โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ไขสูตรเลือกตั้งบัตร 2 ใบ “พปชร.” ไล่บี้ “เพื่อไทย” ประชาธิปัตย์ ต่ำ 50

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 มิ.ย. 2564 เวลา 06.41 น. • เผยแพร่ 21 มิ.ย. 2564 เวลา 01.04 น.

รายงานพิเศษ

การเมืองนอกทำเนียบรัฐบาลที่สัมพันธ์เป็น “กลไก” ลมใต้ปีกของรัฐบาล คือเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560

ผ่านการชงร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมากกว่า 15 ร่าง จากนักเลือกตั้ง 4 ก๊ก ประกอบด้วย ก๊กพลังประชารัฐ ก๊กพรรคร่วมรัฐบาล 3 พรรค ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา ก๊กฝ่ายค้าน ก๊ก Re-solution+พรรคก้าวไกล

กำลังทำสงครามแย่งชิงความคิดมวลชน ขายไอเดียรื้อโครงสร้างอำนาจ ทั้งที่เรื่องรัฐธรรมนูญยังไม่ได้อยู่ในจุดสนใจของคนทั่วไปส่วนใหญ่

เกมรื้อระบบเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญ ถูกชูขึ้นให้เป็นประเด็นใหญ่ เมื่อพรรคใหญ่ 3 ก๊ก พลังประชารัฐ 3 พรรคร่วมรัฐบาล และเพื่อไทย ผนึกกำลังชูแก้ไขระบบเลือกตั้งให้ย้อนกลับไปใช้ระบบบัตรเลือกตั้งบัตร 2 ใบ เขตเดียว-เบอร์เดียว ส.ส. 400 เขต+100 ปาร์ตี้ลิสต์

แต่ฟาก “ก้าวไกล” ปัดตกสูตรดังกล่าว เช่นเดียวกับกลุ่มการเมืองคู่ขนานนอกสภา Resolution แล้วชงรูปแบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ในระบบเยอรมัน

บัตร 2 ใบ พท.สูสี พปชร.

หากให้นักวิชาการ “คนกลาง” ที่วิจัยการเลือกตั้ง ไม่ว่าสูตรรัฐธรรมนูญ 2540-2550 สูตรเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียวในรัฐธรรมนูญ 2560 หรือรูปแบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ในระบบเยอรมัน “ดร.สติธร ธนานิธิโชติ” ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า วิเคราะห์ว่า

หากใช้สูตรเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ ตามรัฐธรรมนูญ 2540-2550 “พลังประชารัฐ” กับ “เพื่อไทย” สูสีกัน

“พลังประชารัฐ ถ้าสู้กันจริง ๆ ก็สูสีกับเพื่อไทย เพราะเพื่อไทย-พลังประชารัฐ องค์ประกอบของพรรคคล้ายกันในด้านตัวของผู้เล่น มี ส.ส.เขตในมือแข่งกัน เพื่อไทยก็มีความเป็นพรรค มีกระแสพรรคช่วยผู้สมัคร มีโอกาสที่เอากระแสพรรคไปได้ปาร์ตี้ลิสต์”

“เพื่อไทยอาจคิดยิ้มในใจว่า ถ้าใช้บัตรเลือกตั้ง 2 บัตร ก็ต้องไม่เหมือนเดิม นอกจากได้ ส.ส.เขตแล้วก็จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มด้วย ไม่ใช่แบบเลือกตั้งครั้งที่แล้วที่ใช้ระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสมแบบบัตรใบเดียว ทำให้ได้ ส.ส.เขตอย่างเดียว แต่อดได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ”

พรรคเพื่อไทยเดินเกมใหม่ เข็น “ทักษิณ ชินวัตร” ออกจากมุมมืด ล้างภาพเป็น “โทนี่ วู้ดซัม” สติธรอ่านเกมนี้ว่า

เพื่อไทยมั่นใจว่า ถ้ากลับมาใช้ 2 บัตรปุ๊บแล้วใช้พี่โทนี่ช่วย ก็จะเหมือนกับเพื่อไทย ปี 2554 หรือ 2550 ทักษิณคิด เพื่อไทยทำครั้งนี้ โทนี่คิด เพื่อไทยทำ ส่วนกระแสต้องวัดกัน

“แต่ตอนนี้ พี่โทนี่สร้างแบรนด์เก่ง และถ้าพี่โทนี่เห็นว่ากระแสดี จากที่เขาอั้น ๆ ท่อน้ำเลี้ยง เขาก็จะปล่อยหมด เป็นท่อสูบน้ำ คนทำธุรกิจก็ต้องคิดแล้วว่าลงทุนไปแล้วคุ้มหรือเปล่า เพราะการเลือกตั้งรอบที่แล้วไม่คุ้ม ก็เลยลงเท่าที่ได้ แต่ถ้ากระแสมาจริง เขาก็เพิ่มทุน”

“ส่วนพลังประชารัฐก็เช่นกัน มีคน ต่อให้กระแสพรรคอาจไม่ดี แต่พรรคก็มีวิธีอื่นไปกระตุ้นให้ผู้สมัครชนะในเขตได้ และสามารถขายพ่วงกับบัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อพรรค บัญชีรายชื่อได้มาเท่าไหร่ก็เท่านั้น อาจจะได้น้อยกว่าเพื่อไทย แต่ถ้านับเฉพาะ ส.ส.เขตก็ถือว่าสูสี เพราะไปดูดคนมาเยอะแล้ว”

ก้าวไกล ตัด เพื่อไทย

อย่างไรก็ตาม นายกฯในบัญชีของพลังประชารัฐ คือ“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่ตอนนี้คะแนนนิยมลดฮวบ หลังเจอวิกฤตโควิด-19 ผสมโรงกับภาวะเศรษฐกิจ จน “นายกฯลุงตู่” เมาหมัด

ส่วนเพื่อไทย ใช้ความสำเร็จของ“ทักษิณ” ตอนปราบไข้หวัดนกมาเป็นจุดขาย และล้างภาพ “ทักษิณ” เปลี่ยนเป็น“โทนี่” ฉายวิสัยทัศน์ทุก ๆ สองสัปดาห์ผ่านคลับเฮาส์ ถ้าต้องถึงเวลาแข่งกันจริง ๆ พลังประชารัฐจะสู้เพื่อไทยได้จริงหรือไม่

“สติธร” ชวนคิดอีกมุมว่า เวลาคิด ต้องคิดสามเส้า โทนี่ก็โทนี่เถอะ เพราะโทนี่ก็จะเจอก้าวไกล เป็นคนเบรกกระแส พลังประชารัฐต้องประเมินว่า คู่เพื่อไทยและก้าวไกลต้องตัดคะแนนกันเอง ต่อให้โทนี่มา ลุงตู่ฝ่อ แต่ยังมีปัจจัยอื่นที่ไปสร้างอำนาจรัฐ อำนาจทุน หัวคะแนน ผู้นำท้องถิ่นที่ดึงมาเป็นพวก ขี้หมูขี้หมาต้องมีคะแนนจัดตั้ง

“พลังประชารัฐจึงพอสู้ไหว เพราะคู่แข่งก็ต้องตัดคะแนนกันเอง แต่ของพลังประชารัฐไม่ต้องกระแส ฐานเสียงล้วน ๆ ถ้ามีกระแสก็ดี เพราะเป็นอีกกลุ่มที่ไม่เลือกฝั่งโทนี่-เพื่อไทย หรือก้าวไกลอยู่แล้ว”

ดังนั้น เขาก็ประเมินแล้วว่า เปลี่ยนเป็นระบบเลือกตั้ง 2 บัตรก็คุ้ม เพราะดูแล้วตัวผู้เล่นอยู่ที่เขต ไปใช้บัตรใบเดียวเหมือนเดิมก็เหมือนเพื่อไทย ที่ไม่ได้บัญชีรายชื่อแม้แต่คนเดียว แต่ถ้าคิดแบบเลือกตั้ง 2 ใบ ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ต้องคิดในมุมแบบเพื่อไทย อย่างน้อยก็ได้ ส.ส.เขตอยู่แล้ว และได้ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่มขึ้นอีก 10-20 คน ก็ต้องมี

อนาคตพรรคขนาดกลาง

ตอนนี้ภูมิใจไทย (ภท.) และชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) เขาเคาะกำลังคนของเขาอยู่ บัตรใบเดียวก็ดีสำหรับเขาอยู่แล้ว เขามีผู้สมัครเขตแข็ง ๆ ไม่เยอะ แต่มีโอกาสได้ชัวร์ หรือต่อให้ไม่ได้เป็น ส.ส. ก็ได้คะแนนเยอะ แล้วค่อยนำคะแนนตกน้ำมารวมเป็นบัญชีรายชื่อทีหลัง จริง ๆ ประชาธิปัตย์ก็ต้องไปกับสูตรเลือกตั้งบัตรใบเดียว เพราะประชาธิปัตย์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

“แล้วประชาธิปัตย์ ก็ต้องคิดว่า เขตมีในมือแค่ไหน ภาคใต้อาจจะได้สักครึ่งหนึ่งของทั้งหมด จาก 50 ที่นั่ง กทม.ก็ไม่ได้อยู่แล้ว ภาคอื่นก็ได้ประปราย แต่ถ้าไปกับบัตรเลือกตั้งใบเดียวก็ได้คะแนนตกน้ำ ได้ ส.ส.เขต 30 คน ส่วนคะแนนที่กระจาย ๆ ก็จะได้บัญชีรายชื่อกลับมาประมาณเดิม หรืออาจจะหย่อนไปหน่อย 40-50 ต้องมี”

แต่ถ้าไปบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ตามรัฐธรรมนูญ 2540-2550 ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา ลุ้นได้แค่เขต แปลว่ามีเขตในมือเท่าไหร่ก็ได้ในมือเท่านั้น แต่ปาร์ตี้ลิสต์หลงเข้ามาไม่เกิน 5 คน เพราะเวลาแยกบัตร 2 ใบ คนจะไปเลือกตามว่าใครมาเป็นนายกฯ กระแสพรรคเป็นอย่างไร

“จากพฤติกรรมการลงคะแนนเลือกตั้งของคนไทย เวลาลงคะแนนแยกบัตร 2 ใบ พรรคที่ไม่ได้มีลุ้นว่าเป็นนายกฯ มักจะไม่ค่อยได้คะแนน เหมือนตอนเลือกตั้ง 2554 พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส.เขต 29 คน คะแนนบัญชีรายชื่อได้แค่ 1.7 ล้านคะแนน แต่คะแนนเขตได้ 3.5 ล้านคะแนน”

“แต่ชนะกี่เขตก็ได้แค่นั้น คะแนนก็ตกน้ำ ไม่ได้ top up ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคกลาง ๆ จึงไม่ชอบ เพราะบัญชีรายชื่อที่แยกออกมาต่างหาก ไม่ได้จูงใจให้คนไปกาพรรคพวกนี้ ถ้าแยกบัตร ได้ ส.ส.เขตเท่าไหร่ พรรคประชาธิปัตย์ก็จะได้เท่านั้น และบัญชีรายชื่อแค่ 5% หรือ 5-10 ที่นั่ง”

3 พรรคแท็กทีมหานายกฯคนใหม่

สติธรวิเคราะห์ว่า ความจริงแล้ว 3 พรรค บัตรใบเดียวได้ประโยชน์อยู่ สู้แบบบัตรใบเดียวขาย ส.ส.เขต เพราะทั้ง 3 พรรคมีตัวเล่น ภูมิใจไทยมีอีสานใต้ ภาคใต้ ประชาธิปัตย์มีฐานภาคใต้ ชาติไทยพัฒนามีฐานภาคกลาง แล้วหาผู้สมัครที่ใช้ได้ แม้ไม่ถึงเกรดเอ แต่สามารถโกยคะแนนเข้าพรรคได้กระจายตามจังหวัดต่าง ๆ ได้

แต่ปัจจุบัน“ประชาธิปัตย์แค่เอาตัวรอดไปให้ได้ก่อน เมื่อขั้วการเมืองยังเป็นอย่างนี้ ตัวเองไม่ได้เป็นผู้นำของขั้วก็จะอยู่ยากหน่อย และไม่มีตัวเสนอเป็นนายกฯ แม้มีตัว แต่ความเป็นไปได้ก็ยาก”

มีทางเดียว 3 พรรคร่วมรัฐบาล ถ้าจับมือกันแน่น ๆ เป็นพรรคทางเลือกที่ 3 ให้ได้ แล้วชูนายกฯขึ้นมาคนหนึ่งของกลุ่มตัวเอง ขายพ่วงกันไปก็ยังพอได้

ก้าวไกลหวังเก้าอี้เพิ่ม

อีกสูตรหนึ่งคือ บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แบบเยอรมัน ในสูตร MMP ที่ก้าวไกล-Re-solution เสนอนั้น สติธรอ่านเกมว่า วิธีคำนวณของระบบ MMP เวลาคิดคะแนนจะเหมือนกับระบบ MMA ที่เราใช้เลือกตั้งบัตรใบเดียว ในรัฐธรรมนูญ 2560 วิธีคำนวณเหมือนกัน ต่างกันที่เลือกตั้งบัตรสองใบ หรือบัตรใบเดียว แต่ถ้าเอาปาร์ตี้ลิสต์ทั้งประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง การคิดจำนวน ส.ส.ก็จะคล้ายกับรัฐธรรมนูญ 2560 นับคะแนนตกน้ำ

“วิธีคิดแบบบัตรใบเดียวทำให้อนาคตใหม่ได้คะแนนเยอะ จึงเชื่อว่าวิธีคิดแบบ MMP ใช้กระแสพรรค เพื่อให้คนมาเลือกบัตรพรรคเยอะ ได้กี่เปอร์เซ็นต์ ก็เอาไปคำนวณว่าได้ ส.ส.เท่าไหร่ ก็มีโอกาสได้เหมือนเดิม คนเลือกมา 16% ก็ต้องได้ 16% จากที่นั่งทั้งหมดคือ 80 เสียง”

“ดังนั้น ถ้าบัตรเดียวแบบรัฐธรรมนูญ 2560 ก้าวไกลไม่น่าจะได้มากกว่าเดิม แต่ถ้าเปลี่ยนมาเป็น MMP ไม่น่าจะต่ำกว่าเดิม และมีลุ้นจะได้มากขึ้น”

ส่วนพรรคเพื่อไทย-พลังประชารัฐ แนวโน้มได้แต่ ส.ส.เขต ไม่ได้คะแนนตกน้ำบัญชีรายชื่อ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...