โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

15 หนังสงครามยอดเยี่ยมตลอดกาล

BT Beartai

อัพเดต 21 ก.ค. 2560 เวลา 08.02 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2560 เวลา 08.02 น.
15 หนังสงครามยอดเยี่ยมตลอดกาล

วันนี้ที่ Dunkirk ของผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลน ออกฉาย หลากสื่อ หลายนักวิจารณ์ และแม้กระทั่งผู้ชมที่ได้ไปชมมาแล้ว ต่างยกย่องว่า Dunkirk คือหนึ่งในหนังสงครามที่ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม ทั้งการกำกับ และการถ่ายภาพที่ถ่ายทอดความน่าสะพรึงกลัว ให้สัมผัสได้ถึงความโหดร้ายของสงครามที่มนุษย์ต่างหมายคร่าชีวิตกันเอง หนังสงครามเป็นแนวที่ฮอลลีวู้ดขยันสร้างกันมาก แม้จะเป็นหนังที่ใช้ทุนสูงในการสร้างภาพระเบิดและทำลายพาหนะ ทำลายสิ่งก่อสร้างให้ได้สมจริง รวมถึงทุนในการทำสเปเชี่ยลเอฟเฟกต์ แต่นับถึงวันนี้ฮอลลีวู้ดก็สร้างออกมาแล้วหลายร้อยเรื่อง ในบทความนี้ได้รวบรวมหนังสงครามจากหลายสมรภูมิทั้งสงครามเวียดนาม สงครามตะวันออกกลาง สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยคัดที่ว่ายอดเยี่ยมขึ้นหิ้งหนังอมตะ และไม่ควรพลาดมาได้ 15 ชื่อ เผื่อว่าใครได้ไปดู Dunkirk แล้วยังประทับใจ อารมณ์ค้างอยากจะหาหนังสงครามดี ๆ มาดูให้อารมณ์ต่อเนื่องและลองเปรียบเทียบงานกับของผู้กำกับรุ่นเก่า ๆ ดูซิ ว่าทำไมหนังเหล่านี้ถึงถูกยกย่องกล่าวขวัญถึงกันมายาวนาน นี่คือ 15 เรื่องในรอบ 60 ปีที่ผ่านมาครับ

15. BLACK HAWK DOWN (2001)

ผู้กำกับ : ริดลีย์ สกอตต์
นักแสดง : อีริค บานา , ทอม ฮาร์ดี้ , ทอม ไซส์มอร์ , ยวน แมกเกรเกอร์ , จอช ฮาร์เน็ต
ริดลีย์ สกอตต์ นี่เป็นผู้กำกับที่สามารถทำหนังได้หลากหลายแนวจริง ๆ ทั้งหนังตลก , ไซไฟ ไปจนถึงหนังย้อนยุค เมื่อปี 2001 ริดลีย์ ก็ลองทำหนังสงครามดูบ้าง ออกมาเป็น Black Hawk Down ได้ดารามาร่วมจอเพียบ ทั้งหมดรับบทเป็นทหารอเมริกันหน่วยแรงเจอร์ และ เดลตา ฟอร์ซ ที่ถูกส่งไปรบในโซมาเลีย ในช่วงสงครามกลางเมืองปี 1993 หนังเล่าตั้งแต่การบุกเข้าโจมตีของทหารกองนี้และเฮลิคอปเตอร์ถูกยิงร่วงโดยทหารโซมาเลีย ส่งผลให้เกิดการสู้รบแบบเข้าตาจนตามมา

เส้นเรื่องค่อนข้างจะเน้นไปที่คำว่า “no plan survives contact with the enemy” หรือแปลได้คร่าว ๆ ว่า “แผนการที่วางไว้ทุกแผนจะต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์เมื่อนำไปปฏิบัติจริง” ในหนังเราจะเห็นได้ว่าแผนการโจมตีที่วางไว้ดิบดี ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่าเมื่อ เฮลิคอปเตอร์แบล็คฮอว์ค ทั้ง 2 ลำโดนสอยร่วง ทัพเสริมถูกส่งเข้าไปอย่างเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือทุกชีวิตที่รอดอยู่หลังจากฮอร่วง หนังเดินหน้าไปได้อย่างดุเดือดเมามันส์กับภาพการรบในย่านชานเมืองของโมกาดิชู การต่อสู้ที่ลากยาวทั้งวันที่ชวนอ่อนล้าทั้งตัวละครในจอและคนดูนอกจอ หนังสรุปจบได้สวยงามกับคำพูดของอีริค บานา ในเรื่องที่ว่า “เป็นหน้าที่สำคัญที่ต้องช่วยเพื่อนทหารกลับบ้านให้ได้ไม่ต้องสนใจว่าเขาเป็นใครและทำไม สำคัญแค่ว่าเขาอยู่ข้างเราและหน้าที่เราคือต้องปกป้องเค้า”

 

14.Fury (2014)

ผู้กำกับ : เดวิด อายเยอร์
นักแสดง : แบรด พิตต์ , ไชอา ลาบัฟ , โลแกน เลอร์แมน
หลังจากล้มเหลวไปกับหนัง “Saboatge” เดวิด อายเยอร์ ขอแก้มือสักหน่อยด้วยการย้อนไปทำหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดูบ้าง เล่าเรื่องของ นอร์เมน ทหารหน้าวัยรุ่นหน้าใหม่ที่ได้มาเข้าร่วมทีมกับทหารประจำรถถังที่ซี้ปึ้กกันอยู่เดิม และทั้งหมดกำลังจะปฎิบัติการท้าตายด้วยการแล่นรถข้ามเขตแดนเยอรมันในวันที่สงครามโลกกำลังใกล้จบลง

จุดแข็งของ Fury คือการที่เดวิด สามารถถ่ายทอดความผูกพันระหว่างลูกทีมประจำรถถังให้รู้สึกได้ว่าสนิทสนมกันเพียงใด ผ่านสายตาของนอร์แมนทหารใหม่ที่ต้องเข้ามารู้จักกับทีม และได้สัมผัสความโหดร้ายของสงคราม คนดูได้เห็นพัฒนาการของสภาพจิตของนอร์แมนที่หดหู่ กดดัน หนักขึ้นไปตามแต่ละนาทีของหนัง เป็นหนังที่คัดตัวแสดงมาร่วมกันได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ต้องยอมรับว่าบทบาทการแสดงของไชอา บาบัฟ ค่อนข้างจะโดดเด่นมากในบท “ไบเบิ้ล” พลปืนประจำรถถัง

 

13.We Were Soldier (2002)

ผู้กำกับ : แรนดัล วอลเลซ
นักแสดง : เมล กิ๊บสัน , แมดเดลีน สโตว์ , เกรก คินเนียร์
ตลอดชีวิตการแสดงที่ยาวนานของเมล กิ๊บสัน หนึ่งในผลงานที่น่าจดจำของเขาก็คือบทผู้พันฮาล มัวร์ จาก We Were Soldier เนี่ยแหละ หนังสร้างจากหนังสือที่เขียนโดยตัวผู้พันฮาลเอง “We Were Soldiers Once… And Young” หนังและหนังสือเล่าภารกิจสุดหินของผู้พันฮาลที่ต้องเคลื่อนทัพจากเครื่องบินไปสู่หุบเขา”ลาดรัง” และต้องเผชิญหน้ากับกองทหารเวียดกง หนังนำเสนอความโหดร้ายของสงครามผ่านภาพที่สยอดสยองน่ากลัว ที่เกิดจากการประทะกันทั้งสองฝ่าย หนังยังนำเสนออีกมุมมองผ่านสายตาของโจ กัลลาเวย์ ช่างภาพสงคราม ที่เห็นสภาพความเสียเปรียบของทหารอเมริกันที่ไม่มีความพร้อมกับการรบในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ และส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตทหารจำนวนมาก

 

12.The Longest Day (1962)

ผู้กำกับ : เค็น แอนนากิน , แอนดริว มาร์ตัน , เบิร์นฮาร์ด วิคกิ
นักแสดง : จอห์น เวย์น , โรเบิร์ต ไรอัน , ริชาร์ด เบอร์ตัน , พอล แองกา , ฌอน คอนเนอรี
ย้อนไปดูหนังยุคขาว-ดำกันมั่ง กับ The Longest Day จัดเป็นหนังสงครามที่รวมดาราแถวหน้ายุคนั้นไว้เยอะมาก เป็นอีกเรื่องที่เล่าเหตุการณ์ในวันสำคัญ 6 มิถุนายน วันที่ฝ่ายสัมพันธมิตรยกพลขึ้นบกที่ชายหาดนอร์มันดี เหตุการณ์เดียวกับใน Saving private Ryan แต่หนังเล่าเหตุการณ์ในมุมกว้างกว่า เพราะเล่าเหตุการณ์จากทั้งฝ่ายสัมพันธมิตร , ฝ่ายเยอรมัน และ อังกฤษ ผ่านผู้กำกับ 3 คน ที่แยกกันกำกับคนละกอง หนังเริ่มเรื่องเมื่อเยอรมันแอบดักจับสัญญาณวิทยุที่อังกฤษกับหน่วยใต้ดินในฝรั่งเศส ที่ใจความคือการนัดหมายวันยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี แต่ในวันนั้นสภาพกอากาศเลวร้าย ฝนตกหนัก ทะเลมีหมอกลงจัด จึงไม่มีการเตรียมรับมือ นายทหารเยอรมันจึงมั่นใจว่านี่เป็นสัญญานหลอกที่ฝ่ายสัมพันธมิตรจงใจให้เยอรมันดักฟัง จึงไม่มีการเตรียมรับมือ หนังถ่ายทอดบรรยากาศตึงเครียดจากทั้งสองฝ่ายได้ดี ฝ่ายสัมพันธมิตรก็ต้องลุ้นกันว่าคำสั่งจากเบื้องบนจะไฟเขียวให้พร้อมบุกเมื่อไหร่ ทางฝ่ายเยอรมันก็มีนายพลคนหนึ่งที่ปักใจเชื่อว่าเป็นข่าวจริงและพยายามวิ่งเต้นขอกำลังเสริมแต่ไม่ทันการ จึงเป็นเหตุให้ฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นฝ่ายกำชัยในสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังถ่ายทอดบรรยากาศได้ตื่นเต้นเร้าใจ สมค่าเป็นหนังอมตะเรื่องหนึ่งที่คว้าออสการ์ไปได้ 2 รางวัล

 

11.TORA! TORA! TORA!(1970)

ผู้กำกับ : ริชาร์ด ฟลีสเชอร์ , คินจิ ฟุกาซากุ , โตชิโอะ มาซูดะ
นักแสดง : มาร์ติน บอลซัม , โซ ยามามูระ , เจสัน โรบาร์ด
เหตุการณ์บุกถล่มเพิร์ลฮาร์เบอร์ถูกสร้างเป็นหนังมาแล้วหลายเรื่อง แต่ละเรื่องก็มีมุมมองของผู้กำกับแตกต่างกันไป แต่หนึ่งในหนังที่เล่าเรื่องเพิร์ลฮาร์เบอร์ได้ดีก็คือ TORA! TORA! TORA! ที่มาแปลกก็คือหนังเลือกจะเล่าเหตุการณ์จากทั้งฝั่งอเมริกันและญี่ปุ่น ลงลึกให้คนดูเห็นถึงการวางแผนที่พิถีพิถันของญี่ปุ่น และการผิดพลาดในการสื่อสารของทางฝั่งอเมริกันที่ส่งผลถึงความย่อยยับจากการโจมตี

TORA! TORA! TORA! เป็นหนังที่มีความทะเยอทะยานในการสร้าง ด้วยการใช้ผู้กำกับถึง 3 คน แบ่งกันกำกับคนละช่วง ตัวหนังจึงออกมายาวถึง 2 ชั่วโมง 24 นาที และอีกความท้าทายก็คือ ทเวนตี้เซนจูรี่ฟอกซ์ เลือกที่จะใช้ผู้กำกับและดาราที่โนเนม เหตุเพราะอยากให้ผู้ชมมุ่งความสนใจไปที่เนื้อหามากกว่าที่จะสนใจในตัวดารา และเจตนาที่ดีของหนังเพราะเลือกที่จะเล่าในมุมมองที่เสมอภาคทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ความสูญเสียของเพิร์ลฮาร์เบอร์เพียงจุดเดียว

 

10. LETTERS FROM IWO JIMA (2006)

ผู้กำกับ : คลินต์ อีสต์วู้ด
นักแสดง : เคน วาตานาเบ้ , คาซูนาริ นิโนมิยะ , ซึโยชิ อิฮาร่า
หนึ่งในสองหนังแพคคู่ของผู้กำกับคลินต์ อีสต์วู้ด ที่สร้างหนัง 2 เรื่อง 2 มุมมอง ที่พูดถึงเหตุการโจมตี”อิโวจิม่า” เรื่องแรกคือ “Flags of our Fathers” ที่ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกัน แต่หนังก็ล้มคว่ำทางด้าน แต่กับ LETTERS FROM IWO JIMA ที่เล่ามุมมองจากทางฝั่งทหารญี่ปุ่น หนังใช้ทุนสร้างน้อยกว่าหลายเท่าแต่กับทำเงินนอกอเมริกาได้ดี ได้กำไรมากกว่า

หนังเล่าเรื่องผ่านตัวพลทหารไซโกะ หนึ่งในทหารผู้ประจำการอยู่บนเกาะอิโวจิม่า และ นายพลคูริบายาชิ ผู้วางแผนรับมือการจู่โจมจากทหารอเมริกัน หนังใช้เวลาทั้งเรื่องเล่าเหตุการณ์อยู่บนเกาะอิโวจิม่าเพียงอย่างเดียว บทหนักตกไปอยู่ที่ เคน วาตานาเบ้ ผู้รับบทเป็น นายพลคูริบายาชิ เป็นนายพลที่มั่นใจว่าตนเองรู้ทันกลยุทธของฝ่ายอเมริกันเพราะเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น หนังค่อนข้างเล่าเรื่องแบบให้เกียรติทหารฝ่ายญี่ปุ่น ไม่ได้ทำให้ภาพของทหารญี่ปุ่นเป็นตัวร้ายเหมือนในหนังสงครามเรื่องอื่น ๆ แต่ให้มองว่าเขาก็รักและทำหน้าที่ปกป้องมาตุภูมิเช่นเดียวกับทหารอเมริกัน

 

9. THE GREAT ESCAPE (1963)

ผู้กำกับ : จอห์น สเตอร์เจส
นักแสดง : สตีฟ แม็คควีน , เจมส์ การ์เนอร์ , ริชาร์ด แอทเธนเบอร์เรอห์ , ชาร์ล บรอนสัน
หนังรวมดาราแถวหน้าในยุคนั้น ที่มีสตีฟ แม็คควีน ที่ดังสุดในบทนำ เป็นหนึ่งในนักโทษฝ่ายสัมพันธมิตรที่ถูกจับไปขังไว้ในค่ายเชลย Stalag Luft III เป็นค่ายที่ขึ้นชื่อว่าออกแบบมาดีที่สุด เพราะรวบรวมเหตุการณ์ผิดพลาดที่เป็นเหตุให้นักโทษหลบหนีมาจากทุกค่ายมาดัดแปลงแก้ไข จนมั่นใจว่าจะไม่มีนักโทษคนไหนสามารถหลบหนีจากค่ายนี้ได้อีก ส่งผลให้ถึงวีกรรมสำคัญตามชื่อเรื่องนั่นแหละ คือการวางแผนหลบหนีครั้งใหญ่ที่สามารถแหกค่ายออกไปได้ถึง 76 คน แม้จะเป็นหนังสงคราม มีฉากยิงกันตาย แต่โดยรวมก็ยังถ่ายทอดมาในอารมณ์เบา ๆ ไม่เครียดเกินไปนัก มีมุกขำขันพอประมาณ และยังมีตัวละครจิตใจดี ๆ ทางฝั่งเยอรมันให้ได้เห็น

 

8. THE HURT LOCKER (2008)

ผู้กำกับ : แคทธรีน บิเกโลว์
นักแสดง : เจเรมี เรนเนอร์ , แอนโธนี แมคกี , กาย เพียซ
หนึ่งในหนังสงครามที่ประสบความสำเร็จมากสุดในยุคหลังนี้ เพราะกวาดไปถึง 6 รางวัลออสการ์ ผลงานของผู้กำกับหญิงเหล็ก แคทธรีน บิเกโลว์ ที่เล่าถึงวีรกรรมของหน่วยกู้ระเบิดในสงครามอิรัก และเป็นหนังแจ้งเกิด เจเรมี เรนเนอร์ ในบทวิลเลียม เจมส์ ทหารหน่วยกู้ระเบิด ที่ถูกส่งมาแทนคนก่อนหน้าที่ตายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ หนังตามติดการทำงานของเจมส์ ที่ชอบลองผิดลองถูก และมีเทคนิคใหม่มาเล่นในระหว่างกู้ระเบิดที่ทำเอาเพื่อนร่วมทีมอกสั่นขวัญแขวนกันอยู่บ่อย ๆ

แม้เจเรมี เรนเนอร์ ได้รับเสนอชื่อในบทนำยอดเยี่ยมแม้จะพลาดไป แต่ผลงานการแสดงในเรื่องนี้ของเขาก็น่าจดจำ ถ่ายทอดความรู้สึกตึงเครียดและหวาดระแวงในระหว่างการทำงานออกมาให้ผู้ชมได้รู้สึกตามไปด้วย บทวิลเลียม เจมส์ เป็นตัวแทนของทหารผู้ประสบปัญหาชีวิต กับโรคที่ยึดติดอยู่กับสงคราม เมื่อกลับมาบ้านก็ไม่สามารถใช้ชีวิตกับสังคมปกติได้ ก็นับเป็นอีกสารสำคัญที่ส่งให้ Hurt Locker เป็นหนังสงครามยอดเยี่ยมอีกเรื่อง

 

7.THE BRIDGE ON THE RIVER KWAI (1957)

ผู้กำกับ : เดวิด ลีน
นักแสดง : วิลเลียม โฮลเด็น , อเล็ค กินเนส , แจ๊ค ฮอว์กกินส์
หนังเล่าเรื่องเหล่านักโทษในค่ายเชลยที่ถูกทหารญี่ปุ่นจับมาคุมขังไว้ที่กาญจนบุรี และใช้แรงงานนักโทษในการสร้างสะพานข้ามแม่้น้ำแคว เพื่อลำเลียงเสบียงคลังมากจากพม่า อเล็คกินเนส มารับบทพันโทนิโคลสัน เป็นหัวหน้าของเหล่านักโทษที่ยึดมั่นในศักดิ์ศรีนายทหารไม่ยอมลงมือทำงานแรงงานแต่ยอมโดนคุมขังแทน จนกระทั่งกำหนดเสร็จของการสร้างสะพานใกล้ถึงเส้นตาย ผู้พันไซโตะหัวหน้าผู้คุมจึงต้องยอมอ่อนข้อให้นิโคลสันมาเป็นผู้ควบคุมงานเอง กลับกลายเป็นว่านิโคลสันมุ่งมั่นสร้างสะพานให้สำเร็จเพื่อพิสูจน์ศักดิ์ศรีตนเองจนลืมไปว่าเขากำลังสร้างสะพานให้พวกญี่ปุ่นอยู่ และที่นิโคลสันไม่รู้ก็คือทหารที่หนีค่ายออกไปได้ กำลังนำทัพคอมมานโดมาระเบิดสะพานทิ้งเสีย หนังประสบความสำเร็จอย่างสูงบนเวทีออสการ์ คว้าไปถึง 7 รางวัล ซึ่งรวมถึงดารานำชายยอดเยี่ยมของ อเล็ค กินเนส ที่ส่งให้เขาได้รับบท โอบีวัน เคโนบี ในStar wars อีก 1 ตัวละครอมตะของโลกภาพยนตร์

 

6.The Thin Red Line (1998)

ผู้กำกับ : เทอเรนซ์ มาลิค
นักแสดง : จิม คาวีเซล , ฌอน เพนน์ , นิค โนลตี้ , จอร์จ คลูนีย์ , จอห์น ทราโวลต้า , วูดดี้ ฮาเรลสัน
อีกหนึ่งผลงานของผู้กำกับทำหนังดูยาก เทอเรนซ์ มาลิค ที่หนังสงครามเรื่องนี้ของเขาออกตามหลัง Saving Private Ryan เพียงไม่กี่เดือน และได้ดาราชายแถวหน้ายุคนั้นมาร่วมจอกันมากหน้า แต่บทสำคัญตกเป็นของจิม คาวีเซล ในบทพลทหารวิตต์ ที่หนีทหารมาใช้ชีวิตเพลิดเพลินอยู่ในหมู่บ้านชาวเกาะ แต่ก็โดนเหล่าทหารอเมริกันมาลากตัวกลับไปเข้าสนามรบที่กัวดาคานาล ฟิลิปปินส์ เพื่อยึดเนินเขา 210 ที่เป็นยุทธภูมิสำคัญของทหารญี่ปุ่น งานของมาลิคมักจะโดดเด่นในเรื่องการถ่ายทอดรายละเอียดเนื้อหาลงบนแผ่นฟิล์ม และโดยเฉพาะในเรื่องนี้มาลิคก็สามารถถ่ายทอดความรู้สึกถึงความอันตรายรอบตัวจากสงครามท่ามกลางคาบสมุทรแปซิฟิคแห่งนี้ให้สัมผัสได้ ฉากสงครามนำเสนอความเชี่ยวชาญในการรบของทหารญี่ปุ่น ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามผ่านตัวละครของพลหทารวิตต์ ว่าชีวตทหารรายหนึ่งมีค่าน้อยนิดเพียงใดกับการต้องมาสละชีวิตในสมรภูมิแห่งนี้

 

5.Glory (1989)

ผู้กำกับ : เอ็ดเวิร์ด ชวิก
นักแสดง: เดนเซล วอชิงตัน , แมทธิว บรอเดอริค , มอร์แกน ฟรีแมน
สงครามกลางเมืองอเมริกาเป็นจุดมืดมนในประวัติศาสตร์ชาติอเมริกา ที่ถูกหยิบมาทำเป็นหนังไม่บ่อยนัก ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีGlory ผลงานของผู้กำกับ เอ็ดเวิร์ด ชวิก นี่ล่ะที่น่าพูดถึง หนังเล่าเรื่องกองทหารผิวดำกองแรกในประวัติศาสตร์ที่ถูกตั้งขึ้นโดยกองทัพฝ่ายเหนือ กองทหารผิวดำถูกส่งมาประจำการที่ฟอร์ตแวกเนอร์ ซึ่งชวิกก็จัดเต็มกับภาพความโหดร้ายของสงครามให้ผู้ชมได้สัมผัสถึงความทุกข์ยากที่ทหารกองนี้ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะทั้งการฝึก การรบจริง แม้กระทั่งการถูกเหยียดผิวจากผู้บังคับบัญชา ในเรื่องนี้เดนเซล วอชิงตัน รับบทเป็นพลทหารทริป ผู้ไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจทหารผิวขาวเขาฝากการแสดงที่โดดเด่น จนคว้าออสการ์ตัวแรกในชีวิตการแสดงกับรางวัลสมทบชายยอดเยี่ยม ซึ่งการแสดงของเดนเซล สัมฤทธิ์ผลในการสื่อ”สาร”สำคัญของเรื่องถึงวีรกรรมของกองทหารผิวสีที่มีส่วนในชัยชนะของกองกำลังฝ่ายเหนือ และเกียรติภูมิของชายชาติทหารก็ไม่จำเป็นที่จะต้องจำกัดไว้เฉพาะแค่คนผิวขาวเท่านั้น

 

4.Full Metal Jacket (1987)

ผู้กำกับ : สแตนลีย์ คูบริก
นักแสดง : แมทธิว โมไดน์ , วินเซนต์ ดีโอโนฟริโอ , อดัม บอลด์วิน
ผลงานของผู้กำกับระดับปรมาจารย์สแตนลีย์ คูบริก ที่ได้ลองทำหนังสงครามกับเขาเหมือนกัน Full Metal Jacket เลือกเล่าสงครามเวียดนามที่เป็นกรณีโต้แย้งหนักหนาในสังคมอเมริกันว่าเป็นสงครามที่อเมริกาไม่สมควรที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเลย หนังถูกแบ่งเป็น 2 ช่วงอย่างชัดเจน ช่วงแรกเล่าเรื่องการฝึกทหารผ่านตัวละครหลักคือพลหทารโจ๊คเกอร์ และพลทหารไพล์ เสียงจากคนดูส่วนมากจะชอบครึ่งแรกของหนังมากกว่าเพราะถ่ายทอดความโหดหิน ความกดดันของการฝึกออกมาได้อย่างเข้มข้น ผ่านตัวละครครูฝึกฮาร์ตแมนที่ทั้งด่าทั้งกดขี่ จนพลทหารไพล์สติแตกและระเบิดการกระทำที่เซอร์ไพรส์คนดู เป็นไคลแมกซ์แรง ๆ ของครึ่งแรก ส่วนครึ่งหลังเป็นการลงสมรภูมิจริงของเหล่าทหารกองนี้ ที่ต้องเผชิญความโหดร้ายของสงครามอย่างจริงจัง และพัฒนาการของโจ๊คเกอร์จากคนที่รักสงบและต้องมาเผชิญความโหดร้ายของสงครามทำให้กลายเป็นเครื่องจักรฆ่าคนไปในท้ายที่สุด

 

3.Platoon (1986)

ผู้กำกับ : โอลิเวอร์ สโตน
นักแสดง : ทอม เบอร์เรนเจอร์ , วิลเลม เดโฟ , จอห์นนี่ เด็ปป์ , ชาร์ลี ชีน , เควิน ดิลลอน , ฟอเรสต์ วิเธเกอร์
ในรายชื่อ 15 เรื่องนี้ หลายเรื่องจะเป็นหนังสงครามเวียดนาม Platoon ของโอลิเวอร์ สโตนนี่ก็เช่นกัน และเป็นหนังที่ลงลึกให้เห็นความยากลำบากของทหารในสงครามเวียดนาม ที่เล่าได้สมจริงเพราะโอลิเวอร์ สโตน เองก็เคยเป็นทหารผ่านสงครามเวียดนามมาแล้ว ก็เลยใช้ประสบการณ์ตัวเองมาเล่าเรื่องราวได้สมจริงโดยผ่านตัวเอกของเรื่อง คริส เทเลอร์ ที่รับบทโดยชาร์ลี ชีน ทหารใหม่ที่จากตระหนกตกใจไปกับสงครามจริงเบื้องหน้าที่เพิ่งเคยเผชิญและสงครามก็ค่อย ๆ เปลี่ยนตัวเขาให้กลายเป็นทหารที่หยาบกร้าน คริส เทเลอร์ จึงเป็นตัวละครที่รับหน้าที่สารที่โอลิเวอร์อยากจะสื่อถึงคนดูว่า การที่มนุษย์แต่ละคนจะรักษามนุษยธรรมไว้ในใจท่ามกลางสภาพแวดล้อมของสงครามโหดร้ายเช่นนี้ และโอลิเวอร์ ก็สามารถถ่ายทอดสารได้ครบถ้วนและโดนใจผู้ชม กลายเป็นหนังที่แจ้งเกิดเขาให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง หนังกวาดออสการ์มาได้ 4 รางวัลใหญ่ซึ่งรวมถึงผู้กำกับยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

 

2. SAVING PRIVATE RYAN (1998)

ผู้กำกับ : สตีเวน สปิลเบิร์ก
นักแสดง : ทอม แฮงค์ , แมตต์ เดมอน , ทอม ไซส์มอร์ , วิน ดีเซล , แบร์รี่ เปปเปอร์ , เอ็ดเวิร์ด เบิร์น , จิโอวานนี่ ริบิซี่
ปฎิเสธไม่ได้ว่านี่คือหนังสงครามที่ประสบความสำเร็จที่สุดในรอบ 20 ปีมานี่ ทั้ง ๆ ที่พลอตเรื่องราวของหนังดูจะเป็นจุดเล็ก ๆ ในสงครามใหญ่แต่กลับรู้สึกน่าสะเทือนใจเมื่อ ทอม แฮงค์ ในบทกัปตันมิลเลอร์ รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้นำทีมเข้าสู่กลางสมรภูมิในฝรั่งเศสเพื่อไปตามพลทหารไรอั้นกลับบ้าน และแจ้งข่าวร้ายว่าพี่ชายของเขาทั้ง 3 คนตายในสงครามแล้ว หนังดำเนินเรื่องไปพร้อมกับคำถามคำโต ๆ ที่เหล่าทหารในทีมและคนดูก็สงสัยพอกันว่า มันคุ้มแล้วหรือกับการเอาชีวิตของทหารทั้งทีมไปเสี่ยงเพื่อแลกกับเอาพลทหารนายเดียวกลับมา หนังยังตอกย้ำแรง ๆ ในฉากสุดท้ายที่ไรอั้นในวัยชรากับเมียยืนหน้าหลุมศพของกัปตันมิลเลอร์ แล้วก็ถามเมียเค้าว่า “ชีวิตของเขามีค่าเพียงพอหรือที่ชีวิตของคนพวกนี้ต้องมาเสียสละเพื่อตัวเขา” สุดท้ายหนังก็พิสูจน์คุณค่าตัวเองด้วยการคว้า 5 ออสการ์ ซึ่งรวมถึงผู้กำกับยอดเยี่ยมด้วย

 

1. APOCALYPSE NOW (1979)

ผู้กำกับ : ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา
นักแสดง : มาร์ลอน แบรนโด , มาร์ติน ชีน , โรเบิร์ต ดูวัล
ถ้าได้อ่านบทวิจารณ์หนังกันบ่อย ๆ หนึ่งในหนังที่ถูกอ้างถึงอย่างยกย่องอยู่บ่อยครั้งก็คือ APOCALYPSE NOW อีกผลงานมาสเตอร์พีซของฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ที่ส่งหนังสงครามเรื่องนี้ให้เข้าอยู่ในกลุ่มหนังอมตะที่จะถูกพูดถึงไปอีกยาวนาน หนังดัดแปลงมาจากนิยายของ โจเฟซ คอนราด เรื่อง “Heart of Darkness”ที่เขียนได้ในปี 1899 และถูกนำมันดัดแปลงเนื้อหาให้ร่วมสมัยขึ้น ปรับแต่งให้เรื่องราวเกิดขึ้นในสงครามเวียดนาม ตัวเอกของเรื่องคือกัปตันเบ็น วิลลาร์ด ที่ถูกส่งให้ไปสังหารผู้พันเคิร์ต หัวหน้าหน่วยกรีนเบเรต์ที่เกิดสติแตกและฆ่าหมู่ชาวเวียดนามไปหลายร้อยคน และตั้งตนเป็นศาสดาปกครองหมู่บ้านเล็ก ๆ ในป่าลึกกัมพูชาบทหนังของจอห์น มิลลิอุส และ ฟรานซิส ฟอร์ด ค่อนข้างเขียนอย่างเคารพนิยายต้นฉบับ โดยยังคงใจความที่ว่าถึงการเปรียบเทียบความ “ศิวิไลซ์ และ ป่าเถื่อน” โดยเล่าทั้งตามเนื้อหาที่นิยายได้พรรณาไว้และนำเสนอในภาพเชิงอุปมาที่ต้องตีความกัน แต่ก็ยังคงบรรยากาศของหนังสงครามไว้ด้วยการถ่ายทอดความรู้สึกของทหารในสงครามเวียดนาม ที่ต้องหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลาว่าทหารเวียดกงจะออกมาโจมตีเอาตอนไหน แม้หนังจะพลาดรางวัลใหญ่ไปจากเวทีออสการ์ แต่ก็ไม่ชได้มีผลกับความคลาสสิกของตัวหนังเลยแม้แต่น้อย

 

 

ข้อมูลบางส่วนจาก Screenrant.com

 

 

 

 

 

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...