โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ธปท.ฟังความเห็นตั้ง NaCGA คาดแบงก์จ่ายเงินสมทบ 3 หมื่นล้านบาท/ปี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 ก.พ. 2568 เวลา 12.30 น. • เผยแพร่ 20 ก.พ. 2568 เวลา 12.29 น.

ธปท.เปิดฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ หรือ “NaCGA” หวังเป็นกลไกช่วยธุรกิจเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้ดีขึ้น เผยกำหนดให้แบงก์-SFIs ต้องจ่ายสมทบ 0.30% ต่อปี “วงในแบงก์” คาดจัดตั้งเร็วสุดปลายปี’69 ประเมินเงินสมทบ 2.7-3 หมื่นล้าน ฟาก 2 แบงก์ใหญ่ “กสิกรไทย-กรุงเทพ” ขอศึกษารายละเอียด มองสินเชื่อเอสเอ็มอีปี’68 ยังต้องระมัดระวัง-เน้นช่วยเหลือลูกค้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ พ.ศ. …. โดยมีสาระสำคัญระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีประมาณ 3.2 ล้านราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศกว่า 35% ของจีดีพี

อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีราว 40% ยังคงประสบปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินจากหลายปัจจัย เช่น ไม่มีสินทรัพย์ที่สามารถใช้เป็นหลักประกันได้ การมีรายได้ที่ไม่แน่นอนและไม่มีประวัติเครดิตเพียงพอ เป็นต้น

แม้ว่าปัจจุบันไทยจะมีกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ แต่รูปแบบและขอบเขตของการค้ำประกันสินเชื่อที่มีอยู่ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดและไม่ตอบโจทย์กับความต้องการของผู้ประกอบการที่มีความต้องการหลากหลายได้อย่างตรงจุด

โดย ธปท.ระบุว่า การจัดตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA) เพื่อยกระดับกลไกการค้ำประกันสินเชื่อที่มีในปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพ โดย NaCGA เป็นนิติบุคคลที่มีสถานะเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่เป็นทั้งส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ จะทำให้การดำเนินการค้ำประกันสินเชื่อมีความรวดเร็ว ยืดหยุ่น และมีขอบเขตการค้ำประกันสินเชื่อที่หลากหลายมากกว่าปัจจุบัน และมีการจัดการฐานข้อมูลความเสี่ยงด้านเครดิตและนำมาใช้ในการค้ำประกันสินเชื่อได้อย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเหมาะสมตามความเสี่ยง

ในระยะแรก กำหนดให้ NaCGA ได้รับทุนจากรัฐบาล ตามความจำเป็นในการจัดตั้ง และจะได้เงินทุนเพิ่มเติมจากรัฐบาลไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท โดยให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้กู้ยืมเงินแก่ NaCGA และกำหนดให้นิติบุคคลสมทบเงิน

ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ให้สินเชื่ออื่น ไม่เกิน 0.3% ต่อปีของยอดสินเชื่อที่ให้กู้ โดยคำนวณบนฐานยอดสินเชื่อธุรกิจที่ไม่ใช่ยอดสินเชื่อธุรกิจตามนโยบายของภาครัฐ

นอกจากนี้ กำหนดให้ “ผู้จัดการทั่วไป” ของ บสย. ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการ NaCGA ไปพลางก่อน จนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้อำนวยการ ซึ่งกำหนดให้มีการแต่งตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 270 วัน นับตั้งแต่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลใช้บังคับ

แหล่งข่าวจากสถาบันการเงินเปิดเผยว่า การจัดตั้ง NaCGA เร็วที่สุด น่าจะเป็นช่วงปลายปี 2569 โดยเบื้องต้นยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะช่วยให้การค้ำประกันดีขึ้น หรือช่วยธุรกิจเอสเอ็มอีมากน้อยขนาดไหน อาจจะต้องรอให้ดำเนินการไปสักระยะหนึ่งก่อน อย่างไรก็ดี จะเหมือนมี “กองทุนกลาง” โดยจะมีแหล่งเงินทุนมาจาก 3 ช่องทาง คือ 1.เงินตั้งต้น ส่วนหนึ่งมาจาก บสย. และเงินจากรัฐบาลประมาณ 10,000 ล้านบาท

2.เงินสมทบจากแบงก์ และแบงก์รัฐ เพดานสูงสุด 0.3% ต่อปี ซึ่งเท่ากับอัตราการเรียกเก็บของประเทศเกาหลีใต้ และ 3.ค่าธรรมเนียมจากคนที่มาขอสินเชื่อ 1.75% ต่อปี

“ถ้าเก็บเงินสมทบเต็มเพดาน 0.3% ต่อปี เบื้องต้นได้เงินราว 27,000-30,000 ล้านบาท แต่เริ่มต้นอาจจะมีการผ่อนผันอัตราเงินสมทบเหลือ 0.10% ต่อปี ซึ่งจะได้เงินราว 9,000-10,000 ล้านบาท ตอนนี้ร่างยังไม่ได้ระบุว่า รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณ หรืออุดหนุนเท่าใด ซึ่งภาคธนาคารมีภาระสมทบอยู่ 3 กองทุน ทั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ที่มีหนี้ชัดเจนที่ต้องจ่าย เงินสมทบสถาบันคุ้มครองเงินฝาก และ NaCGA ที่เพิ่มขึ้นมา จริง ๆ แล้วถ้าเพิ่มวัตถุประสงค์ บสย. อาจจะดีกว่าตั้งเป็นหน่วยงานใหม่”

นายศิริเดช เอื้องอุดมสิน รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ธนาคารอยู่ระหว่างศึกษาข้อมูลรายละเอียดการจัดตั้ง NaCGA น่าจะใช้เวลาอีกสักระยะถึงจะเห็นภาพชัดเจน โดยหาก NaCGA เข้ามาช่วยเหลือลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอีได้มากขึ้น ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากปัจจุบันลูกค้าเอสเอ็มอียังคงได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง และการแข่งขันที่มีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งในและนอกประเทศ ถือว่ายังเป็นปีที่ท้าทายของธุรกิจ

“ที่ผ่านมา ธนาคารกรุงเทพยังใช้ บสย. ในการเข้ามาช่วยการค้ำประกันลูกค้าเอสเอ็มอีต่อเนื่อง แต่สัดส่วนการใช้อาจจะไม่ได้สูงมาก โดยเราจะพิจารณาตามความเสี่ยงของลูกค้าเป็นหลัก”

นายณัฐพล ลือพร้อมชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ธนาคารกสิกรไทยก็อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด อย่างไรก็ดี ปัจจุบันการใช้ บสย.ค้ำประกันลูกค้าเอสเอ็มอี พอร์ตของกสิกรไทยยังคงเป็นอันดับ 1 เนื่องจากธนาคารมีฐานลูกค้าเอสเอ็มอีค่อนข้างมาก

แต่ในปีที่ผ่านมาอาจจะปรับลดลง เมื่อเทียบกับสถาบันการเงินแห่งอื่นที่เข้ามาใช้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันธนาคารอยู่ระหว่างวางแผนร่วมกับ บสย. เพื่อให้มีเงื่อนไขสอดคล้องกับลูกค้าของธนาคารกสิกรไทย คาดว่าในปี 2568 จะมีอัตราการเติบโตมากขึ้น

สำหรับภาพรวมธุรกิจเอสเอ็มอีในปี 2568 จะเห็นว่ายังเป็นปีที่ธนาคารยังคงระมัดระวัง ไม่ได้มุ่งเน้นการเติบโต แต่จะเน้นช่วยเหลือและดูแลลูกค้าตามการฟื้นตัวของธุรกิจและเศรษฐกิจ ทำให้ภาพรวมสินเชื่อเอสเอ็มอีน่าจะทรงตัว

โดยเศรษฐกิจฟื้นตัวลักษณะ K Shape เป็นตัวชี้วัดสำคัญว่ายังมีอุตสาหกรรมที่อยู่ใน K ขาล่างอีกจำนวนมากที่ยังต้องการความช่วยเหลือและประคองธุรกิจ ซึ่งกลุ่มนี้ธนาคารจะเน้นดูแลใกล้ชิด ไม่สร้างภาระให้ลูกค้าเพิ่มเติม ช่วยบริหารสภาพคล่อง หรือการแก้ไขปัญหาหนี้ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้

ส่วนกลุ่ม K ขาบน จะเป็นเซ็กเตอร์ที่เกี่ยวกับบริการและการท่องเที่ยว ซึ่งกลุ่มนี้ต้องการเปลี่ยนผ่านและต่อยอดธุรกิจเพื่อการเติบโต โดยธนาคารจะสนับสนุนผ่านสินเชื่อปรับตัว (Transition) เพื่อเปลี่ยนเครื่องจักรและอุปกรณ์ หรือขยายการลงทุน เป็นต้น

“ปีนี้สินเชื่อเอสเอ็มอี เราคงไม่แข่งขันเติบโตในแง่เปอร์เซ็นต์ และมาร์เก็ตแชร์ แต่เราจะเน้นดูแลลูกค้าเดิมให้ดีที่สุด และช่วยเหลือลูกค้าและให้ความรู้ในการเปลี่ยนผ่าน เพราะถ้าธุรกิจเขาไม่โต เราก็ไม่โต สินเชื่อคงจะ Flat และระมัดระวังอยู่”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธปท.ฟังความเห็นตั้ง NaCGA คาดแบงก์จ่ายเงินสมทบ 3 หมื่นล้านบาท/ปี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...