โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนรอยชะตากรรม 11 ปี ‘อุยกูร์’ ถูกกักตัวในไทย

The Reporters

อัพเดต 01 มี.ค. 2568 เวลา 08.29 น. • เผยแพร่ 01 มี.ค. 2568 เวลา 08.29 น.

"ภาพเหล่านี้จึงอาจช่วยให้พวกเขาได้จดจำกันได้ว่าพ่อของเขาหน้าตาเป็นอย่างไร บางคนอยู่ในท้องแม่ เกิดมาก็ไม่เคยเห็นหน้าพ่อเลย ในฐานะนักข่าวที่พบพวกเขาในวันนั้นเหมือนเป็นตราบาปในใจ และติดตามเรื่องนี้มาตลอดเพราะหวังว่าวันหนึ่งพวกเขาจะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าครอบครัวก็เท่านั้น"

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters บอกถึงเหตุผลที่นำภาพข่าวการพบชาวอุยกูร์เมื่อ 11 ปีที่แล้วมาเปิดเผย เพราะในวันนั้น 12 มี.ค.2557 วินาทีแรกที่พบชาวต่างชาติกลุ่มนี้ เธอก็ตกใจมาก เพราะไม่รู้ว่าเป็นคนชาติใด หน้าตาแปลกประหลาด จะเป็นฝรั่งก็ไม่ใช่ เป็นจีน หรือ มุสลิม ก็ไม่ใช่ และที่สำคัญพวกเขาพูดภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่อง แม้พยายามใช้ภาษาอังกฤษและภาษามือ ก็มีคำเดียวที่พวกเขาพูดคือ ตุรกี อิสตัลบูล ซึ่งมารู้ภายหลังว่าเป็นสถานที่ที่เขาต้องการลี้ภัยไป และพวกเขาคือชาวซินเจียงอุยกูร์

ฐปณีย์ กล่าวว่า พวกเขามากันเป็นครอบครัว พ่อแม่ลูกถูกแยกออกจากกันเมื่อ 11 ปีก่อน ภาพเหล่านี้ เธอจึงอยากเอามายืนยันว่า พ่อ แม่ ลูก สามี ภรรยา ที่พรัดพรากกัน แม่ ภรรยา และ ลูก 173 คนถูกส่งไปตุรกีเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผู้ชาย 109 คน ส่งไปซินเจียงในปีเดียวกัน ส่วนที่เหลือ 50 กว่าคน อยู่ในห้องกัก ตม.ของไทย ตายไป 5 คน และตอนนี้ 40 คนถูกส่งกลับจีน รวม 149 คน เธอหวังว่าพวกเขาจะได้พบครอบครัว ที่ส่วนใหญ่อยู่ตุรกี

"หวังว่าภาพนี้จะเกิดประโยชน์ว่าได้เห็นหน้ากัน ได้รู้ว่าหน้าตาเขาเป็นอย่างไร เวลา 11 ปี ยาวนานที่คนหนึ่งจะเติบโตขึ้นอย่างเด็กที่อยู่ในท้องแม่วันนี้เขาจะอายุ 11 ปีแล้ว จึงหวังว่าภาพเหล่านี้จะให้ครอบครัวพวกเขาได้เห็นหน้ากันแม้จะเป็นเพียงความทรงจำก็ตาม"

ฐปณีย์ กล่าวว่า ในฐานะนักข่าวคนหนึ่ง เธอทำอะไรไม่ได้ นอกจากการรายงานข่าวตลอด 11 ปีที่ผ่านมา มันเหมือนเป็นตราบาปที่ทำข่าวการพบพวกเขาจนถูกจับกุม ไม่สามารถเดินทางถึงเป้าหมายได้ ถ้าวันนั้นไม่ถูกจับป่านนี้พวกเขาคงมีชีวิตใหม่ที่ต้องการแล้ว ความฝันหนึ่งส่วนตัว จึงอยากเห็นคนในครอบครัวได้พบหน้ากัน

กว่าจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นชาวอุยกูร์

กัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ที่ขณะนั้นเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติหรือ UNHCR ที่ไปปฏิบัติภารกิจในอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กล่าวเช่นกันว่า เมื่อเห็นภาพวีดีโอเหตุการณ์เมื่อ 12 มี.ค.2557 เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

"มันยังฝังใจเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นในชีวิตของพวกเราเมื่อวานนี้ ทั้งๆที่ผ่านมาเกือบ 11 ปี ผมยังจำหน้าบางคนได้ เพิ่งเห็นรูปคือคนที่ทำงานช่วยผมในช่วงเวลานั้น ตอนนี้คนนั้นถูกส่งหลับไปเมื่อปี 2558 ในจำนวน 109 คนด้วย"

กัณวีร์ เปิดเผยว่าในวันนั้น พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติในปัจจุบัน ที่ขณะนั้นเป็นผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6 ได้โทรตามเขาในคืนนั้น และเมื่อเขาไปพบ ยังจำได้ว่าทุกคนอยู่ในสภาพที่อิดโรย แบ่งกันนั่ง ผู้ชาย ผู้หญิง เป็นภาพจำ เป็นสิ่งที่ไม่ลืม

"เราไม่สามารถบอกว่าเขามาจากอุยกูร์ ยังจำได้ ต้องคุยกันมีการต่อโทรศัพท์ ถามไปหลายประเทศ ให้คนที่เป็นล่ามในสำนักงาน UNHCR พูดภาษาของเขา สุดท้ายไปจบที่ตุรกี เขาพูดตุรกีและภาษาเตริ์ก ออกมาพวกเขาก็หัน คือเห็นปฏิกิริยาของเขา เป็นเสียงเพื่อนเขาประมาณนั้น ผมก็แจ้งไปที่ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยของไทย ประสานสถานทูตตุรกี มีคนที่เป็นตัวแปรสำคัญคือ เออร์กิน เข้ามากับสถานทูตตุรกี มาถึง ตม.6 ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไป มีผู้ชาย ผู้หญิง ร้องไห้ ไปกอดกัน และสื่อสารกับเราได้"

นายกัณวีร์ กล่าวว่าวินาทีที่เห็นเจ้าหน้าที่จากตุรกีพวกเขาร้องไห้ และดีใจที่พบคนที่จะเข้าใจพวกเขา จนเขายอมรับว่าเป็นชาวอุยกูร์ เลยต้องลงทะเบียน ประสานงานสถานทูตตุรกีอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ไปตั้งถิ่นฐานใหม่ แต่สุดท้ายก็หยุดไป เพราะมีการแทรกแซงจากจีน เราต้องหยุด ทั้งๆที่เราจะเอาเครื่องบินจากตุรกีมารับ 400 กว่าคน เพราะมีคนอุยกูร์ที่ ตม.สวนพลู อีก 200 กว่าคน กับที่สงขลากว่า 200 คน เขาพร้อมนำเครื่องบิน Take off จากกรุงอังการา ตอนนั้นทุกคนช่วยเหลือกัน ทั้งทาง ตม.6 และพม.จังหวัดสงขลา อ.ซากี ก็ ต้องช่วยกันมันเป็นภาพของการทำงานมนุษยธรรมจริงๆ ผมจึงต้องติดตามเรื่องนี้ เพราะเหมือนงานผมยังไม่สำเร็จ เพราะหลังจากนั้นในปี 2558 ที่มีการส่งผู้หญิงและเด็ก 173 คนไปตุรกี และผู้ชาย 109 คน ไปจีน ตนย้ายไปทำงานประเทศอื่น ผ่านไป 8 ปี ตนกลับมาทำงานการเมือง ชาวอุยกูร์ก็ยังติดอยู่ห้องกัก จึงตั้งใจว่าจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ ให้พวกเขาได้ไปพบครอบครัว เพราะ 5 คนเสียชีวิตไปโดยไม่ได้พบครอบครัว

ตลอดกว่า 10 ปี ชาวอุยกูร์ไม่เคยขอกลับจีน

ซากีย์ พิทักษ์คุมพล อดีตอาจารย์สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ขณะนั้นได้เข้ามาช่วยประสานงานในการหาล่ามภาษาตุรกี และการประสานสภาเครือข่ายมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี มาช่วยเหลือชาวมุสลิมอุยกูร์ ในเรื่องอาหาร เสื้อผ้า และการพูดคุยในฐานะพี่น้องมุสลิม

"สำหรับผมเป็นความทรงจำที่ยังสดอยู่ ผมจำความโกลาหลที่ ตม.6 ได้ดีด้วยสถานที่ที่ไม่เพียงพอคน 200 กว่าคน มีความพยายามที่จะสื่อสารกับเขา ช่วงนั้นการรายงานข่าวยังบอกว่าเป็นบุคคลไม่ทราบสัญชาติ ทำให้เราพยายามจะบอกกับทุกคนว่า สำหรับพวกเราที่ทำงานกับ 3-4 คน ตั้งแต่วันแรกเราไม่เห็นสัญญาณใดๆสะท้อนให้เห็นว่าเขาสมัครใจกลับไปประเทศจีน วันที่ไปพบในสวนยาง เขาทำลายเอกสารที่บ่งชี้ถึงอัตลักษณ์ตัวตน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเดินทาง และเงินที่ใช้ข้ามมาทางจีน อาศัยกัมพูชา เป็นช่องทาง มีเงินกัมพูชา ที่ทำลายทิ้ง เขาปฏิเสธไม่ต้องการจะสื่อสารใดๆ เราเห็นปฏิกิริยา พอเป็นภาษาที่เขาเข้าใจ ลักษณะทางกายภาพทำให้เจ้าหน้าที่เอะใจว่าต้องเป็นชาวอุยกูร์แน่นอน"

การส่งอุยกูร์กลับจีนเป็นเหตุผลทางการเมืองไม่ใช่มนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน

ซากีย์ เล่าวว่า ตนขอให้ญาติที่เป็นนักศึกษาตุรกีมาช่วยสื่อสาร เขาบอกว่าคนเหล่านั้นใช้ภาษาตุรกีแปลกๆ พอเดาได้ว่าเป็น เติร์ก ซึ่งกินอาณาบริเวณส่วนหนึ่งในจีนไม่ว่าจะเป็นมณฑลซินเจียง และเอเชียกลาง หลายคนจึงไม่เข้าใจว่าทำไมคนตุรกีผูกพันกับคนเติร์ก เพราะเชื่อว่าคนตุรกีบรรพบุรุษอพยพมาจากดินแดนแถบนี้ ไม่ต้องสืบสวนสอบสวนใดๆ เมื่อตุรกีมา พวกเขาก็พร้อมจะไป

"ตั้งแต่วันแรกจนวันที่เขาถูกควบคุมตัวมาร่วม 11 ปี ผมกล้ายืนยันว่าไม่มีสัญญาณหรือไม่มีหลักฐานใดๆที่เห็นว่าเขาต้องการกลับไปประเทศต้นทาง ลักษณะการอพยพ เราต้องตั้งคำถามว่าเขามาเป็นครอบครัว ที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคนอ้างว่าเขาไปหาครอบครัวเป็นแบบไหน เราจะเห็นมีคนอายุ 2 ขวบ บางคนตั้งครรภ์ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ไม่สามารถแสวงหาทางออกที่ยั่งยืนให้คนกลุ่มนี้ การส่งตัวไปประเทศตุรกี และจีน เป็นทางออกทางการเมือง ไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน ที่รัฐบาลไทยในปี 58 ส่งผู้หญิงและเด็กไปตุรกี ด้วยเหตุผลทางการเมือง ทำให้คนที่รับผิดชอบส่ง 109 คนไปจีน ที่ถูกคลุมถุงดำ กลายเป็นภาพจำถ้าจะส่งกลับอีกจะเป็นแบบนั้น จึงมีการพยายามไม่ให้ส่งคนที่เหลือกลับไป หน่วยงานไทยมีมาตรการหลากหายมาก" ซากีย์ กล่าวย้ำ

-ถ้ารัฐบอกสมัครใจทำไมขนใส่รถบรรทุกติดเทปดำเหมือนกรณีตากใบ

นายกัณวีร์ กล่าวย้ำว่า การทำงานด้านมนุษยธรรมต่อรองไม่ได้ การที่จะแลก 173 คน ไปตุรกี แล้วส่ง 109 คนไปจีน เป็นการเสียสมดุล งานมนุษยธรรมเราต้องเอาคนบุคคลในความห่วงใยเป็นตัวตั้ง ไม่เอนเอียง

"ผมยังขอยืนยันว่าการทำงานด้านมนุษยธรรมต้องไม่ต่อรอง 40 คน นี้เป็นการตัดสินใจทางการเมืองไม่มีมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน ผมรู้สึกแย่ตลอดเวลาที่ชอบใช้คำนิยามของมนุษยธรรม มาตัดสินว่าตัวเองถูกต้อง ทุกคนสมัครใจไปเอง มาขโมยใช้คำนิยามมนุษยธรรม องค์ความรู้ไม่ถึง การทำงานครั้งนี้ที่ไม่มีการใช้ถุงดำคลุมหัว แต่ใช้เทปดำมาปิดรถตำรวจ ถ้าเป็นเราอยุ่ในห้องกัก 10 กว่าปี ถึงเวลาเอารถติดเทปดำ จับยัดในรถ ต่างอะไรกับคนตากใบ ต่างอะไรกับขบวนการนำพานำคนไประเทศอื่นแล้วผิดกฏหมาย อย่ามาลดด้อยค่าการทำงานมนุษยธรรม รับไม่ได้จริง" กัณวีร์ กล่าวย้ำ

ซากีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทำไมต้องขนย้ายในช่วงกลางคืน ถ้าสมัครใจก็ใช้วิธีที่ทันสมัย ประกาศให้สื่อทราบ มีอะไรต้องกลัวว่าถ้าคนเหล่านั้นสมัครใจไป

"ผมเชื่อว่าภาพ 109 คนที่เปิดเผยหลังคลุมถุงดำ ทางการไทยก็ตกใจ จึงส่งเลขา สมช.ไปดูในรอบนี้ พยายามทำให้เนียน แต่รู้สึกว่าเราตีซื่อเกินไปว่าคนกลุ่มนี้ เราไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า 109 คนเป็นอย่างไร

-เผยจดหมายครอบครัวอุยกูร์ถึงรัฐบาลไทยขอไปประเทศที่ 3

กัณวีร์ ยังได้เปิดเผยจดหมายที่ครอบครัวชาวอุยกูร์ได้เขียนถึงนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อปีที่แล้ว และภาคประชาสังคมไทยนำมาเปิดเผย เนื้อหาในจดหมายระบุว่า

"เรียนนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี
พวกเรารู้สึกซาบซึ้งใจที่ท่านรับฟัง เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซื้งต่อในหลวง ร.10 และรัฐบาลไทยที่คนในครอบครัวของเราเข้ามาไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต เราออกจากบ้านเกิดเพื่อไปประเทศที่ปลอดภัย เราหวังจะได้พบกับครอบครัวอีกครั้ง

นานกว่า 1 ทศวรรษที่คนในครอบครัวของเราในห้องกักตม.ของไทย หากเราอยากเจอเขาเจอได้ในความฝัน จึงขอให้พวกเขาได้ปล่อยตัว พวกเขาไม่สามารถมองเห็นท้องฟ้า พวกเราไม่มีโอกาสได้เจอหน้าโอบกอดกัน ทำให้ใจสลาย พวกเราไม่สามารถไถ่ถามได้ ลูกๆของเราไม่รู้จักพวกเขา ไม้รู้จะบอกอย่างไร และข่าวการเสียชีวิต2 คนทำให้เรารู้สึกเหมือนได้รับหนังสือแจ้งการเสียชีวิตที่ทยอยเกิดขึ้นในครอบครัวเรา ไม่รู้ว่าจะช่วยอะไรได้ เรากลัว และคนที่เรารักอาจเป็นรายต่อไป

พวกเรามีความหวัง ว่าการปล่อยคนที่เรารักในที่กักขังให้อนุญาตให้พวกเขาอยู่กับเราอยู่ในประเทศที่ 3 ยุติการลงโทษและการแยกจากครอบครัวที่ เราทนมา10 ปี ตลอดประวัติศาตร์ของมวลมนุษยชาติมีเรื่องราวมีความทุกข์ทรมาน ความเมตตา และความเมตตาที่ประเทศไทยช่วยเหลือเราจะจดบันทึกในประวัติศาสตร์ พวกเราจะซาบซึ้งจดจำในความเมตตาของท่านตลอดไป

กัณวีร์ กล่าวว่า นี่คือหนังสือที่ภาคประชาสังคมได้รับมา เป็นความรู้สึกของคนที่ถูกแยกครอบครัว เป็นสิ่งสะท้อนที่ต้องการบริบทของความต้องการเมตตา แต่วันนี้เป็นสิ่งที่ตอบให้เห็นแล้วว่าไม่มีความเมตตา พวกเราสามคน พบกันในสถานที่ตรงนั้นจะหาทาแก้ปัญหาให้ได้ หาทางร่วมมือกัน

ขอบคุณภาพรายการข่าว 3 มิติ 12 มี.ค.2557

รายงาน: ฐปณีย์ เอียดศรีไชย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...