โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“พรรคปลาไหล” ก๊กที่สามในสนามการเมือง พร้อม “ปรองดอง” หรือ “รอสอย”ผลประโยชน์?

“พรรคปลาไหลก๊กที่สามในสนามการเมืองพร้อมปรองดองหรือรอสอยผลประโยชน์?

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ถึง 2 สัปดาห์นี้ เป็นการเลือกตั้งเพื่อพิสูจน์ระหว่างสองจุดยืนทางการเมืองของประชาชนที่ว่า จะเอา คสช. หรือไม่เอา คสช.

ไม่ว่าจะพูดด้วยประโยคที่สวยหรูดูดี อยากก้าวข้ามความขัดแย้งแค่ไหนก็ตาม แต่เกมการเลือกตั้งที่เขียนกติกาเอื้อให้กับ พล..ประยุทธ์จันทร์โอชาได้กลับมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีต่อภายใต้สังกัดพรรคพลังประชารัฐ ทั้งเสียงของ ส.ว. 250 เสียงจากการจัดตั้งของรุ่นพี่ที่รักอย่าง พล..ประวิตรวงษ์สุวรรณผู้นั่งแท่นประธานคณะกรรมการสรรหาวุฒิสมาชิก และการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่เพิ่งออกมาประกาศว่าการจัดโต๊ะจีนระดมทุนของพรรคพลังประชารัฐ ไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง 

ทั้งหมดแทบเป็นการ ‘เปิดหน้า’ แบบชัด ๆ ว่าเลือกตั้งครั้งนี้ ยังไงก็ได้ พล.อ. ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ ต่ออย่างแน่นอน

ในขณะที่อีกขั้วการเมืองซึ่งประกาศชัดว่าไม่เอาการสืบทอดอำนาจเผด็จการแน่นอน ทั้งพรรคเพื่อไทยและผองเพื่อนพรรคย่อย พรรคอนาคตใหม่ เสรีรวมไทย และประชาธิปัตย์ (ซึ่งประกาศว่าไม่เอา พล.อ ประยุทธ์ เป็นนายก แต่พร้อมร่วมกับพลังประชารัฐถ้ายอมรับเงื่อนไข) ก็ยังมีพรรคการเมืองอีกขั้นหนึ่งที่ยังไม่ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่าจะเข้ากับก๊กไหน

ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย พรรครูปแบบนี้เรียกว่าพรรค ‘ปลาไหล’

ด้วยความเป็นพรรคขนาดกลาง ไม่ได้มีจำนวน ส.ส. ที่ประชาชนรักมากเท่าพรรคขนาดใหญ่ แต่ก็ยังมีฐานเสียงอยู่บ้างในบางเขต ซึ่งอาจทำให้ได้เข้าไปอยู่ในสภาในฐานะปาร์ตี้ลิสต์ ตามกติกาการคิดคะแนนเสียงแบบใหม่ พรรคขนาดกลางเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น ภูมิใจไทย, ชาติไทยพัฒนา หรือชาติพัฒนา จึงกลายเป็น ‘ก๊กที่สาม’ ในทางการเมือง และน่าจะเป็นตัวแปรสำคัญของการจัดตั้งรัฐบาล หากเกมที่พลังประชารัฐคาดไว้ว่าจะชนะ ไม่เป็นไปอย่างฝัน

“เราไม่ต้องการสร้างปัญหา ไม่ต้องการบอกว่าเราไปอยู่ฝ่ายไหนแล้วทำให้สร้างเงื่อนไขทางการเมือง” นายสุวัจน์ลิปตพัลลภประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนากับภาพจำชุดสูทสีส้ม ให้ความเห็นไว้ในหลายเวทีดีเบท เมื่อถูกถามคำถามว่า พรรคขนาดกลางอย่างเขา ‘เลือก’ ที่จะอยู่ฝ่ายไหน เช่นเดียวกับคำตอบของพรรคประเภทนี้ที่เหลืออยู่ จนคล้ายเป็นคำตอบแพทเทิร์นที่พิธีกรสนามดีเบททุกช่องขี้เกียจจะถามซ้ำไปแล้ว

คำว่า ‘ไม่อยากสร้างปัญหา’ ฟังดูเผิน ๆ แล้วอาจจะดี ที่มีพรรคแบบนี้อยู่บ้างในสนามการเมืองที่สาดอุดมการณ์ใส่กันร้อนแรงไม่ยั้งมือ เป็นเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ เดินทางสายกลาง เข้าข้างเสียงของประชาชน

แต่คำถามก็คือ หมากเกมนี้คือการพร้อมปรองดอง หรือรอฟาดผลประโยชน์กันแน่?

อย่าลืมว่าการประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนเหมือนทั้งสองฝั่งในตอนนี้ เดิมพันคือฝั่งที่นั่งในสภาตามเสียงของประชาชนที่ได้มา หากพ่ายแพ้ เก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ ย่อมหลุดลอยไป รอแก้แค้นในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจกันเลยทีเดียว ดังนั้นในตอนนี้พรรคที่ชูจุดยืนว่าอยู่ข้างแนวคิดประชาธิปไตยจึงก้าวขาข้างหนึ่งไปเป็นฝ่ายค้านรอแน่ ๆ อยู่เรียบร้อย ตามกติกาของเกมที่ คสช. วางเอาไว้

ในขณะที่พรรคขนาดกลางที่ยังไม่ประกาศจุดยืน เป็นเหมือนตาอยู่ที่พร้อมวิ่งไปหาตาอินหรือตานา ตามคนสุดท้ายที่จะได้ปลาไปทั้งตัว เพื่อขอส่วนแบ่งชิ้นปลา ด้วยเหตุผลว่า เราพร้อมจะไปตามเสียงประชาชนส่วนใหญ่อยู่แล้วนะจ๊ะ และคุณก็เป็นคนที่ประชาชนเลือกมา ดังนั้นเราพร้อมเข้าอยู่ฝั่งเดียวกับคุณ

พูดง่าย ๆ คือ เอาความต้องการของประชาชนบังหน้า เพื่อให้ได้ซีนในศึกแย่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวง

หากเหล่าหัวหน้าพรรค ประธานที่ปรึกษาพรรคเหล่านี้ เชื่อมั่นว่าประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น คือการฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง สิ่งที่ควรทำ คือการกล้าประกาศตัวไปเลยว่าอยู่ฝั่งไหน หากประชาชนเลือกพลังประชารัฐเยอะมากพอ ก็ต้องพร้อมยอมรับเสียงของคนไทย ที่บอกให้คุณไปเป็นฝ่ายค้าน หรืออย่างน้อยที่สุดหากฝั่งประชาธิปไตยชนะ จะได้มาร่วมรัฐบาลอย่างสมศักดิ์ศรี

เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องยอมรับว่าคือการต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตย กับการสืบทอดอำนาจของเผด็จการ (อย่างน้อยก็จนกว่าหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐจะตอบคำถามเรื่อง 250 ส.ว. ได้)

การทำตัวเป็นเด็กเล่นซ่อนแอบ รอตีกินแล้วอ้างว่าเคารพการตัดสินของประชาชนเพื่อการปรองดอง  เล่นเกมอย่างนี้ มองจากดวงจันทร์ยังเห็นเลยว่า ‘ไร้จุดยืน’!