โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จาก “ซานดิเอโก” สู่ “รัตนโกสินทร์ 2019” ชีวิตและการเดินทางสองฟากโลกของ “ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน”

TheHippoThai.com

เผยแพร่ 21 ต.ค. 2562 เวลา 01.00 น. • THE HIPPO | Another Point Of View

“ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน” หรือ “คุณใหม่” พระธิดาคนเล็กในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ผู้ที่เกิดและเติบโตที่เมืองซานดิเอโก ศึกษาระดับชั้นมหาวิทยาลัยที่นิวยอร์ก และปัจจุบันได้ทำงานด้านประวัติศาสตร์ในประเทศไทย เส้นทางชีวิตจากโลกตะวันตกสู่ตะวันออกได้หลอมรวมให้คุณใหม่เป็นคุณใหม่ในทุกวันนี้ได้อย่างไร และสาขาวิชา “ประวัติศาสตร์” ที่ท่านศึกษาสำคัญและส่งผลกับชีวิตขนาดไหน ติดตามได้ในบทสัมภาษณ์สุดพิเศษนี้

เป็นที่ทราบกันดีว่าคุณใหม่ได้เกิดและใช้ชีวิตในวัยเด็กที่เมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา การเติบโตในสังคมตะวันตกนั้นได้ส่งผลดีในหลาย ๆ ด้านกับให้กับชีวิตวัยเด็กของคุณใหม่คนนี้

“อยู่และโตที่อเมริกามันก็ส่งผลที่ดีเยอะพอสมควร ก็จะรู้สึกว่าชีวิตมันเรียบง่ายมากเลย มันก็ทำให้เราเป็นคนที่ชิล ทำให้เป็นคนที่อะไรก็ได้หมด ไม่ได้หวังอะไร ก็แค่ใช้ชีวิตง่าย ๆ เหมือนคนทั่วไป” คุณใหม่เล่าถึงวัยเด็กที่ไม่มีตำรวจและไม่มีใครสนใจว่ามาจากที่ไหนหรือเป็นใคร “ทุกคนอยู่เสมอกันหมด มันส่งผลลัพธ์ที่ดีในแง่ของคนที่ชอบอะไรที่เรียบง่าย ไม่จำเป็นต้องมีคนอยู่รอบเราเยอะ การที่โตที่นั่นมันทำให้รู้สึกว่าเราสมถะและชอบใช้ชีวิตอยู่แบบเรียบง่าย”

“เมื่อก่อนถ้าตื่นอยากไปวิ่งหรือกินกาแฟก็ไปได้เลย แต่ตอนนี้พอกลับมาอยู่เมืองไทยมันก็เป็นชีวิตอีกแบบ ความเป็นอิสระมันก็ลดลง แต่อยู่ที่นี่ก็เข้าใจว่ามันคืออีกแบบหนึ่ง ยังจำได้เลยว่าช่วงเย็นถ้าพระอาทิตย์จะตก จะปีนลงเขาคนเดียว ลงไปว่ายน้ำอยู่ในทะเล ช่วงหลังทำงานที่ออกทีวีคนรู้จักเยอะ มันดูโก้แต่บางทีก็นึกถึงตอนเด็ก จริง ๆ มันก็ดี มันทำให้ชีวิตมีความสุขด้วย”

ณ ตอนไหนของวัยเด็กที่คุณใหม่ทราบว่า Grandfather is King?

“ก็รู้ตั้งแต่เด็ก” คุณใหม่หัวเราะ “แต่อาจจะไม่ได้เข้าใจลึกซึ้ง เพราะไม่ได้อยู่เมืองไทย ตอนเด็ก ๆ จะไม่ได้คิดอะไรเยอะกับเรื่องนี้ว่าเป็นคิงหรือในเรื่องไหน เราไม่ได้คิดถึงยศ ฐานะ ชื่อเสียง หรือเป็นคนนี้คนนั้น ตอนเด็ก ๆ ตอนนั้นสิ่งที่รู้คือท่านเป็น ‘Grandfather’ สำหรับเรา เราคิดแบบนี้มากกว่า แต่ตอนกลับมาตอนท่านสวรรคตก็จะเห็นชัดว่าท่านเป็นที่รักมากขนาดไหน”

จากซานดิเอโกบินลัดฟ้าไปยังอีกฝากของทวีปอเมริกาเหนือ ณ เมืองนิวยอร์ก มหานครที่ทำให้คุณใหม่ได้เป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็น ทั้งวิชาประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัย และการใช้ชีวิต

“มันเริ่มจากความอยากรู้อยากเห็นและเป็นคนที่ชอบตั้งคำถาม เพราะบางทีสิ่งที่เราเห็นกับตามันไม่ได้เป็นแบบนั้น เป็นคนที่คิดว่าประวัติศาสตร์ประกอบได้หลายเรื่อง จริง ๆ มันเป็นสิ่งที่สนุก มีหลายมิติของมัน ถ้าทำงานด้านนี้มันอาจจะเปลี่ยนวิธีคิด” คุณใหม่อธิบายถึงเบื้องหลังแรงบันดาลใจที่เลือกเรียนในแขนงนี้

“ประวัติศาสตร์ที่เราเห็นอยู่กับตามันไม่ใช่แค่นี้ ถ้าเราค่อย ๆ แยกองค์ประกอบมันออกหมด แล้วประกอบใหม่ด้วยมุมมองของคนหลาย ๆ คน เพราะจริง ๆ ประวัติศาสตร์มันประกอบด้วยหลายอย่าง และประวัติศาสตร์มันเป็นวิชาที่ทำให้เข้าใจความเป็นต้นกำเนิด ไม่ใช่แค่เข้าใจอดีต แต่เข้าใจว่าทำไมเรามาถึงจุดนี้แล้วเราจะเดินหน้าอย่างไร”

ช่วงเวลาที่อยู่ที่นิวยอร์กนี่เองคือช่วงเวลาที่คุณใหม่รู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่มากที่สุด “มันเป็นเมืองที่ถ้าอยากได้โอกาส มันมีโอกาสอยู่เต็มไปหมด มีทุกอย่างให้เลือกแล้วแต่ว่าคุณอยากทำอะไร ถ้าคุณอยากได้ชีวิตที่หรูหราเหมือนในซีรีส์ Gossip Girl ก็ทำได้ แต่อาจจะไม่มีตังค์พอ…ไปคลับ…ไปนั่งที่บันไดหน้า The MET (Metropolitan Museum of Art) หรือถ้าเป็นคนที่อยากไปทำงานด้านพิพิธภัณฑ์ เป็นภัณฑารักษ์ก็สามารถที่จะเข้าไปฝึกงานที่ The MET ก็ได้ สามารถที่จะเข้าไป Design Museum ที่มีอีเวนท์ทุกอาทิตย์ได้”

“มันเป็นชีวิตที่รู้สึกว่าเป็นอิสระ เป็นตัวของเราเองได้หมด 100% เพราะคนที่อยู่ในเมืองนั้นทำงานหลายประเภท ทุกคนใจกว้างหมด ที่รู้สึกว่าได้เป็นตัวของตัวเอง เพราะว่าตอนอยู่ซานดิเอโกตอนเด็ก ๆ จะเป็นคนที่ไม่มั่นใจเท่าไร อย่างพี่พลอยตอนนั้นก็เป็นคนที่เล่นละคร เลยรู้สึกว่าตอนอยู่นิวยอร์กมันเป็นครั้งแรกที่เราเป็นตัวของตัวเองได้ เพื่อนที่นั่นก็ชอบความเป็นเรามากกว่า ที่เป็นคนอาจจะบ๊อง ๆ หน่อยหนึ่ง รู้สึกว่าเป็นครั้งแรกที่เราสบายใจที่ได้เป็นตัวเองอย่างแท้จริง และเป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้เรารู้ว่าเราอยากทำงานด้านใด ควรจะเดินหน้าอย่างไร เราเป็นคนแบบไหน รู้สึกมันเป็นช่วงเวลาที่เราโตขึ้นจริง ๆ“

ถึงวันหนึ่งชีวิตนักเรียนประวัติศาสตร์ก็ได้หันเหไปในแนวทางสายแฟชั่น ที่ทำให้หลายคนงง แม้กระทั่งตัวท่านเอง คุณใหม่หัวเราะกับเรื่องนี้ก่อนจะอธิบาย…

“ตอนเรียนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เราได้เข้าไปคุยกับคนที่ทำงาน NGO เลยรู้ว่าเป็นคนที่ไม่อยากทำงานการเมืองเลย จริง ๆ เรามีความเป็นศิลปะในตัวเรา เป็นคนชอบความครีเอทีฟ และที่อเมริกางานอนุรักษ์ งานพิพิธภัณฑ์มันเป็นงานที่เข้าถึงยาก เลยไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นงานที่เข้าถึงได้ ตอนนั้นก็อยู่นิวยอร์กเห็นว่ามีเพื่อนทำงานแฟชั่นหลายคน ก็อยากลองดูว่าจะเป็นอย่างไร และโดยบังเอิญเราก็เห็นใน Craigslist (เว็บไซต์ประกาศหางาน) เขาก็มีการประกาศหาตำแหน่งฝึกงานที่ Yohji Yamamoto ซึ่งเขาก็รับเรา”

ฝึกงานอยู่ที่ Yohji Yamamoto อยู่สักช่วงหนึ่ง คุณใหม่ก็ได้ไปทำงานยัง Hermès ที่ซึ่งทำให้คุณใหม่ตระหนักได้ว่าท้ายที่สุดแล้วตัวเองเหมาะกับงานทางด้านไหน “คนที่เป็นหัวหน้าช่วงเวลานั้นเขาเคยเป็นทีม PR ของ Costume Institute (สถาบันเครื่องแต่งกาย) เป็นพิพิธภัณฑ์ผ้าของ The Met ยังจำได้เลยเขาเรียกเรามาบอกว่าจริง ๆ แล้วเราเหมาะสมที่จะทำงานแบบนั้นมากกว่า เขาบอกว่า ‘คุณเป็นคนที่ชอบอะไรวิชาการ (academic)’ นั่นก็คือน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่คิดว่าอยากทำงานประวัติศาสตร์ อยากจะทำงานพิพิธภัณฑ์ อยากทำงานอนุรักษ์ “

“หลังจากนั้นเราทิ้งไปสักพักหนึ่งเพราะว่าตอนทำ Costume Institute ปัญหาคือพิพิธภัณฑ์ผ้าแบบนี้ในโลกไม่ค่อยมี ถ้าจะทำงานด้านนี้จริง ๆ ต้องกลับไปเรียนเป็น PhD (ปริญญาเอก) แล้วก็ไม่ค่อยมีคนออกจากการเป็น Head Curator เพราะตำแหน่งนี้มันมีน้อยอยู่แล้ว คนที่อยู่เขาเลยไม่ออกกัน คนที่เป็นหัวหน้ารู้สึกตอนนี้เขายังเป็นอยู่นะ 20 กว่าปีแล้ว” คุณใหม่เล่าปนหัวเราะ

“เราเลือกเส้นทางที่แคบเกิน เราไม่สามารถขยับเขยิบได้” คุณใหม่พูดถึงสายงานที่ตัวเองตั้งใจเลือกในยามนั้น “มันทำให้เราสับสนเลยออกไปทำงาน PR และไปเดินทางเป็นนักผจญภัยอยู่หลายปี หลังจากนั้นก็เริ่มแก่…ก็เริ่มคิดว่าจริง ๆ อยากเปลี่ยนงาน นี่คือจุดเปลี่ยนสุดท้ายตอนอายุ 29 - 30 ที่มันถึงเวลาที่ต้องเลือกเส้นทางใหม่แล้ว ตอนนั้นกลับมาเมืองไทยก็ได้คุยกับกรมสมเด็จพระเทพฯ ว่าสนใจงานด้านนี้ครีเอทีฟอนุรักษ์ ท่านก็ไกด์ให้เราทำกับกรมศิลป์ ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ทำให้กลับมาอยู่ไทย” และนี่คือจุดเริ่มต้นของการที่คุณใหม่ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวังหน้านฤมิต ที่หลายคนต่างพูดถึง

จากตะวันตกสู่ตะวันออก เราอดไม่ได้ที่จะสอบถามว่าเกิด “Cultural Shock” หรือการปรับตัวกับวัฒนธรรมไม่ได้หรือไม่?

“ไม่อยากพูดว่าไม่ได้เป็นนะ เพราะมันจะดูเหมือนเราเก่ง” คุณใหม่เว้นจังหวะหัวเราะอีกครั้ง “ถ้าพูดตรงไปตรงมาเราอาจจะไม่ได้ช็อก เพราะตั้งแต่เด็กพี่เลี้ยงก็เป็นคนไทย ก็เลยมีความเป็นไทยในตัวเรา ได้กลับเมืองไทยปีละสองครั้ง อยู่ในบ้านที่พูดภาษาไทยตลอด ดูละครไทย ตอนกลับมาเลยก็ไม่ได้ช็อก”

“ไม่เคยรู้สึกเครียดกับระบบที่นี่เพราะเข้าใจ” คุณใหม่เล่าต่อ “เป็นคนเดินทางเยอะตั้งแต่เด็ก ๆ เลยไม่เคยหวังว่าใครจะเปลี่ยนเพื่อเรา ถ้ามาอยู่เมืองไทยวัฒนธรรมของไทย เราไม่ควรให้คนเปลี่ยนอะไรให้เรา แต่เราต้องเปลี่ยนเพราะมันจะทำให้เราโตขึ้น”

“เราเข้าใจมันเป็นระบบที่นี่” คุณใหม่กล่าวต่อ “ถ้าพูดตรงไปตรงมาอีกคือทำงานสื่อสารกันไม่มีปัญหา จะมาเกิดกับเรื่องวัฒนธรรมมากกว่า บางทีเราคุยกันแต่ไม่ได้เข้าใจกัน เราใช้ชีวิตอยู่ที่นิวยอร์กสิบกว่าปี ซึ่งคนนิวยอร์กจะเป็นคนตรงไปตรงมาคิดอะไรก็พูดตามนั้น ทำงานถ้าไม่เห็นด้วยกับอะไรก็จะพูดเลยว่าไม่ชอบแบบนี้ เราควรจะทำแบบนั้น ตอนกลับบ้านมันก็จบ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เลยจะเป็นคนที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา สัมภาษณ์ไปก็เป็นตามนั้น จะเป็นคนไม่โกหก แต่ตอนกลับเมืองไทยมันต้องใช้วิธีที่นุ่มนวลกว่า”

“ซึ่งจริง ๆ เราไม่ได้เป็นคนนุ่มนวลนะ เป็นคนที่เงียบ บางทีถ้าเงียบหน้าไม่ยิ้มคนก็รู้สึก ตอนกลับมาเมืองไทยเลยต้องเปลี่ยนวิธีพูด บุคลิก บางทีไม่ควรตรงไปตรงมา ตอนแรกมันต้องปรับตัวหน่อยหนึ่ง วิธีพูด เสียง อารมณ์ ทำหน้าตา ตอนทำงานกับคนอื่นเคยมีคนงอนไม่คุยกับเราหลายวัน ตอนนั้นก็ไม่เข้าใจเพราะพูดตรงไป”

คุณใหม่ยอมรับว่าแม้แต่ตอนนี้ก็ยังรู้สึกยากกับภาษาและวัฒนธรรมไทย ที่บางครั้งจะไม่ค่อยตรงไปตรงมา “คนพูดมาแบบนี้เราก็โอเคได้นะ แต่สองสามวันผ่านไปเป็นอีกอย่าง ฉันก็อะไร! มันเหมือนจัสติน บีเบอร์เพลง ‘What do you mean?’ เลย บางทีถ้างงจริง ๆ กลับวังก็เปิดเพลงนี้ร้อง”

แน่นอนว่าการเป็นคนไทยที่เกิดและใช้ชีวิตอยู่ที่ซานดิเอโก และนิวยอร์กก่อนจะกลับมายังประเทศไทยนั้น ได้ผสมผสานให้ท่านผู้หญิงสิริกิติยาผู้นี้กลายเป็นคนที่หลอมรวมวัฒนธรรมจากทั้งสองโลกเข้าไว้ในคน ๆ เดียวอย่างไม่น่าเชื่อ ดังที่ท่านจะเล่าดังต่อไปนี้…

“เพื่อนบางคนที่เป็นฝรั่งบอกว่า I’m very confusing. (ฉันน่ะสับสนเหลือเกิน) บอกว่าเราเป็นคนที่ดูยาก เพราะบางทีก็ทำตัวดูเป็นฝรั่ง แต่จริง ๆ ความคิดเป็นไทย เพราะฉะนั้นเราอยู่ตรงกลาง…ตรงกลางมาก ๆ”

“คือจะเป็นคนที่ไอเดียการทำงานเป็นฝรั่งมาก เคยมีคนฟังสัมภาษณ์เขาบอกว่าคอนเซ็ปต์ของงานเรามีวิธีคิดเป็นฝรั่ง 100% เลย แต่นิสัยและการเข้าสังคมเหมือนคนไทย เคยมีคนไทยหลายคนบอกว่าแม้เราจะดูหน้าตาเป็นฝรั่งตรงไปตรงมาบางที แต่ในตัวเองจริง ๆ มีความเป็นไทยเยอะ หลายคนก็บอกว่าเราเป็นคนที่เข้าใจยากเพราะมีทั้งสอง”

“มันทำให้เราเข้าใจทั้งสองวัฒนธรรม” คุณใหม่พูดถึงข้อดีกับการเป็นส่วมผสมของทั้งสองโลก “เลยมีวิธีคิดที่ออกเป็นตะวันตก แต่วิธีที่ดำเนินงานไปก็เป็นวิธีที่เป็นไทย มันทำให้ไอเดียมันเดินหน้าได้ ซึ่งก็เป็นประโยชน์กับงาน แต่เราไม่เคยแยกว่าจะทำแบบตะวันตกหรือไทย” คุณใหม่ออกตัว “เราก็เอาคอนเซ็ปต์ของฝรั่งมาปรับอยู่ในวัฒนธรรมไทย และวิธีที่ดำเนินงานมันเป็นวิถีไทยเราเลยเลือกผสมกัน ส่วนใหญ่ไอเดียเป็นฝรั่งแต่คอนเทนต์เป็นไทย” ซึ่งนี่เองคือเบื้องหลังการทำงานของโปรเจกต์วังหน้านฤมิต ที่คุณใหม่มีส่วนร่วม

ถ้าอย่างนั้นแล้วก็เหมือนตัวคุณใหม่ด้วยหรือไม่ ที่สนใจประวัติศาสตร์ แต่ในขณะเดียวกันก็สนใจแฟชั่นด้วย? คุณใหม่ตอบกับเราว่า “May be” (ก็อาจจะ) พร้อมรอยยิ้ม

ถึงวันนี้ในวันที่ตัดสินใจกลับมาอยู่ประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายงานทางด้านประวัติศาสตร์ที่คุณใหม่คลุกคลีอยู่ หากมองในมุมคนทำงานที่ไม่ได้มีการสนับสนุน…รายได้จากสายอาชีพนี้จะพอเลี้ยงชีพหรือไม่

“No” คุณใหม่ตอบสั้น ๆ แล้วหัวเราะ “บางคนแค่มีพอกินพอใช้ก็ถือว่าเขามีความสุขแล้ว เหมือนทำงานราชการ แต่ถ้าจะบอกว่าคนส่วนใหญ่พอหรือเปล่า…มันอาจจะค่อนข้างน้อยเพราะมันเป็นงานที่เป็นวิชาการ บางคนก็ลำบากจริง ๆ ข้าราชการทุกคนที่เข้ามาทำมันก็ไม่ง่ายนะ ต้องสอบด้วย คนที่เข้ามาก็เก่งหลายคน ในความคิดคือเขาทำเพื่อชาติเลย”

ในสายตาของคุณใหม่ “ประวัติศาสตร์” ที่คุณใหม่คลุกคลีอยู่ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำให้มันเดินไปกับยุคปัจจุบัน สิ่งที่ต้องทำคือ…ทำให้ประวัติศาสตร์ และเรื่องเล่าในอดีตกลายเป็นเรื่องปัจจุบันเสียเอง “ต้องให้คนเห็นว่าประวัติศาสตร์มันเป็นเรื่องปัจจุบัน มันไม่เคยแยกจากกัน” คุณใหม่ย้ำ “มันไม่ใช่แค่ส่งผลกับชีวิตของเรา แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของมัน ถ้าเราคิดว่ามันเป็นเรื่องอยู่ไกลเกินไป มันก็อยู่อย่างนั้นไม่เดินหน้า เราต้องทำให้ผู้คนเป็นส่วนหนึ่งด้วยการพูดถึง และสร้างประวัติศาสตร์นั้นขึ้นมา”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...