โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

สรรพสามิตจ่ายเงินอุดหนุนรถอีวีลอตแรก 500 คัน คาดค่ายรถเข้าร่วมอีก 2-3 แห่ง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 27 ก.ย 2565 เวลา 07.06 น. • เผยแพร่ 27 ก.ย 2565 เวลา 02.47 น.

สรรพสามิตลุยจ่ายเงินอุดหนุนรถอีวีลอตแรก 500 คันในช่วงปลายเดือนนี้ และเตรียมจ่ายให้อีก 1,700 คัน หลังมีการจดทะเบียนแล้วเสร็จ คาดค่ายรถเข้าร่วมมาตรการอีก 2-3 แห่ง เตรียมลงนามเร็ว ๆ นี้

วันที่ 27 กันยายน 2565 นายณัฐกร อุเทนสุต ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาระบบควบคุมทางสรรพสามิต ในฐานะโฆษกกรมสรรพสามิต เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินมาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าว่า หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติงบประมาณ 2,900 ล้านบาทเมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อให้กรมนำไปอุดหนุนผู้ซื้อรถอีวีตามนโยบายดังกล่าว ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างการรอการเบิกจ่ายเงินงบประมาณดังกล่าว คาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายได้ราวสัปดาห์หน้า

“หลังจากกรมได้รับเงินงบประมาณดังกล่าวแล้ว ก็จะดำเนินการจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมมาตรการทันที โดยขณะนี้มียอดที่รอการจ่ายเงินอุดหนุนจำนวนประมาณ 500 คัน ซึ่งเป็นรถที่มีการจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว และมีรถอีวีที่เตรียมจะจดทะเบียนอีกประมาณ 1,700 คัน เมื่อมีการจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ทางกรมก็จะดำเนินการจ่ายเงินอุดหนุนให้ทันที”

ทั้งนี้ ยอดจองรถอีวีในปัจจุบันยังอยู่ที่ประมาณกว่า 1 หมื่นคัน โดยส่วนใหญ่หรือกว่า 1 หมื่นคัน เป็นรถยนต์ที่เข้าร่วมมาตรการกับภาครัฐ อย่างไรก็ดี จะเห็นว่ายอดจองรถอีวีดังกล่าวไม่ได้เพิ่มขึ้นมากเหมือนกับช่วงแรกที่เปิดโครงการ หรือในช่วงมอเตอร์โชว์ แต่เชื่อว่ายอดจะเพิ่มขึ้น หลังจากที่มีค่ายรถยนต์อื่นเข้าร่วมมาตรการ
ซึ่งปัจจุบันมีค่ายรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 8 ค่าย แบ่งเป็นรถยนต์ 6 ค่าย และรถมอเตอร์ไซค์ 2 ค่าย คาดว่าเร็ว ๆ นี้ จะมีค่ายรถยนต์เข้าร่วมโครงการอีกประมาณ 2-3 ค่าย

นอกจากนี้ รัฐบาลมอบงบประมาณให้เราบริหารในโครงการสนับสนุนรถอีวีในปีแรก 3,000 ล้านบาท ฉะนั้น คาดว่างบประมาณในปีแรกเพียงพออยู่แล้ว ยกตัวอย่าง วันนี้ยอดจองรถประมาณ 1 หมื่นคัน เฉลี่ยงบต่อคันที่ 1.5 แสนบาท ก็ประมาณ 150 ล้านบาทเท่านั้น ถือว่ายังมีช่องทางขยายได้อีกมาก

อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ทางรัฐบาลก็ได้มอบหมายให้กรมกับสภาพัฒน์ไปหารือเกี่ยวกับงบประมาณในอีก 3 ปีถัดไป หรือนับตั้งแต่ปี 2566-2568 ซึ่งนโยบายเบื้องต้นให้ตั้งงบประมาณไว้ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ เงื่อนไขการร่วมโครงการ มีดังนี้

1.กรณีรถยนต์นั่ง หรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ประเภท BEV ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 2 ล้านบาท แบ่งเป็น สำหรับรถยนต์นั่ง หรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ที่มีขนาดความจุของแบตเตอรี่ตั้งแต่ 10 กิโลวัตต์ชั่วโมง แต่น้อยกว่า 30 กิโลวัตต์ชั่วโมง จำนวนเงินอุดหนุน 7 หมื่นบาทต่อคัน ส่วนรถยนต์นั่ง หรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ที่มีขนาดความจุของแบตเตอรี่ตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป จำนวนเงินอุดหนุน 1.5 แสนบาทต่อคัน

2.กรณีรถยนต์กระบะประเภท BEV ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 2 ล้านบาท เฉพาะรถยนต์กระบะที่ผลิตในประเทศและมีขนาดความจุของแบตเตอรี่ตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป (เฉพาะรถยนต์กระบะที่ผลิตในประเทศเท่านั้น) จำนวนเงินอุดหนุน 1.5 แสนบาทต่อคัน

3.กรณีรถจักรยานยนต์ประเภท BEV ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 1.5 แสนบาท จำนวนเงินอุดหนุน 1.8 หมื่นบาทต่อคัน

ทั้งนี้ ในส่วนผู้ขอรับสิทธิเพื่อขอรับเงินอุดหนุนตามมาตรการจะต้องดำเนินการ ต้องเป็นบุคคลตามประกาศกรมสรรพสามิตกำหนด เช่น ผู้ประกอบอุตสาหกรรมที่มีโรงงานอุตสาหกรรม ผู้นำเข้าที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการและต้องเข้ามาทำข้อตกลงร่วมกับกรมสรรพสามิต เพื่อรับทราบและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข ที่กรมสรรพสามิตกำหนด และยอมรับบทลงโทษหากไม่สามารถดำเนินการได้

โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องยื่นขอรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าของตนเองเป็นรายรุ่น เพื่อให้กรมสรรพสามิตพิจารณาโครงสร้างราคาขายปลีกแนะนำก่อนและหลังรับสิทธิ ตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าฯ เพื่อให้ราคาขายปลีกแนะนำสำหรับยานยนต์รุ่นดังกล่าวสะท้อนถึงส่วนลดต่าง ๆ ที่ภาครัฐมอบให้ตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า

รวมทั้งนำส่งรวบรวมเอกสารหลักฐานการจำหน่ายและการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้า ให้กรมสรรพสามิตเป็นรายไตรมาส เพื่อให้กรมสรรพสามิตดำเนินการพิจารณาอนุมัติจ่ายเงินอุดหนุนต่อไป

อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบกิจการไม่ดำเนินการผลิตรถยนต์นั่ง รถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน หรือรถจักรยานยนต์ แล้วแต่กรณี เพื่อชดเชยการนำเข้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด

ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตจะเรียกคืนเงินอุดหนุนดังกล่าวจากผู้ได้รับเงินอุดหนุนเป็นรายคันตามจำนวนที่ไม่สามารถดำเนินการผลิตชดเชยได้ พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี โดยไม่คิดทบต้น และจะบังคับตามหนังสือสัญญาค้ำประกันโดยธนาคารที่วางไว้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...