โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

“เรื่องเซ็กส์” สมัยกรุงศรีฯ ชาย-หญิงคิดและมีตั้งแต่อายุเท่าไหร่? แต่งหรือหนีตาม? ฯลฯ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 22 ก.พ. 2566 เวลา 02.14 น. • เผยแพร่ 21 ก.พ. 2566 เวลา 11.11 น.
(ภาพจากสมุดภาพไตรภูมิฉบับกรุงศรีอยุธยา เลขที่ 6, หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร)

คนพวกหนึ่งในปัจจุบันกล่าวว่า ผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัว พร้อมกติกาที่ว่า “ไม่…” มากมาย โดยว่านี่คือวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม เมื่อประเพณีเป็นของสืบเนื่องจากโบร่ำโบราณ ถ้างั้นเราไปดูกันว่า “สมัยอยุธยา” คนเริ่มคิดเรื่อง “เซ็กส์” ตั้งแต่อายุเท่าไหร่? ชาย-หญิง ถูกใจกันแล้วแต่งกันหรือหนีตาม? อยู่กินกันก่อนแต่งตอนนั้นมีใครลุกขึ้นมาด่าหรือเปล่า? ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ สุจิตต์ วงษ์เทศ หาคำตอบไว้แล้วใน “เซ็กส์ดึกดำบรรพ์ ของบรรพชนไทย” (สนพ.นาตาแฮก, พิมพ์ครั้งแรก มิถุนายน 2560) ซึ่งในที่นี้เก็บความนำเสนอเพียงบางส่วน

วัยรุ่นสมัยอยุธยา อยากมีผัว

วรรณกรรมสมัยอยุธยาสะท้อนภาพ ให้คำตอบว่า สำหรับหนุ่มสาวสมัยกรุงศรีฯ เรื่องเซ็กส์นั้น “คิดและมี” ตั้งแต่อายุราว 14-15 ปี ตัวอย่างเช่น

ขุนช้างขุนแผน-วรรณคดีพื้นบ้านสมัยอยุธยา กล่าวว่า นางพิมพิลาไล (วันทอง) มีความสัมพันธ์กับพลายแก้ว (ขุนแผน) ครั้งแรกเมื่ออายุ 16 ปี ดังกลอนเสภาตอนหนึ่งที่นางพิมบอกอายุตัวเองว่า “ฉันฤๅปีชวดนะหม่อมพี่ สิบหกปีปีนี้พึ่งปริปริ่ม” ส่วนพลายแก้วขณะนั้นอายุ 18 ปี ส่วนขุนแผนอายุ 15 ก็ได้นางแก่นแก้วเมียคนแรก

นอกจากนี้เรื่องนางมโนห์รา ที่บันทึกในสมุดข่อย นางมโนห์ราอายุราว 14-15 ปี ตัดพ้อที่แม่ไม่ให้ออกเที่ยวเหมือนลูกสาวบ้านอื่นๆ ที่มีผัวกันหมดแล้ว จะเก็บเป็นหม้ายให้อดอยากปากแห้งจนแก่ ดังกลอนบทละครตอนหนึ่งว่า

สงสาร พระมารดามาหวงเอาลูกไว้

แก่แล้วจะค่อยให้ ให้ลูกเป็นหม้ายอยู่อดทน

แต่เพื่อนสาวสาว คราวคราวเขามีผัวเสียหมด

ให้ลูกเป็นหม้ายอยู่ทนอด กลางวังพระราชมารดา

สมัยนั้นหญิงชายจำนวนมากมีเพศสัมพันธ์กันก่อนแต่งเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือต้องประณามกัน แต่เรียกด้วยคำศัพท์ให้ดูดีมีระดับว่า “เทพอุ้มสม” หรือเทวดาจัดแจงให้มีคู่ เหมือนอย่าง “อนิรุทธ์สมอุษา” ใน อนิรุทธ์คำฉันท์ วรรณคดีต้นกรุงศรีฯ ประมาณ พ.ศ. 2000 ที่เทวดาสงสารอนิรุทธ์ไม่มีคู่ เลยอุ้มไปสมสู่กับนางอุษา เมื่อเสร็จกิจแล้ว ก่อนเช้าก็อุ้มกลับมาคืน อย่างที่ปัจจุบันเรียกว่า คู่นอนคืนเดียว (one night stand)

ฉุด-หนีตาม-แต่ง-อยู่ก่อนแต่ง

เมื่อหญิงชายรักใคร่พอชอบกัน ตกลงที่จะอยู่กินด้วยกันแล้ว แต่ถ้าผู้ชาย “จน” ไม่มีสินสอดพอจะมาสู่ขอตามประเพณี หรือครอบครัวฝ่ายหญิงกีดกัน ฯลฯ ก็ยังมีทางให้เลือกคือ

ฉุด ฝ่ายชายเป็นผู้ลงมือฉุดหญิงที่ตนรักไปเป็นเมีย มักเข้าใจกันว่าผู้ชายใช้กำลังเข้าหักหาญ ผู้หญิงจะชอบตนหรือไม่ ไม่สนใจ ซึ่งก็มีอยู่แต่เป็นส่วนน้อย ความจริงส่วนใหญ่คือ ทั้งสองฝ่ายนัดแนะกันโดยผู้หญิงเต็มใจให้ฉุด

หนีตาม ฝ่ายหญิงเป็นผู้ลงมือ “หนี” พ่อแม่ ไปอยู่กับชายที่รักชอบ

แต่งงาน หมายถึงพิธีเสียผีที่ฝ่ายชายขอขมาพ่อแม่ฝ่ายหญิงที่ฉุดลูกสาวเขาไปเป็นเมียโดยมิได้สู่ขอ เมื่อพ่อแม่และญาติฝ่ายหญิงยอมรับ ชายหญิงคู่นั้นก็จะอยู่กันไปตามปกติ

นอกจากนี้บางคู่ยัง อยู่ก่อนแต่ง ซึ่งเป็นประเพณีดั้งเดิมของอุษาคเนย์ ที่มีเหตุมาจาก “หญิงมีอำนาจสูงกว่าชาย” ผู้ชายต้องยอมเป็นบ่าวรับใช้บ้านหญิงสาวจนกว่าญาติฝ่ายหญิงจะยอมรับ ซึ่งใช้เวลาเป็นปีๆ ระหว่างนั้น สังคมก็ยอมให้อยู่ก่อนแต่ง แล้วก็มีลูกได้ แต่ถ้าผู้ชายขี้เกียจ ฝ่ายหญิงก็จะไล่เฉดหัวออกจากบ้าน แล้วเลือกชายคนใหม่ต่อไป

กฎหมายลักษณะผัวเมีย ยุคต้นอยุธยา ก็ยอมรับ “อยู่ก่อนแต่ง” อย่างเป็นทางการ บันทึกของลาลูแบร์ ก็กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การอยู่กินกันอย่างเสรีโดยไม่ได้แต่งงานถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องอับอาย เมื่อได้อยู่กินกันก็เสมือนว่าได้แต่งงานกันแล้ว โดยฝ่ายชายจัดพิธีขอขมาต่อพ่อแม่ของฝ่ายหญิงเท่านั้น

ผู้ชายถูกเกณฑ์ ผู้หญิงเลี้ยงครอบครัว

การที่สมัยอยุธยา “ผู้หญิงมีอำนาจสูงกว่ามีผู้ชาย” น่าจะมีเหตุจากเมื่อผู้ชายถูกเกณฑ์ไปทำงานให้มูลนาย ผู้หญิงต้องเป็นคนเลี้ยงดูครอบครัว ไม่ว่าจะทำไร่ไถนา ข้าวปลาอาหาร ลูกเต้า พ่อแม่ บ้านเรือน ฯลฯ ผู้หญิงเป็นฝ่ายดูแลทั้งหมด ผู้หญิงอยุธยาจึงเป็นอิสระ

“ในระหว่างที่พวกผู้ชายถูกเกณฑ์ไปเข้าเวรยามมีกำหนด 6 เดือนนั้น เป็นงานหลวงที่เขาจะต้องอุทิศถวายเจ้าชีวิตทุกปีก็เป็นภาระภรรยา, มารดาและธิดาเป็นผู้หาอาหารไปส่งให้”

“เมื่อพ้นกำหนดเกณฑ์แล้วและกลับมาถึงบ้าน ผู้ชายส่วนมากก็ไม่รู้ที่จะทำงานอะไรให้เป็นล่ำเป็นสัน เพราะไม่ได้ฝึกงานอาชีพอย่างใดไว้ให้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษสักอย่างเดียว ด้วยพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงใช้ให้พวกนี้ทำงานหลายอย่างต่างๆ กัน แล้วแต่พระราชประสงค์ เช่นนี้จึงพออนุมานได้ว่าชีวิตปกติของชาวสยามนั้นดำเนินไปด้วยความเกียจคร้านเป็นประมาณ เขาแทบจะไม่ทำงานอะไรเลยเมื่อพ้นจากราชการงานหลวงมาแล้ว เที่ยวก็ไม่เที่ยว ล่าสัตว์ก็ไม่ไป ได้แต่นั่ง, เอนหลัง, กิน, เล่น, สูบยา สูบแล้วก็นานไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น

ภรรยาจะปลุกให้เขาตื่นขึ้นราว 7 โมงเช้า เอาข้าวปลาอาหารมาให้บริโภค เสร็จแล้วนอนต่อไปใหม่ พอเที่ยงวันก็ลุกขึ้นมากินอีก แล้วก็มื้อเย็นอีกคำรบหนึ่ง

ระหว่างเวลาอาหารมื้อกลางวันกับมื้อเย็นนี้ เราก็เอนหลังลงพักผ่อนเสียพักหนึ่ง เวลาที่เหลือนอกนั้นก็หมดไปด้วยการพูดคุยและเล่นการพนัน

พวกภรรยานั้นไปไถนา ไปขายของหรือซื้อของที่ในเมือง…” [จากหนังสือ จดหมายเหตุลาลูแบร์ ฉบับสมบูรณ์ เล่ม 1 (สันต์ ท. โกมลบุตร แปล) สำนักพิมพ์ก้าวหน้า พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2510 หน้า 223-224]

แต่นั่นเป็นชายหญิงชาวบ้านทั่วไป หญิงที่เป็นลูกและเมียขุนนาง ไม่ลำบากเพียงนี้

บริการทางเพศที่มีขาย

สำหรับบ้านไหนที่เรื่องเพศสัมพันธ์ในบ้านไม่โอเค จะด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ สมัยอยุธยามี ซ่องและโสเภณี บริการ นอกเกาะเมืองด้านทิศใต้ มีโรงโสเภณี 4 แห่ง รับจ้างทำชำเราบุรุษ อยู่ตลาดบ้านจีน ปากคลองขุนละครชัย (คลองตะเคียน) และกิจการก็ใหญ่โตพอสมควรทีเดียว เจ้าของซ่องรายหนึ่งมีโสเภณีในสังกัดมากถึง 600 คน และเป็นกิจการธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย และซ่องทุกแห่งส่งเงินภาษีเข้าท้องพระคลังหลวง

สุดท้ายถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ “หย่าร้าง” กันไป ซึ่งมักเป็นเรื่องของชาวบ้านทั่วไป คนมั่งคั่งหรือขุนนางที่มีภรรยาหลายคนก็ยังเลี้ยงดูภรรยาที่หมดรักแล้ว หรือที่ตนยังรักอยู่ไว้ทั้งโขยง

เรื่องเซ็กส์โดยย่อของคนกรุงศรีก็ประมาณนี้

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2566

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...