โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

การปลูกลิ้นจี่พันธุ์ค่อม คุณภาพส่งออกที่อัมพวา

รักบ้านเกิด

อัพเดต 15 ม.ค. 2563 เวลา 09.41 น. • เผยแพร่ 15 ม.ค. 2563 เวลา 09.41 น. • รักบ้านเกิด.คอม

"ลิ้นจี่พันธุ์ค่อม" ผลไม้เก่าแก่ขึ้นชื่อของจังหวัดสมุทรสงคราม ปัจจุบันสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่นอกจากจำหน่ายเพื่อการบริโภคภายในประเทศแล้ว ยังส่งออกไปตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะแทบยุโรป อย่างประเทศเยอรมัน ที่ต้องการบริโภคผลไม้ชนิดนี้เป็นอย่างมาก จากลักษณะผลขนาดใหญ่ปานกลาง เนื้อกรอบแน่น ไม่ฉ่ำน้ำ รสชาติหวานกำลังดี เปลือกเหนียว เก็บรักษาได้นานกว่าสายพันธุ์ทั่วๆ ไป

Plant/6368_1_300-2.jpg

การปลูกลิ้นจี่พันธุ์ค่อม :
ลุงณรงค์ นาคทิพย์ เกษตรกรเจ้าของสวนลิ้นจี่ เล่าให้ฟังว่า เดิมทีตนเป็นคนแควอ้อม ซึ่งปลูกลิ้นจี่อยู่บ้างแล้ว ต่อมาเมื่อแต่งงานจึงย้ายมาอยู่ที่นี่ ขณะนั้นยังรับราชการครูอยู่ด้วย ก่อนที่จะมาจริงจังกับการทำสวนในระยะหลังๆ โดยในสมัยก่อนคนส่วนใหญ่ที่นี่ จะเน้นปลูกมะพร้าว เพื่อทำน้ำตาลโตนด ดังนั้นตนจึงมีแนวคิดอยากจะลองเปลี่ยนมาปลูกลิ้นจี่ที่นี่ดูบ้าง จึงได้ตอนกิ่งพันธุ์มาจากสวนที่บ้านเกิดเพื่อมาลองปลูกดู ซึ่งเป็นสายพันธุ์เดียวกันจากต้นที่มีอายุ 200 ปีในขณะนั้น
"ผมเริ่มปลูกลิ้นจี่พันธุ์ค่อมนี้เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2520 โดยการโค่นต้นมะพร้าวในร่องสวนเดิมทิ้ง ในพื้นที่ทั้งหมด 18 ไร่ ก่อนปลูกลิ้นจี่จัดระยะห่างกัน 5 วาแบบสลับฟันปลา ได้ประมาณ 20 ต้นต่อไร่ จากนั้นขุดหลุมปลูกพอประมาณ
นำดินเดิมจากหลุมคลุกเคล้าด้วยปุ๋ยอินทรีย์ อัตราส่วน 1:1 กลบทับหลังจากปลูกเสร็จแล้ว การให้น้ำช่วงแรกจะให้ทุก
3 วันต่อครั้ง กระทั่งต้นเริ่มแตกตาใบ ซึ่งในแต่ละปีต้นจะแตกตาใบได้ราว 3 ครั้ง หรือ 4 เดือน แตกตาใบ 1 ครั้ง ถ้าต้นที่มีอายุมากขึ้นจะลดลงเหลือปีละ 2 ครั้ง เมื่อต้นเริ่มรัดตัวดี ยืนต้นได้ จนอายุครบ 1 ปี จึงเริ่มใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่ค่อยมีปุ๋ยให้เลือกมากนัก ใส่ประมาณครึ่งกระป๋องนม 3 ครั้งต่อปี จนกระทั่งเข้าสู่ปีที่ 4-5 ขึ้นไป ต้นลิ้นจี่จึงเริ่มติดดอกออกผล" 
ลุงณรงค์ กล่าว
ระยะการติดดอก-ออกผล และการตัดแต่งกิ่ง :
ลุงณรงค์ ยังเล่าให้ฟังอีกว่า สำหรับต้นที่มีความพร้อม เมื่อถึงช่วงระยะการให้ผลผลิต ควรงดการให้น้ำและปุ๋ยก่อนถึงช่วงติดดอก 1 เดือน หรือช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน เพื่อให้ต้นพร้อมแทงช่อ หรือควรทำทางระบายน้ำออกจากสวนป้องกันฝนหลงฤดูในช่วงนี้ ประมาณวันที่ 13-27 ธันวาคม จึงเริ่มแทงช่อดอก ในช่วงระยะนี้ถือว่าสำคัญมาก สภาพอากาศต้องเป็นใจ คือ ปราศจากฝน ไร้น้ำค้าง ไร้หมอก อากาศปลอดโปร่ง อุณหภูมิควรอยู่ในช่วง 22-24 องศาเซลเซียล ใช้ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มแทงช่อดอกประมาณ 7 วัน เมื่อการติดดอกผสมเกสรสมบูรณ์ และต้นไม่สลัดลูกทิ้ง ฉีดพ่นยากำจัดศัตรูพืชจำพวกหนอนเจาะขั้ว ตามที่บริษัทส่งออกกำหนด ทุก 10 วันต่อครั้ง และหยุดก่อนเก็บเกี่ยว 3 สัปดาห์ เพื่อให้สารเคมีเจือจาง
กระทั่งช่วงกลางเดือนมกราคมในปีถัดไป หรือนับตั้งแต่ช่วงช่อดอกครบ 27 วัน ดอกจึงเริ่มบาน หลังจากนั้น 15 วัน
จึงเริ่มติดลูก ใส่ปุ๋ยอีกครั้ง สูตร 132-13-21 อัตราการใช้คำนวณจากอายุ ขนาดต้นและทรงพุ่มเฉลี่ยประมาณ 1-3 กิโลกรัมต่อต้น กลับมาให้น้ำอีกครั้งทุก 7-10 วันต่อครั้ง เพื่อปรับสภาพให้ต้นไม้ทิ้วน้ำ และหยุดก่อนถึงเวลาเก็บเกี่ยว 3 สัปดาห์ เพื่อให้สะดวกต่อการเก็บเกี่ยว
ส่วนการตัดแต่งกิ่ง จะทำหลังการเก็บเกี่ยวประมาณ 1 เดือน และต้องทำให้เสร็จก่อนช่วงต้นฤดูฝน โดยเลือกตัดแต่งกิ่งที่แก่จัด กิ่งที่ไม่สวย กิ่งที่ซ้อนกัน แต่ถ้ามี 2 โคน จะมีปัญหา เรื่องโคนต้นฉีกขาด ต้องระวังและหาเชือกรัดลำต้นไว้ บำรุงด้วยปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 อีก 1 ครั้ง ปริมาณการคำนวณ ตามขนาดต้นเช่นกัน เพื่อให้แตกใบอ่อน ก่อนเข้าสู่ช่วงแทงช่อดอกต่อไป
ช่วงการเก็บเกี่ยว :
ลุงณรงค์ บอกว่า ใน 1 ฤดูกาลเก็บเกี่ยว ลิ้นจี่ให้ผลผลิตได้ 3-4 รุ่นต่อต้น ติดต่อกันโดยเริ่มทยอยให้พร้อมเก็บเกี่ยวตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน นับจากวันที่เก็บเกี่ยวผลผลิตรุ่นแรก จนถึงรุ่นสุดท้ายไม่เกิน 30 วัน ในอดีต ลิ้นจี่มีลักษณะการขายแบบนับลูก ช่วงแรกนั้นราคา 18-20 บาทต่อ 100 ลูก ขยับขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึง 120-140 บาทต่อ 100 ลูก และขายเป็นกิโลกรัมในเวลาต่อมา โดยแบ่งลิ้นจี่เป็น 2 เกรด คือ เกรดใหญ่ และเกรดรอง ราคาเกรดใหญ่ อยู่ที่ 120-150 บาทต่อกิโลกรัม หรือขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตในแต่ละรุ่น
ส่วนการส่งออกราคาจะลดระดับจากปกติประมาณ 10% เป็นการรับซื้อแบบเหมาทั้งสวน ซึ่งถ้าคำนวณราคาต่อต้น โดยต้นอายุ 4-5 ปี ขายได้ประมาณ 1,000 บาท ต้นอายุ 10 ปี ขายได้ประมาณ 5,000 บาท และถ้าต้นอายุ 20 ปีขึ้นไป ขายได้ประมาณ 10,000 บาท ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการดูแลเป็นสำคัญ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้เน้นการขายส่งออกเสียมากกว่า ซึ่งการส่งออกนี้ค่อนข้างเข้มงวดเรื่องสารเคมีตกค้างมาก เรียกได้ว่าตรวจสอบกันตั้งแต่อยู่บนต้นเลยก็ว่าได้
ที่นอกจากการดูแลให้ผลผลิตได้มาตรฐานแล้ว ปริมาณการใช้สารเคมีก็มีส่วนในการตัดสิทธิ์ซื้อขายได้เช่นกัน
สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณณรงค์ นาคทิพย์ บ้านเลขที่ หมู่ 2 ต.เหมืองใหม่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม 75110 โทร.089-223-2122

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...