ว่าพื้นผิวของขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำแบบคลาสสิค (คือยังไม่คิดผลจากกลศาสตร์ควอนตัม) จะไม่สามารถลดลง เรียกว่า ทฤษฎีบทพื้นที่ของฮอว์กิ้ง (Hawking’s area theorem)

ผลลัพธ์สำคัญประการหนึ่งของทฤษฎีบทนี้คือ หากมีหลุมดำ 2 หลุม (หรือมากกว่า) รวมกัน พื้นที่ผิวของขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำที่เป็นผลลัพธ์จะมีค่ามากกว่าหรือเท่ากับพื้นที่ผิวของขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำตั้งต้นทั้งหมดที่มารวมกัน

มีข้อสังเกตสำคัญว่าทฤษฎีบทพื้นที่ของฮอว์กิ้งมีความคล้ายคลึงกับกฎข้อที่สองของเทอร์โมไดนามิกส์ (The Second Law of Thermodynamics) ซึ่งระบุว่าเอนโทรปีของระบบโดดเดี่ยวจะมีค่าไม่ลดลง ในแง่นี้ทฤษฎีบทนี้จึงชี้ชวนให้นักฟิสิกส์เห็นถึงความเชื่อมโยงอันลึกซึ้งระหว่างฟิสิกส์ของหลุมดำกับวิชาอุณหพลศาสตร์ (thermodynamics)

มีเกร็ดน่ารู้ด้วยว่า สตีเฟน ฮอว์กิ้ง “ปิ๊ง” ไอเดียนี้ในเย็นวันหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1970 หลังจากที่ลูกสาวของเขาชื่อ ลูซี เกิดได้ไม่นานนัก เขาเริ่มคิดถึงหลุมดำในขณะที่กำลังจะเข้านอน เนื่องจากความพิการ เขาจึงเคลื่อนไหวช้าๆ ทำให้มีเวลาอย่างเหลือเฟือในการคิดถึงเส้นทางที่แสงเคลื่อนเข้าไปในแนวขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำสองหลุม และ “หยั่งเห็น” ของกฎที่กำกับปรากฏการณ์ดังกล่าว

ต่อมากฎนี้จึงมีชื่อเรียกว่า ทฤษฎีบทพื้นที่ของฮอวกิ้ง

ในปี ค.ศ.2021 นักฟิสิกส์จากเอ็มไอที มหาวิทยาลัยคอร์เนล และสถาบันอื่นๆ ได้ยืนยันทฤษฎีบทพื้นที่ของฮอว์กิ้งโดยใช้ข้อมูลจากการสังเกตการณ์คลื่นความโน้มถ่วง GW150914 จากการรวมตัวของหลุมดำ

นักฟิสิกส์พบว่าพื้นที่ผิวของขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำผลลัพธ์จากการรวมกันมีค่าประมาณ 367,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมากกว่าผลรวมของพื้นที่ผิวของหลุมดำก่อนการรวมกันซึ่งมีค่าประมาณ 235,000 ตารางกิโลเมตร ทั้งนี้ เทคนิคที่ใช้จะนำค่ามวลและสปิน (การหมุน) ของหลุมดำไปคำนวณค่าพื้นที่ผิวของขอบฟ้าเหตุการณ์ โดยตีพิมพ์บทความชื่อ Testing the Black-Hole Area Law with GW150914 ในวารสาร Physical Review Letters เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ.2021

1971 (2) : สตีเฟน ฮอว์กิ้ง เป็นคนแรกที่เสนอแนวคิดว่าอาจมีหลุมดำที่มีมวลน้อยกว่ามวลของดาวฤกษ์ในบทความชื่อ Gravitationally collapsed objects of very low mass ตีพิมพ์ในวารสาร Monthly Notices of the Royal Astronomical Society, Volume 152, Issue 1 ฉบับเดือนเมษายน ค.ศ.1971 หน้า 75-78

ดาวน์โหลดไฟล์ pdf ของบทความนี้ได้ที่ https://academic.oup.com/mnras/article/152/1/75/2604549?login=false

ต่อมาหลุมดำที่มีมวลน้อยกว่ามวลของดาวฤกษ์นี้จึงถูกเรียกด้วยชื่อต่างๆ เช่น micro black hole, mini black hole หรือ quantumechanical black hole

1972 (1) : บี. หลุยส์ เว็บสเตอร์ (B. Louise Webster) และพอล เมอร์ดิน (Paul Murdin) ตีพิมพ์บทความวิจัยเกี่ยวกับ Cygnus X-1 ในชื่อ Cygnus X-1-a Spectroscopic Binary with a Heavy Companion? ในวารสาร Nature volume 235, หน้า 37-38 วันที่ 7 มกราคม ค.ศ.1972

บทความนี้สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเสนอหลักฐานที่หนักแน่นว่า Cygnus X-1 อาจเป็นหลุมดำ ผู้เขียนทั้งสองได้สังเกตการณ์ระบบดาวคู่ และพบว่าดาวฤกษ์ที่มองเห็นได้คือ HDE 226868 กำลังโคจรรอบวัตถุที่มองไม่เห็นซึ่งมีมวลมากกว่าดาวนิวตรอนมาก สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าวัตถุที่มองไม่เห็นอาจเป็นหลุมดำ

การค้นพบนี้เป็นหนึ่งในหลักฐานเชิงสังเกตการณ์แรกๆ ที่สนับสนุนทฤษฎีการมีอยู่ของหลุมดำ ซึ่งเป็นวัตถุที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงแนวคิดทางทฤษฎีเท่านั้น

บทความนี้ยังจุดประกายการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับหลุมดำอย่างกว้างขวาง นำไปสู่การค้นพบหลุมดำอื่นๆ และการพัฒนาทฤษฎีเกี่ยวกับหลุมดำอย่างต่อเนื่อง

น่ารู้ด้วยว่านักดาราศาสตร์ทั้งสองท่านนี้ได้ทำการวิจัยที่ หอดูดาวหลวงกรีนิช (Royal Greenwich Observatory) ที่ปราสาทเฮิร์สต์มอนซู (Herstmonceux Castle) ในเขตอีสต์ซัสเซกส์ สหราชอาณาจักร พวกเขาใช้กล้องโทรทรรศน์ไอแซ็ก นิวตัน ขนาด 100 นิ้ว ในการบันทึกสเปกตรัมและความเร็วของดาวฤกษ์

1972 (2) : กฎทั้งสี่ข้อของกลศาสตร์หลุมดำ (laws of black hole mechanics) ได้รับการระบุโดย เจมส์ บาร์ดีน (James Bardeen) แบรนดอน คาร์เตอร์ (Brandon Cartor) และสตีเฟน ฮอว์กิ้ง (Stephen Hawking) ในระหว่างที่พวกเขาเข้าร่วมโรงเรียนฤดูร้อนเลโชสว่าด้วยหลุมดำ (Les Houches Summer School on Black Holes) ซึ่งจัดขึ้นในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1972

รายงานวิจัยที่เกี่ยวข้องถูกส่งไปยังวารสาร Communications of Mathematical Physics ในเดือนมกราคม ค.ศ.1973 และตีพิมพ์ในเดือนมิถุนายน

1972 (3) : เจคอบ ดี เบเคนสไตน์ (Jacob D. Bekenstein) เสนอว่าหลุมดำมีเอนโทรปีเป็นสัดส่วนโดยตรงกับพื้นที่ผิวของขอบฟ้าเหตุการณ์ เขาเสนอแนวคิดดังกล่าวที่ Racah Institute of Physics ที่มหาวิทยาลัยฮีบรูแห่งเมืองเยรูซาเลม

ต่อมาข้อความคาดการณ์ (conjecture) นี้ได้รับการสนับสนุนให้มีน้ำหนักมากขึ้นในปี ค.ศ.1974 เมื่อ สตีเฟน ฮอวกิ้ง ค้นพบว่าในทางทฤษฎีหลุมดำสามารถแผ่รังสีได้ เรียกว่า รังสีฮอว์กิ้ง (Hawking radiation)

1973 (1) : เจคอบ ดี เบเคนสไตน์ (Jacob D. Bekenstein) ได้ตีพิมพ์บทความชื่อ Black Holes and Entropy ในวารสาร Physical Review D. เมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ.1973 ซึ่งเป็นงานวิจัยที่สำคัญมากในวงการฟิสิกส์ดาราศาสตร์ บทความนี้นำเสนอแนวคิดที่ว่าหลุมดำมีความสัมพันธ์กับเอนโทรปี

เบเคนสไตน์เป็นคนแรกที่เสนอแนวคิดว่าพื้นที่ผิวของขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำมีความสัมพันธ์โดยตรงกับเอนโทรปีของหลุมดำ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปและอุณหพลศาสตร์เข้าด้วยกัน

แนวคิดของเขาเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับทฤษฎีการแผ่รังสีฮอว์กิ้ง (Hawking radiation) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่หลุมดำค่อยๆ ระเหยกลายเป็นอนุภาค

1973 (2) : เจมส์ บาร์ดีน, แบรนดอน คาร์เตอร์ และสตีเฟน ฮอว์กิ้ง ตีพิมพ์บทความชื่อ The Four Laws of Black Hole Mechanics ในวารสาร Communications of Mathematical Physics ฉบับเดือนมิถุนายน ค.ศ.1973 Volume 31 หน้า 161-170

บทความอันทรงอิทธิพลนี้วางรากฐานสำหรับความเข้าใจเกี่ยวกับหลุมดำเชื่อมโยงกับกฎทางอุณหพลศาสตร์

บทคัดย่อระบุว่า “ปริมาณสองอย่างซึ่งปรากฏในสมการเหล่านี้ ได้แก่ พื้นที่ A ของขอบฟ้าเหตุการณ์ และ “แรงโน้มถ่วงที่พื้นผิว” k [หมายเหตุ : ในบทความใช้ตัวอักษรกรีก kappa ตัวเล็ก] ของหลุมดำ มีความคล้ายคลึงอย่างมากกับเอนโทรปีและอุณหภูมิตามลำดับ ความคล้ายคลึงนี้บ่งชี้ถึงการสร้างกฎสี่ข้อของกลศาสตร์หลุมดำซึ่งสอดคล้องกับกฎทั้งสี่ข้อของอุณหพลศาสตร์และในบางแง่มุมไปเกินกว่านั้น”

น่าสนใจว่าบทความนี้นำเสนอกฎข้อที่ 2 ก่อน ตามด้วยกฎข้อที่ 1, กฎข้อที่ 0 และกฎข้อที่ 3 ตามลำดับ

กฎข้อที่ 2 ของกลศาสตร์หลุมดำ ระบุว่า “พื้นที่ A ของขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำแต่ละหลุมจะไม่ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป” ดังนั้น หากหลุมดำ 2 หลุมรวมกัน พื้นที่ของขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำผลลัพธ์ก็จะมากกว่าผลรวมของพื้นที่ของขอบฟ้าเหตุการณ์ตั้งต้น กฎข้อนี้จึงอาจเทียบได้กับกฎข้อที่ 2 ของอุณหพลศาสตร์

กฎข้อที่ 1 ของกลศาสตร์หลุมดำ มีส่วนคล้ายคลึงกับกฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์ ซึ่งเป็นกฎการอนุรักษ์พลังงาน

กฎข้อที่ 0 ของกลศาสตร์หลุมดำ ระบุว่า “แรงโน้มถ่วงพื้นผิวของหลุมดำสถานะคงตัว (stationary black hole) มีค่าคงที่ตลอดทั่วพื้นผิวของขอบฟ้าเหตุการณ์” และได้รับการพิสูจน์ในบทความนี้

ส่วนกฎข้อที่ 3 ของกลศาสตร์หลุมดำนั้นเป็นการคาดการณ์ที่ต่อยอดออกไป คือยังไม่มีข้อพิสูจน์เชิงคณิตศาสตร์ที่หนักแน่น แต่ระบุว่า “ไม่อาจมีกระบวนการที่เป็นขั้นตอนใดๆ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการในเชิงอุดมคติเท่าใดก็ตามที่จะลดค่าแรงโน้มถ่วงที่พื้นผิวลงจนเหลือศูนย์ได้” อันเป็นการเลียนแบบกฎข้อที่ 3 ของอุณหพลศาสตร์นั่นเอง

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Timeline : หลุมดำ (5)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...