โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศิลปะที่หลอมรวมความจริงเข้ากับความแปลกประหลาดมหัศจรรย์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 15 ม.ค. 2563 เวลา 10.48 น. • เผยแพร่ 15 ม.ค. 2563 เวลา 10.48 น.

เนื่องในโอกาสที่หนังสือ “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” ผลงานของนักเขียนรางวัลโนเบลชาวโคลัมเบีย กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ (Gabriel García Márquez) งานเขียนชิ้นเอกของวรรณกรรมแบบสัจนิยมมหัศจรรย์ ที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาลในสเปน และได้รับการแปลมากกว่า 46 ภาษา ขายไปแล้วกว่า 50 ล้านเล่มทั่วโลก

กำลังมีฉบับภาษาไทย (ที่แปลจากต้นฉบับภาษาสเปนโดยชนฤดี ปลื้มปวารณ์ และจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บทจร) ออกวางตลาดในบ้านเรา

ประจวบกับมีมิตรสหายนักอ่านทางออนไลน์ผู้สนใจวรรณกรรมและศิลปะท่านหนึ่ง สอบถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างวรรณกรรมสัจนิยมมหัศจรรย์กับกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะกระแสหนึ่ง

ก็เลยถือโอกาสมาเล่าให้อ่านกันในนี้ด้วยเลย

แรกเริ่มเดิมที “สัจนิยมมหัศจรรย์” (Magical Realism) นั่นมีรากเหง้ามาจากกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะ Magischer Realismus หรือ Magic Realism ที่เริ่มต้นที่เยอรมนี ในช่วงปี 1920 โดยพัฒนามาจากกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะ Neue Sachlichkeit หรือ New Objectivity (ภาษาไทยเรียกว่า สัจนิยมใหม่) ที่เกิดขึ้นเพื่อต้องการหลีกหนีจากกระแสศิลปะ Expressionism ที่ไม่มุ่งแสดงออกถึงความเป็นจริงอย่างเคร่งครัด

หากแต่เน้นการแสดงออกอย่างฉับพลันจากอารมณ์ความรู้สึก จิตใต้สำนึกและสัญชาตญาณอย่างฉับพลัน ซึ่งเฟื่องฟูในเยอรมนีในยุคก่อนหน้า

แต่ Magic Realism ไม่เน้นในการทำงานในเชิงวิพากษ์วิจารณ์สังคมอย่างจะแจ้งรุนแรงเหมือน New Objectivity แต่เน้นในการสำรวจความแปลกประหลาดและความไม่สอดคล้องลงรอยกันของการมีชีวิต และความรู้สึกแปลกแยกโดดเดี่ยวในสังคมสมัยใหม่มากกว่า

ศิลปิน Magic Realism มักจะวาดภาพที่มีรายละเอียดสวยงามเหมือนจริง ด้วยมุมมองแปลกตา น่าพิศวง เพื่อนำเสนอความน่าประหลาดมหัศจรรย์ที่เราพบเจอในชีวิตจริง ทั้งการใช้สัญลักษณ์, อุปมานิทัศน์ (การเล่าเรื่องโดยใช้สัญลักษณ์เปรียบเทียบแทนการบอกเล่าความหมายโดยตรงหรือการใช้ภาษาเขียนออกมา), การรวมตัวกันของสิ่งที่อยู่ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต, การผสมผสานวัตถุสิ่งของแปลกตาจากต่างวัฒนธรรม, การจับคู่เปรียบของสิ่งที่ขัดแย้งกัน และการกลับไปใช้รูปแบบและเทคนิคการวาดภาพแบบคลาสสิค ทั้งการวาดภาพเหมือนจริงด้วยฝีมืออันชำนิชำนาญ และเทคนิคการใช้น้ำมันและสีฝุ่นผสมไข่ แบบเดียวกับศิลปะในยุคเรอเนสซองส์

ดังเช่นในผลงานของอัลเบิร์ต คาเรล วิลลิง (Albert Carel Willink) ที่ผสมผสานวัตถุสิ่งของแปลกตาจากต่างวัฒนธรรมเข้ากับสถาปัตยกรรมแบบโรมัน ในทิวทัศน์อันเวิ้งว้าง หรือคริสเตียน แชด (Christian Schad) ที่ผสมผสานลักษณะอันแปลกประหลาดเหนือจริงเข้ากับภาพของความเป็นจริงเพื่อแสวงหาความเป็นจริงผ่านมุมมองใหม่ๆ

ซึ่งกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะ Magic Realism นี้เอง ที่ส่งอิทธิพลข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ และแตกหน่อต่อยอดจนเกิดงานศิลปะในแขนงต่างๆ ทั้งงานจิตรกรรม ภาพถ่าย ภาพยนตร์

หรือแม้แต่งานวรรณกรรมที่เป็นที่รู้จักในภายหลังในชื่อเมจิกคัลเรียลลิสต์ (Magical Realism) หรือสัจนิยมมหัศจรรย์ ที่โด่งดังอย่างกว้างขวางนั่นเอง

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า Magic Realism เป็นศิลปะประเภทเดียวกับศิลปะเซอร์เรียลลิสต์ (Surrealism) ด้วยลักษณะของความแปลกประหลาดเหนือจริงที่ปรากฏอยู่ในผลงานของศิลปินทั้งสองกระแส

แต่ศิลปิน Magic Realism ปฏิเสธความเชื่อมโยงที่ว่านี้ เพราะพวกเขาไม่ต้องการแสดงสภาวะของจิตไร้สำนึก ความฝัน หรือสภาวะภายในจิตใจ ที่ได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของซิกมุนด์ ฟรอยด์ เช่นเดียวกับศิลปินเซอร์เรียลลิสต์ แต่พวกเขาต้องการแสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ที่พวกเขาได้ประสบพบเจอในชีวิตประจำวันด้วยแง่มุมลึกลับเหนือจริงต่างหาก

พูดง่ายๆ ว่า ในขณะที่ศิลปินเซอร์เรียลลิสต์ใช้ความแปลกประหลาดเหนือจริงเพื่อปฏิเสธและหนีความเป็นจริงและเหตุผล รวมถึงความเชื่อทางศาสนาและความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ที่พวกเขามองว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดสงครามที่ฆ่าคนตายไปนับล้านและนำพาความทุกข์ยากมาสู่ผู้คน

แต่ศิลปิน Magic Realism ผนวกความแปลกประหลาดเหนือจริงเข้ากับความเป็นจริง เพื่อแสวงหาความเป็นจริงผ่านมุมมองใหม่ๆ เสียมากกว่า

ศิลปินละตินอเมริกันที่ได้รับอิทธิพลจากกระแสศิลปะ Magic Realism อีกคนที่หลายคนรู้จักกันดีอย่าง ฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo) ศิลปินชาวเม็กซิกันผู้วาดภาพที่ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว ทั้งความรัก ความโกรธ ความเศร้า ความเจ็บปวด ความผิดหวัง ความร้าวรานในชีวิตคู่ ความทุกข์ทรมานจากอาการเจ็บป่วย

เธอมักจะเขียนภาพเหมือนของตัวเอง ถึงแม้เธอจะมีความเกี่ยวพันกับศิลปินกลุ่มเซอร์เรียลลิสต์ฝรั่งเศส แต่แนวทางการทำงานของเธอก็แตกต่างอย่างสิ้นเชิง โดยเธอกล่าวว่า “ฉันไม่เคยวาดภาพความฝัน หรือฝันร้าย แต่ฉันวาดภาพความเป็นจริงส่วนตัวของฉัน”

ซึ่งความเป็นจริงนั้นกินความหมายรวมถึงดินแดนอันซับซ้อนภายในจิตใจของเธอ ที่ผนวกรวมเอาตำนานปรัมปรา, การอุปมาอุปไมย และอุปมานิทัศน์ที่พรรณนาถึงสภาวะแปลกแยกโดดเดี่ยวอันไม่มีที่สิ้นสุดเข้าไว้ด้วยกัน

ส่วนศิลปินอเมริกันที่ได้รับอิทธิพลจากกระแสศิลปะ Magic Realism นั้นแยกตัวเองออกจากทั้งกลุ่มศิลปินจากยุโรปและละตินอเมริกา ด้วยการหลีกเลี่ยงการใช้สัญลักษณ์อันแปลกประหลาดและรูปลักษณ์อันเหนือจริง เพื่อขับเน้นความลึกลับและคุณสมบัติของความเป็นนามธรรมในชีวิตประจำวันมากกว่า ผลงานของพวกเขามักเป็นศิลปะแบบเหมือนจริง หากแต่ก็ยังเต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันลึกลับ คลุมเครือ น่าพิศวง เพื่อแสดงออกถึงความรู้สึกกระจัดกระจายไร้รากในวิถีชีวิตของคนอเมริกัน

ไม่ว่าจะเป็น อิวาน อัลไบรต์ (Ivan Albright) หนึ่งในจิตรกร Magic Realist แถวหน้าชาวอเมริกัน ผู้มักจะมุ่งเน้นในการแสดงออกถึงภาพของวัตถุและผู้คนที่กำลังเสื่อมสลายเน่าเปื่อย เพื่อขับเน้นถึงผลกระทบจากกาลเวลาและสำรวจประเด็นเกี่ยวกับความตายและแก่นสารของชีวิต

หรือเอ็ดเวิร์ด ฮอปเปอร์ (Edward Hopper) จิตรกรและศิลปินภาพพิมพ์ ที่ผลงานของเขาไม่เพียงวิพากษ์วิจารณ์วิถีชีวิตแบบอเมริกัน หากแต่ยังเป็นเหมือนหน้าต่างที่เปิดไปสู่โลกภายในของตัวเอง ดังคำกล่าวของเขาที่ว่า “ศิลปะที่ยิ่งใหญ่คือการแสดงออกถึงชีวิตภายในของศิลปินออกสู่โลกภายนอก”

ตัวละครในภาพของเขามักจมอยู่กับห้วงความคิดของตัวเอง แปลกแยก ไม่มีทีท่าว่าจะมีปฏิสัมพันธ์หรือพูดคุยกัน สะท้อนให้เห็นถึงภาพชีวิตของผู้คนอันว่างเปล่า โดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา ที่ปรากฏอยู่ในสังคมเมืองทุกแห่งหนนั่นเอง

ข้อมูล https://bit.ly/38I2f3r

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...