โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยินยอมหรือไม่? แค่ไหนเรียก ‘ข่มขืน’

The MATTER

เผยแพร่ 01 ต.ค. 2562 เวลา 02.49 น. • seX-ray

แม้จะอยู่ภายใต้ระบบชายเป็นใหญ่เช่นนี้ แต่ก็อาจจะกล่าวได้ว่า เราก็มีพัฒนาการมาถึงจุดนึงที่เริ่มมีคนบางกลุ่มและมีแนวโน้มจะขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ให้ความสำคัญกับเพศสัมพันธ์ด้วยความยินยอมพร้อมใจ (sexual consent / consensual sex) และต่อต้านวัฒนธรรมการข่มขืน (rape culture) เป็นสามัญสำนึกและการกระทำโดยอัตโนมัติ เหมือนกับจะกินข้าวก็ใช้ช้อนส้อม ออกจากบ้านก็สวมรองเท้า จะมีเซ็กซ์กันก็ต้องได้รับการยินยอมจากอีกฝ่าย

เพราะเพศสัมพันธ์ที่ปราศจากการยินยอมเท่ากับข่มขืน การลักหลับและมอมเหล้าก็เช่นกัน

แต่ปัญหายังคงอยู่ที่ sexual consent มันก็มีมายาคติในเวลาเดียวกัน นอกเหนือจากเป็นหลักปฏิบัติ เช่นว่า หากทำให้อีกฝ่ายเสียวและเกิดอารมณ์ได้ถือว่า consent การนิ่งงันไม่กรีดร้องไม่ปัดป้องคือสมยอม หรือแม้แต่ถ้าใครไปหาถึงห้อง มาอ้อร้อในที่รโหฐานยามวิกาล ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสมยอม

แน่นอนไม่ได้มีแต่ผู้หญิงเท่านั้นที่ถูกข่มขืน ไม่ว่าเพศใดก็ถูกข่มขืนชำเราได้เช่นกัน กะเทยถูกข่มขืนก็ไม่ใช่บุญศรีบารมีแสด และการที่ผู้ชายถูกผู้หญิงข่มขืนก็ไม่ใช่เรื่องตลกหรือลาภลอย หรือพวกเขาจะโดนล้วงควักดูดนมอมเลียยังไงก็ได้ไม่ถือว่าเป็นการล่วงละเมิดทางเพศ

แต่ด้วยโครงสร้างชายเป็นใหญ่อันมีลึงค์เป็นศูนย์กลาง (phallocentric) สังคมจึงเห็นใจเหยื่อผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย หรือเหยื่อที่ ‘ถูกสอดใส่’ มากกว่า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการข่มขืนส่วนใหญ่มาจากสำนึกการสถาปนาอำนาจเหนือเนื้อตัวร่างกายผู้อื่นที่อิงกับสำนึกลึงค์เป็นศูนย์กลาง ต่อให้ผู้ชายข่มขืนผู้ชายด้วยกัน ก็เป็นทำให้เหยื่อตกอยู่ในสภาพมี ‘ความเป็นหญิง’ เป็นเพศที่ถูกสอดใส่ในโลกชายเป็นใหญ่

ยิ่งในความสัมพันธ์ฉันท์คนรักไม่ว่าจะในระดับแฟนหรือสามีภรรยา ก็ปฏิเสธได้ยากว่ามีความสัมพันธ์เชิงอำนาจเป็นกลไกหนึ่งของความสัมพันธ์ ซึ่งก็นั่นแหละที่จะนำไปสู่การมีเซ็กส์ที่ไม่ยินยอมพร้อมใจ (non-consensual sex) ในบางครั้ง ก็แน่ล่ะ อยู่ด้วยกันใกล้ชิดกันมันก็ไม่ได้เกิดอารมณ์ทุกครั้ง บางครั้งมันก็อยาก บริบทไม่อำนวย แต่ในเมื่อคนรักเค้าอยากมากและเพื่อเลี่ยงไม่ให้ผิดใจทะเลาะกัน ก็ทำให้เสร็จๆ ไปก็ได้

และนี่แหละก็เป็นอีกมายาคติหนึ่งคือ เป็นคนรักกันแล้วก็ต้องสมยอมทุกครั้งไป

เพราะชีวิตคู่ มันไม่ได้ปล่อยให้เราทำอะไรได้ดั่งใจหรือเป็นตัวของตัวเองได้ไปเสียหมดทุกอย่างหรอก รวมถึงเรื่องเซ็กซ์ บางคืนก็ง่วงใจจะขาด หรือต้องเผชิญกับจู๋เหม็นๆ ไม่ได้ล้าง ต้องอมไปทั้งที่ยังมีกลิ่นฉี่ ถึงตอนนั้นเค้าจะจับกดหัวจนอ๊อกๆ จนน้ำหูน้ำตาไหล ก็กลืนเข้าไปได้ เพียงเพื่อให้คู่ได้เกิดความภาคภูมิใจใน ‘เจ้าโลก’ ของเขา

ทั้งๆ ที่ อ๊อกๆ คือปฏิกิริยาต่อต้านทางกายภาพของมนุษย์

แต่เมื่อคำนึงถึงความรักความสัมพันธ์ จึงยอมได้ทุกอย่าง เพราะความสัมพันธ์เองก็คงถูกกำกับด้วยระบบชายเป็นใหญ่ ต่อให้เราจะปฏิเสธแล้วเค้ากดดันว่า “ไม่งั้นฉันไปเอากับคนอื่นแทนนะ” “จะมีกิ๊กนะ” ไปจนถึงตัดพ้อที่กระเทือนความสัมพันธ์ “ฉันไม่เก่ง ไม่ดีพอหรอ” “เธอไม่รักฉันแล้ว เธอเบื่อฉันแล้วหรอ” เอาความสัมพันธ์เป็นตัวประกัน ไม่ต่างอะไรไปจากการขืนใจที่ผู้กระทำมีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด

เพียงแต่ ณ ขณะรัก มันก็ให้อภัยกันง่ายอยู่หรอก คิดไม่ถึงว่ามันจะเท่ากับข่มขืนที่เราจะต้องต่อสู้ แต่พอเลิกกันแล้วถึงจะยอมรับได้ทันทีว่านั่นแหละคือ non-consensual sex และการล่วงละเมิดทางเพศ (sexual assault)

เพราะไม่ว่าเราจะมีอุดมการณ์เสรีภาพแค่ไหน สมาทานตนเองกับสตรีนิยมสำนักใด จะเรียกตัวเองเป็นเฟมินิสต์หรือไม่ สุดท้ายพอมีผัว มันก็สั่นคลอนอุดมการณ์ได้ไปเสียทุกครั้ง ต่อให้จะตระหนักได้ทุกขณะจิตว่าสิทธิในเนื้อตัวร่างกายเป็นของเราเอง เราย่อมมีสิทธิเลือกได้เสมอว่าจะอมจะคร่อมหรือจะเอาอะไรยัดเข้าไป

แต่เมื่อมันเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะคู่เพศวิถีแบบใดหรือต่อให้เป็นหมู่คณะ ความจริงใจ ตรงไปตรงมา เปิดเผย และความเข้าใจใส่ใจซึ่งกันและกันก็เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสัมพันธ์ การกล้าที่จะบอกให้หยุดหรือพอก่อน ย่อมสำคัญพอๆ กับขอมีอะไรกันหรือบอกว่าชอบให้ทำอะไรบ้าง

คำว่า “เบาๆ” หรือ “เจ็บ” หรือ “นั่นแหละ” จึงมีความหมายพอกันๆ แต่คำพูดประเภท “เจ็บนิดเดียวเดี๋ยวก็เช้า” “แปบนึงนะเดี๋ยวก็เสียว” “อดทนหน่อยสิ” นี่แหละคือการไม่เอาใจเขามาใส่ใจเรา การที่ฝ่ายถูกสอดใส่กรีดร้องบอกให้หยุดแล้วยังไม่หยุด นั่นไม่ใช่ความดุเผ็ดจนต้องร้องขอชีวิต หากแต่เป็นอีก toxic masculinity ต่างหาก

ต่อให้กำลังโรมรันพันตูแล้วเริ่มไม่โอเค ไม่สบายตัว ก็ใช่ว่าจะหยุดหรือขอพักยกไม่ได้

เพราะ consent ไม่ได้นับเฉพาะที่จุดเริ่มต้น แต่รวมถึงระหว่างทางด้วย

และเราก็สามารถทำข้อตกลงกันได้ว่าจะแค่ภายนอกหรือภายใน จะแตกนอกหรือแตกใน แต่เราไม่สามารถไปละเมิดเนื้อตัวร่างกายใครอื่น แม้แต่ร่างกายแฟนเรา ไม่ว่าจะคบกันนานแค่ไหน ถือวิสาสะกันได้เพียงใด ต่อให้ถึงขั้นตดใส่กัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้ร่างกายเขาเป็นที่ระบายความใคร่โดยที่เขาไม่พร้อม

การถามว่าโอเคมั้ย ชอบมั้ย อยากให้หยุดมั้ย เจ็บรึเปล่า จึงเป็นการแสดงความเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ตะพึดตะพือหลับตาปี๋ ยิ้มลูกเดียวไม่ฟังอีร้าค่าอีรม แถมปิดไฟมืดตึ๊ดตื๋อ  จนสังเกตไม่ได้ว่า เขามีอวัจนภาษาอย่างไร ต่อให้เขาไม่พูดอะไรก็ตาม

เพราะเซ็กซ์มันเป็นกิจกรรมร่วมกันไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง และเป็นปฏิบัติการระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ไม่ใช่มนุษย์กับวัตถุทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมรักกับคนรักหรือน้ำแตกแล้วแยกทาง มันเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ก็จริง แต่มนุษย์มีวิวัฒนาการมายาวไกลจนเซ็กซ์ไม่ใช่แค่เรื่องสืบเผ่าพันธุ์ หากแต่เป็นเรื่องสุนทรียะอีกด้วย

แม้แต่ คู่ sadomasochism เค้ายังถามซึ่งกันและกันเลยว่าแรงระดับไหนที่รับได้

ถ้ามีใครบ่นว่า ทำไมจะอึ๊บทีมันยุ่งยากซับซ้อนจังวะ เรื่องมากจนหมดอารมณ์เลย ถ้าคิดเช่นนั้นก็ช่วยตัวเองไปเถอะ ทำให้มือสากไปเลยก็ได้ตราบใดที่มันเป็นมือของเราเอง แต่อย่าเร่ไปมีเซ็กซ์กับใครเลย…เพราะเซ็กซ์นั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

อ้างอิงข้อมูลจาก

au.reachout.com

www.plannedparenthood.org

thaiconsent.org

prachatai.com

www.nhs.uk

Illustration by Sutanya Phattanasitubon

Proofreading by Tangpanitan Manjaiwong

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...