เปิดความคิด ผอ. ดีป้า ทิศทางรอดของไทยแบบไม่ง้อการเจรจา ทรัมป์
จากสถานการณ์การประกาศนโยบายด้านภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่สร้างความวิตกกังวลให้กับหลายประเทศทั่วโลก ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขึ้นกำแพงภาษีการค้าสูงถึง 36% อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการพักมาตรการการขึ้นภาษีไว้ในระยะเวลา 90 วัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจไทย ยังสัญญาณถึงความกังวลอยู่ไม่น้อย
ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ได้เปิดเผยกับ การเงินธนาคาร ว่า จากนโยบายด้านภาษีของทรัมป์นั้น ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรงในด้านการส่งออกโดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศเนื่องจาก สินค้าส่งออกของไทยไปยังอเมริกาส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทฮาร์ดแวร์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น ชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ เซมิคอนดักเตอร์
ซึ่งหากพิจารณาที่สินค้าฮาร์ดแวร์หรือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เหล่านั้น ผู้ที่เป็นเจ้าของธุรกิจที่แท้จริงส่วนใหญ่ก็คือผู้ประกอบการจากจีนมาลงทุนที่ไทย เพื่อส่งออกเพื่อต้นทุนที่ต่ำกว่า จึงเป็นเหตุผลให้อุตสาหกรรมในกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบโดยตรง อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้ประกอบการจากอเมริกาด้วยเช่นกัน ทำให้อุตสาหกรรมที่กระทบหนักจริงๆ จะอยู่ในส่วนของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่
ไทยต้องปรับตัวอย่างไร?
ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวต่อว่า ตอนนี้หลายประเทศมุ่งไปที่การเจรจาในเรื่องของการปรับลดอัตราภาษี ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่มุมมองที่ประเทศไทยควรจะนำมาพิจารณาด้วยคือการหาตลาดทดแทนใหม่ คู่ขนานกับการเจรจากับทางอเมริกาคือ
เตรียมให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มี Value Added เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบในหลายประการเช่นการมีจุดเด่นด้านสินค้าการเกษตร ดังนั้น ไทยจึงต้องหาทางยกระดับ มูลค่าของสินค้าที่ตนเองมี ให้มีมูลค่ามากขึ้น เช่นการทำไบโอเทคโนโลยีด้านอาหาร ซึ่งจะทำให้ไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น และดึงดูดให้เกิดการลงทุนในประเทศมากขึ้น เป็นอีกทางเลือกนอกเหนือจากการเจรจาลดภาษี
“สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังอเมริกา ส่วนใหญ่คือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ มีข้าวสารเพียงอย่าเดียวที่อยู่ในอันดับ 9 จะเห็นว่ายังมีพื้นที่เหลือในการยกระดับสินค้าเกษตรของไทยให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นอีกมากเพื่อดึงดูดให้สินค้าเกษตรของไทยเป็นที่สนใจมากขึ้น”
อีกช่องทางที่ประเด็นสำคัญและประเทศไทยยังไม่เคยทำคือการสร้างช่องทางหาตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยไทยเป็นประเทศที่อัตราการส่งออกคิดเป็นมูลค่าประมาณ 70% ของ GDP แต่การส่งออกของไทยนั้นส่วนใหญ่มาจากบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กยังทำได้ยาก
ทำให้ในอนาคตหากประเทศไทยมีระบบที่ให้บริการช่วยให้เกิดการส่งออกได้ง่ายขึ้นเช่นระบบ PromptTrade หรือระบบการค้าระหว่างประเทศรูปแบบดิจิทัล (International Trade Digitization) ในส่วนต่อขยายจาก Trade Document Registry ด้านการให้บริการของธนาคาร และการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านระบบ Port Community System (PCS) ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยอำนวยความสะดวกในลักษณะเดียวกับ PromptPay และ PromptBiz จะช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร สามารถหาช่องทางใหม่ในการค้าขายไปยังต่างประเทศได้มากขึ้น
“ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันเกษตรกรส่วนมาก เวลาจะส่งออกสินค้าเช่นผลไม้ อาจต้องส่งผ่านคนกลาง หรือบริษัทขนาดใหญ่เพื่อนำไปแปลรูปและส่งออก แต่หากมีระบบอย่าง PromptTrade ก็อาจช่วยให้เกษตรกรสามารถมีช่องทางในการส่งออกหรือหาตลาดใหม่ได้ด้วยตนเอง”
ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวต่อว่า การมีระบบอย่าง PromptTrade คือการกระจายเม็ดเงินสู่ประชากรฐานล่างโดยอาศัยระบบและเทคโนโลยีทางดิจิทัล และช่วยลดเม็ดเงินที่เกิดจากการส่งออกในลักษณะของคอขวดที่กระจุกอยู่เพียงแค่กับผู้ประกอบการรายใหญ่ถูกกระจายออก และสร้างโอกาสให้ประเทศไทยมีช่องทางหารายได้เพิ่มมากขึ้นจากผู้ประกอบการรายเล็ก ซึ่งจะช่วยบรรเทาวิกฤติในครั้งนี้ให้กับประเทศได้
“ปัจจุบันคำว่าเศรษฐกิจดิจิทัลนั้นจะมองแค่ภาพใหญ่ว่าเกี่ยวข้องกับสินค้าด้านไอทีหรือแพลตฟอร์มอย่างเดียวไม่ได้แล้ว แต่ต้องกระจายความเป็นดิจิทัลออกไปสู่ทุกกลุ่มธุรกิจ มองว่าธุรกิจไหนมีปัญหาและสามารถสร้างโอกาส สร้างมูลค่าเพิ่มเติมได้ ก็นำระบบทางดิจิทัลเข้าไปช่วย ซึ่งระบบอย่าง Prompt Trade นั้นนอกจากจะช่วยสร้างโอกาสให้รายย่อยมีโอกาสสร้างมูลค่าและหาช่องทางให้สินค้าสามารถขายได้ง่ายขึ้น ยังสามารถช่วยลดต้นทุนในการส่งออกเช่น การขนส่ง การติดต่อประสานงาน ระยะเวลาในการส่งออก ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ รวมถึงบริษัทข้ามชาติทั้งจากจีนและอเมริกาเองได้ประโยชน์ในส่วนนี้ด้วยเช่นกัน”
ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นกลไกที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถหาช่องทางใหม่ในการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศบางส่วน ซึ่งจะช่วยบรรเทาความตึงเครียดจะการรอเจรจากับอเมริกาเพียงช่องทางเดียว และเป็นการเตรียมพร้อมให้ประเทศสามารถอยู่รอดได้ด้วยตนเองจากการหาตลาดใหม่ ช่วยสร้างช่องทางให้กับธุรกิจที่ไม่เคยหารายได้จากการส่งออกสามารถเพิ่มรายได้และเพิ่มคุณค่าให้กับธุรกิจ
เผยดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล Q1/68
ฟื้นสู่ระดับ‘เชื่อมั่น’
ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวต่อว่า ดีป้าได้จัดทำสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital Industry Sentiment Index) ไตรมาส 1 ประจำปี 2568 ซึ่งฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลง และการแข่งขันด้าน AI ระดับโลก ขณะเดียวกัน การประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ มาตรการกีดกันทางการค้าต่างประเทศ และการที่ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับเทคโนโลยีเกิดใหม่ถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระดับความเชื่อมั่น เผยผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยคาดหวังให้ภาครัฐเร่งพัฒนากำลังคนดิจิทัลเพื่อตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
โดยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital Industry Sentiment Index) ไตรมาส 1 ประจำปี 2568 ได้พิจารณาที่ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมย่อย ประกอบด้วย กลุ่มอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ (Hardware and Smart Device) กลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (Software) กลุ่มอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล (Digital Service) กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) และกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (Telecommunication) โดยดัชนีความเชื่อมั่นฯ ไตรมาส 1 ปี 2568 อยู่ที่ระดับ 50.1 ปรับตัวดีขึ้นจาก 48.8 ของไตรมาสก่อนหน้า (ไตรมาส 4/2567) โดยเป็นผลมาจากปัจจัยด้านผลประกอบการ ด้านปริมาณการผลิตฯ ด้านการจ้างงาน และด้านการลงทุนปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ในทางกลับกัน ปัจจัยด้านคำสั่งซื้อฯ และด้านต้นทุนประกอบการปรับลดลง
ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวต่ออีกว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น นโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท และ Easy E-Receipt 2.0 ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลง การย้ายฐาน การผลิตของบริษัทต่างชาติ และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลก ล้วนส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัลไตรมาสแรกปีนี้กลับสู่ระดับ ‘เชื่อมั่น’ อีกครั้ง หลังตกลงไปสู่ระดับไม่เชื่อมั่นเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2567
อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดิจิทัลยังมีความกังวล ต่อการประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาล รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าต่างประเทศจากนโยบายภาษีของอเมริกา และการที่ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับเทคโนโลยีเกิดใหม่ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลกระทบต่อระดับความเชื่อมั่น
หากแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรมพบว่า ไตรมาส 1/2568 มี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีดัชนีความเชื่อมั่นฯ สูงกว่าระดับ 50 ได้แก่
กลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ มีดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 51.5 กลุ่มอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล อยู่ที่ระดับ 53.5 และกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม อยู่ที่ระดับ 52.0
ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ และกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ มีดัชนีความเชื่อมั่นฯ ต่ำกว่าระดับ 50 โดยอยู่ที่ระดับ 45.8 และ 46.4 ตามลำดับ
ขณะที่ไตรมาส 4/2567 มี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีดัชนีความเชื่อมั่นฯ สูงกว่าระดับ 50 ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ อยู่ที่ระดับ 50.3 กลุ่มอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล อยู่ที่ระดับ 53.3 และกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม อยู่ที่ระดับ 50.2 ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ มีดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 44.2 และกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ อยู่ที่ระดับ 43.7
“ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยคาดหวังให้ภาครัฐเร่งพัฒนากำลังคนดิจิทัลภายในประเทศเพื่อตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม พร้อมส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และเปิดโอกาสต่อยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีเกิดใหม่ สนับสนุนการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม จัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ”
**หมายเหตุ การอ่านค่าดัชนี ดัชนีเท่ากับ 50 มีความเชื่อมั่นทรงตัว, ดัชนีมากกว่า 50 มีความเชื่อมั่นดีขึ้น, ดัชนีต่ำกว่า 50 มีความเชื่อมั่นแย่ลง*