โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมืองอำนาจนิยม : นิยามและความเป็นมา | เกษียร เตชะพีระ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 01 ก.ย 2566 เวลา 04.43 น. • เผยแพร่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 12.14 น.

สังคมการเมืองไทยเราอยู่ภายใต้ระบอบอำนาจนิยม (authoritarianism/authoritarian regime) รอบล่าสุดมาตั้งแต่รัฐประหารของ คสช. ปี 2557

รัฐธรรมนูญฉบับไม่น่ารัก (สำนวนอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์) ปี 2560 กับการเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 ก็เพียงเปลี่ยนระบอบอำนาจนิยมแบบปิดไปเป็นระบอบอำนาจนิยมจากการเลือกตั้งเท่านั้น (closed authoritarianism -> electoral authoritarianism ดู Steven Levitsky and Lucan A. Way, “The Rise of Competitive Authoritarianism”, Journal of Democracy, 13:2 (April 2002), 51-65) และความอยากครองอำนาจต่อไปในระบอบดังกล่าวของผู้นำและพวกพ้องก็ยังไม่มีทีท่าจะลดราวาศอกลงแต่อย่าง ใด

และในสภาพที่ในเมืองไทยปัจจุบัน ระบอบอำนาจนิยมไม่มีแผนยุทธศาสตร์ออกจากวิกฤตโควิด ไม่มีการนำเป็นเอกภาพที่ผู้คนเชื่อถือศรัทธาทำตาม ไม่มีหัวขบวนของชนชั้นปกครอง มีแต่อำนาจล้นหลามท่วมทับผู้นำที่ใช้มันไม่เป็นและกำลังบังคับในการปราบปรามผู้คัดค้านเท่านั้น เราจึงควรลองทำความเข้าใจระบอบอำนาจนิยมอย่างเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น เพื่อเตรียมต้อนรับการต้องจากไปในที่สุดของมันไม่ช้าก็เร็ว

เพราะทางเลือกเบื้องหน้าสังคมไทยและโลกในวิกฤตปัจจุบัน – หากยืมสำนวนเหล่านักคิดสังคมนิยม สมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมากล่าว – ก็มีแค่ “สังคมประชาธิปไตยนิเวศวิทยาหรือความป่าเถื่อน” (Eco-Social Democracy or Barbarism) เท่านั้น!

การศึกษาวิเคราะห์ทำความเข้าใจกลไกการทำงานของระบอบอำนาจนิยมยุ่งยากลำบากกว่าระบอบประชาธิปไตยมาก ดังจะสังเกตเห็นได้ว่าระบอบอำนาจนิยมเป็นเนื้อดินอันอุดมสมบูรณ์ให้แก่ข่าวลือ มากยิ่งกว่าที่เป็นในระบอบประชาธิปไตย

ทั้งนี้เพราะการเมืองในระบอบอำนาจนิยมรวมศูนย์ที่ปฏิสัมพันธ์ 3 เส้าในหมู่ [ผู้นำ-ชนชั้นนำ-มวลชน] การที่ผู้นำในระบอบอำนาจนิยมจะธำรงอำนาจอยู่สืบต่อไปได้ต้องอาศัยการสนับสนุนบางระดับทั้งจากชนชั้นนำและมวลชน

ทว่าการแกะรอยติดตามดูเส้นทางปฏิสัมพันธ์ดังกล่าวทำได้ยากยิ่งในระบอบอำนาจนิยม เนื่องจากขณะที่ระบอบประชาธิปไตยมีกฎกติกาทางการชัดเจนคอยชี้นำกำกับพฤติกรรมทางการเมือง ระบอบอำนาจนิยมกลับพึ่งพากฎเกณฑ์ที่ไม่เป็นทางการเป็นหลัก

กฎกติกาทางการเอาเข้าจริงไม่ได้ชี้นำกำกับพฤติกรรมทางการเมืองในทางปฏิบัติ มาตราต่างๆ ของรัฐธรรมนูญจึงถูกยกเว้นละเลยได้หน้าตาเฉยโดยพลการเป็นประจำ (เช่นกรณีมาตรา 161 https://www.bbc.com/thai/thailand-49231873) การตัดสินใจสำคัญมักทำกันในที่รโหฐานลับหลังสาธารณะ ยากจะจับให้มั่นคั้นให้ตายว่าใครคือคีย์แมนทางการเมืองตัวจริงยามตัดสินใจ? ใครคือคีย์ซัพพอร์ตเพื่อให้คีย์แมนรักษาอำนาจไว้ได้? และขั้นตอนระเบียบปฏิบัติในการเลือก/ปลดผู้นำเป็นเช่นใดกันแน่?

ข่าวสำคัญทางการเมืองในระบอบอำนาจนิยมที่อึมครึมเช่นนี้จึงไม่ใช่ข่าวเปิดเผยทางการ หากแต่เป็นข่าวลือเบื้องหลัง ซึ่งขุมอำนาจและหน่วยงานข่าวกรองต่างๆ มักจงใจปล่อยออกมาด้วยเป้าประสงค์ทางการเมืองโดยมิอาจพิสูจน์ทราบจริงอย่างถึงที่สุดได้ ทำให้เฟกนิวส์ฆ่าไม่ตายทำลายไม่หมดภายใต้ระบอบอำนาจนิยม

(เช่น ข่าวเท็จเรื่องรัฐประหารล่าสุด https://www.matichon.co.th/politics/news_2858793)

แต่ถึงจะไม่เป็นทางการ คลุมเครือกำกวมและลื่นไหลปานใด เราก็อาจลองพยายามนิยามจับยึด “ระบอบอำนาจนิยม” ได้โดยเริ่มจากคู่ตรงข้ามของมันได้แก่ระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือ :

ถ้าหาก “ระบอบการเมืองการปกครอง” (regime) หมายถึงชุดกฎเกณฑ์กติกาขั้นพื้นฐานทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการซึ่งกำหนดว่าใครทรงอิทธิพลต่อการเลือกผู้นำและนโยบาย รวมทั้งกฎกติกาที่ระบุกลุ่มคนซึ่งอาจคัดสรรผู้นำขึ้นมาได้จากคนกลุ่มนั้นด้วยแล้ว

“ระบอบประชาธิปไตย” (democracy/democratic regime) ในความหมายกว้างที่สุดและเกณฑ์ต่ำสุดย่อมหมายถึงระบอบที่ซึ่งผู้ปกครองถูกคัดเลือกมาผ่านการเลือกตั้งที่มีการประชันขันแข่งกัน

ส่วน “ระบอบอำนาจนิยม” (authoritarianism/authoritarian regime) ก็คือระบอบซึ่งฝ่ายบริหารได้อำนาจมาโดยผ่านวิธีการไม่ประชาธิปไตย/ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมโดยตรง

หรือแรกเริ่มเดิมทีฝ่ายบริหารอาจได้อำนาจโดยผ่านการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม แต่แล้วในเวลาต่อมากลับเปลี่ยนกฎกติกาไปในลักษณะที่จำกัดการแข่งขันในการเลือกตั้งลงไป สรุปรวบยอดคือระบอบอำนาจนิยมหมายถึงระบอบไม่ประชาธิปไตยนั่นเอง

นี่เป็นคำนิยามระบอบอำนาจนิยมในความหมายกว้างที่สุดและเกณฑ์ต่ำสุด (in the broadest and minimalist sense) กล่าวคือ เพ่งเล็งรวมศูนย์ที่วิธีการได้อำนาจมาอย่างไม่เป็นประชาธิปไตย โดยตัดเกณฑ์เฉพาะเจาะจงอื่นๆ ออก อาทิ การละเมิดสิทธิมนุษยชน การกดขี่ปราบปราม (ยกเว้นที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง) ระดับการพัฒนาและเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเมือง หรือสมรรถภาพของรัฐ

แต่กระนั้นระบอบประยุทธ์ก็ผ่านเกณฑ์ต่ำสุดทั้งสองข้อคือ ทั้งวิธีการได้อำนาจมาและการเปลี่ยนกฎกติกาไปในลักษณะที่จำกัดการแข่งขันในการเลือกตั้งลง

(ดู อาจารย์สิริพรรณ นกสวน สวัสดี, ระบบเลือกตั้งเปรียบเทียบ, น.199-208)

สําหรับความเป็นมาในประวัติศาสตร์โดยสังเขปของระบอบอำนาจนิยมนั้น แรกเริ่มเดิมทีระบอบราชาธิปไตย (Monarchy) เป็นรูปการณ์ปกครองหลักแบบอำนาจนิยมดั้งเดิมที่มั่นคงของโลกสมัยใหม่ กระทั่งเสี้ยวสุดท้ายของคริสต์ศตวรรษที่ 19 (เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน, “ราชาธิปไตยสมัยใหม่ในมุมมองเปรียบเทียบระดับโลก”, ในเกษียร เตชะพีระ, เกาะบ่าครูเบ็น ส่องเลนส์ดูโลก, น.158)

จนกล่าวได้ว่าก่อนสิ้นสงครามโลกครั้งที่สองในปี ค.ศ.1945 ระบอบเสรีประชาธิปไตยยังเป็นความคิดนอกคอกน่ารังเกียจทางการเมือง (Jeffrey C. Isaac, Democracy in Dark Times, 1998)

ทว่าพร้อมกับความปราชัยล่มสลายของระบอบเผด็จการนาซีฟาสซิสต์และกระบวนการล้มล้างจักรวรรดิอาณานิคมต่างๆ ทั่วโลก (decolonization) ในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 นั่นแหละ ระบอบเสรีประชาธิปไตยจึงกลายเป็นขั้วอำนาจการเมืองตั้งมั่นหนึ่งในโลก แต่ก็ต้องประชันขันแข่งกับระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ (totalitarianism/totalitarian regime) ในประเทศค่ายคอมมิวนิสต์ใต้การนำของสหภาพโซเวียตกับจีน

โดยลักษณะเฉพาะของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จซึ่งแตกต่างจากระบอบอำนาจนิยมทั่วไปในทรรศนะของ Hannah Arendt นักทฤษฎีการเมืองหญิงลือชื่อชาวเยอรมันเชื้อสายยิวที่อพยพไปอยู่อเมริกา (ค.ศ.1906-1975) คือการพึ่งพาอาศัยพรรคการเมืองพรรคเดียว, การใช้อุดมการณ์ของระบอบที่พัฒนาไปอย่างพิสดาร และการธำรงรักษากลไกรักษาความมั่นคงอันทรงอานุภาพ ในสภาพที่นิติรัฐถูกทำลาย (Erica Frantz, “Autocracy”, Oxford Research Encyclopedia of Politics, 2016; Ian Fraser, “Arendt, Hannah”, Oxford Concise Dictionary of Politics and International Relations, 2018, pp. 26-27)

ขณะมวลชนก็แปลกแยกแตกตัวรวมกันไม่ติดเหมือนอณูและสำนึกสำเหนียกหมายเอกลักษณ์ของตนเองกับพรรค-รัฐ-ผู้นำ-(เชื้อ) ชาติอย่างเบ็ดเสร็จ (นิธิ เอียวศรีวงศ์, “มวลมหาประชาชน”, มติชนรายวัน, 16 ธันวาคม 2556 & “สังคมอณู”, มติชนรายวัน, 16 มิถุนายน 2557)

ในบริบทของการเผชิญหน้าระหว่างค่ายทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยกับค่ายคอมมิวนิสต์หลังสงครามโลกครั้งที่สองนี้เองที่ระบอบอำนาจนิยมค่อยๆ ปรากฏแพร่กระจายไปในบรรดาประเทศเอกราชเกิดใหม่ทั้งหลาย โดยเฉพาะในคริสต์ทศวรรษที่ 1970 เนื่องจากพลวัตทางภูมิรัฐศาสตร์ของสงครามเย็น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...