โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ปรับตัวในแบบ ‘เอปสัน’ เมื่อธุรกิจ “ปริ๊นเตอร์คอนซูมเมอร์” ถึงทางตัน สู่โซลูชัน 'iPrint AnyWhere'

Positioningmag

อัพเดต 13 มี.ค. 2566 เวลา 07.33 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. 2566 เวลา 06.07 น.

ในยุคที่ใคร ๆ ก็มุ่งสู่ Paperless หนึ่งในบริษัทเครื่องพิมพ์เบอร์ต้น ๆ อย่าง ‘เอปสัน’ (Epson) แม้มองว่า การพิมพ์คงไม่หายไป แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีบางตลาดโดยเฉพาะตลาด B2C ซึ่งเคยเป็นรายได้หลักของบริษัทคงไม่เติบโตอีกแล้ว ดังนั้น บริษัทเองก็ต้องปรับตัว ไม่ใช่แค่หาตลาดใหม่ แต่ต้องมีบิสซิเนสโมเดลใหม่ ๆ มาอุดช่องว่างนี้

ตลาด B2C ไม่สดใสอีกต่อไปแล้ว

อ้างอิงข้อมูลจาก GFK คาดว่าตลาดเครื่องพิมพ์ B2C ในปี 2022 มีมูลค่าอยู่ที่ 2,838 ล้านบาท ลดลง 5% จากปี 2021 ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 2,985 ล้านบาท ส่วนในด้าน จำนวนเครื่องลดลง 8% เหลือ 7.17 แสนเครื่อง จากปี 2021 ที่มีประมาณ 7.87 แสนตัว โดย ยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า คาดว่าตลาดปีนี้จะ ติดลบ 2-3%
ยรรยง ยอมรับว่า ตลาดไม่ได้สดใสเหมือนก่อนแล้ว แต่กลับกัน ตลาด B2B กลายเป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโตกว่า โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ก็มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่องโดยโฟกัสโปรดักต์ B2C น้อยลงให้ความสำคัญกับ B2B มากขึ้น จนทำให้ผลประกอบการในไทยยังเติบโต โดยปัจจุบันเอปสันมีสัดส่วนรายได้ฝั่ง B2C ประมาณ 65% ส่วน B2B มีสัดส่วน 35%
ปีนี้ตลาดคงไม่เติบโต เพราะผู้บริโภคเน้นใช้เงินไปกับการท่องเที่ยวมากกว่า อย่างไรก็ตาม ตลาดศักยภาพคือ B2B อย่างช่วงการเลือกตั้งถือเป็นปัจจัยบวกระยะสั้นของเรา เพราะมีการหาเสียง ต้องพิมพ์แผ่นป้ายหาเสียงต่าง ๆ”


ตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่อง 10%

สำหรับผลประกอบการของบริษัทในปี 2022 เติบโตกว่า10% ซึ่งเป็นการเติบโต 2 ปีติดต่อกันนับตั้งแต่การระบาดของ COVID-19 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่ภาคธุรกิจเอกชนและหน่วยงานราชการได้มีการลงทุนกับอุปกรณ์ไอที โดยเฉพาะในกลุ่มสถาบันการศึกษา, การกลับมาให้บริการอีกครั้งของสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ขณะที่ปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ก็เริ่มคลี่คลาย
สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เติบโตมากที่สุดของเอปสัน ได้แก่

  • กลุ่มสินค้าเครื่องพิมพ์อุตสาหกรรม (+170%)

  • กลุ่มผลิตภัณฑ์โฮมโปรเจคเตอร์ (+64%)

  • กลุ่มโปรเจคเตอร์ความสว่างสูง (+43%)

  • กลุ่มเครื่องพิมพ์สิ่งทอระบบดิจิทัล (+52%)

  • กลุ่มเครื่องพิมพ์มินิแล็บ (+29%)

  • เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทขนาดใหญ่ (+23%)

“อย่างเทรนด์ที่ผู้บริโภคตกแต่งห้องดูหนังในบ้านมากขึ้น รวมถึงกระแสบอลโลก ส่งผลให้กลุ่มผลิตภัณฑ์โฮมโปรเจคเตอร์เติบโต หรืออย่างโปรเจคเตอร์สว่างสูงก็เติบโตได้ดี เพราะมีการนำไปใช้ในสถานที่ท่องเที่ยวมากขึ้น”


สำหรับปีนี้ เอปสันวางเป้าเติบโตอย่างน้อย 10% ต่อเนื่อง แม้ภาพรวมโดยเฉพาะในตลาด B2C จะติดลบ แต่ฝั่ง B2B ยังเติบโต 2 หลักโดยกลยุทธ์ที่วางในปีนี้คือ New 5

  • New Business Model : เพราะแค่การขายอาจไม่สามารถสร้างการเติบโตที่แข็งแรง โดยเฉพาะ B2C ดังนั้น เอปสันจึงเริ่มทำ ธุรกิจเชิงการบริการ เช่น การนำเสนอรูปแบบบริการการพิมพ์แบบจ่ายรายเดือน และโซลูชัน Epson iPrint AnyWhere ที่ช่วยให้ผู้ใช้และองค์กรในการพิมพ์เอกสารผ่านเครื่องพิมพ์เอปสันในสถานที่ต่าง ๆ ที่อยู่ในเครือข่าย ผ่านระบบคลาวด์ที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้สามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับผู้ที่มีเครื่องพิมพ์ โดยจะได้เห็นช่วงครึ่งปีหลัง นำร่องแถวมหาวิทยาลัย

“ตอนนี้เรากำลังทำคอนเซ็ปต์อยู่ ดังนั้น อาจยังไม่ได้คิดเรื่องรายได้ แต่รายได้มันจะเป็นเหมือน passive income คืออาจจะไม่ได้มากเท่าขายเครื่อง แต่ได้เรื่อย ๆ”

  • New S-curve เพราะตลาด B2C ของสินค้ากลุ่มปริ๊นเตอร์และโปรเจคเตอร์ไม่เติบโต โดยทั้ง 2 กลุ่มถือเป็นกลุ่มสินค้าหลักคิดเป็นรายได้กว่า 50% ดังนั้น เอปสันจึงจะเน้นไปที่การทำตลาด B2B โดยนำสินค้าที่มีเทคโนโลยี Heat-Free ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสร้างความยั่งยืนลดใช้พลังงาน โดยจะใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นแกนหลักเพื่อ ทดแทนตลาดเลเซอร์ปริ๊นเตอร์ ที่จะเลิกจำหน่ายในปีนี้ และใช้ปริ๊นเตอร์อิงค์เจ็ทแทน หรือในตลาดโปรเจคเตอร์ ก็จะนำโปรเจคเตอร์ความสว่างสูง เข้ามาทดแทน

“นี่เป็นการตัดสินใจที่ยาก เพราะรายได้ไม่ได้อยู่ที่เครื่อง แต่มันอยู่ที่ค่าโทนเนอร์ที่ใช้ อย่างไรก็ตาม อิงค์เจ็ทนั้นมีคุณภาพดีกว่า ต้นทุนถูกกว่า และดีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า ค่าไฟใช้น้อยกว่า 85% ดังนั้น เรามองแล้วว่าดีกว่า เราคาดว่าอิงค์เจ็ทจะเติบโต 40% ขณะที่ปริ๊นเลเซอร์เราในปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้เลขหลักเดียว ดังนั้น เลิกไปคงไม่ค่อยมีผลกระทบอะไร”


  • New Target เน้นเจาะกลุ่ม B2B หรือเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม รวมถึงเลเซอร์โปรเจคเตอร์ สร้างโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมใหม่หรือผู้ประกอบการรุ่นใหม่

  • New Experience เอปสันได้มีการลงทุนในการสร้างโซลูชันเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ซึ่งจะเปิดให้บริการภายในไตรมาส 3 ของปี 2566 นี้ โดยจะรวบรวมผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่มาจัดแสดง เน้นสินค้าเชิงพาณิชย์ พร้อมกับทำการสาธิตและจัดอบรมให้กับตัวแทนจำหน่ายและลูกค้าที่สนใจให้ได้สัมผัสกับประสบการณ์การใช้งานเครื่องจริงก่อนตัดสินใจซื้อ ปัจจุบันมี 5 แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยไทยคาดว่าใหญ่สุดในภูมิภาค ครบวงจรมากกว่า ให้ไทยเป็นศูนย์กลางภูมิภาคของลูกค้า

  • New Service ในด้านการบริการ เอปสันได้ทำการเสริมศักยภาพการให้บริการทั้งก่อนและหลังการขาย โดยก่อนการขาย เอปสันได้เพิ่มทีมงาน Pre-sales เพื่อให้สนับสนุนการทำโซลูชันต่าง ๆ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการสนับสนุนข้อมูลผ่านทาง digital platform ต่างๆ และที่สำคัญในปีใหม่นี้ เอปสันมีแผนขยายเครือข่ายการให้บริการหลังการขายของสินค้ากลุ่ม B2B จาก 122 แห่ง เป็น 130 แห่ง เพื่อให้ครอบคลุมหัวเมืองรอง รับการขยายตัวของตลาด และลดระยะเวลาในการส่งเครื่องซ่อม


โรโบติกโตน้อย แต่มีความสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่มองว่าจะเป็นอนาคตของเอปสันอย่างโรโบติก หรือหุ่นยนต์สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต โดยในปีที่ผ่านมาถือว่าเติบโตน้อย ซึ่งเป็นผลจากลูกค้ารายใหญ่ชะลอการลงทุน ขณะที่ส่งออกไทยก็ยังไม่ได้ดีขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม เอปสันยังมองว่าโรโบติกยังจะเป็นกลุ่มที่โฟกัส เพราะอนาคตจะมีการใช้งานมากขึ้น เพราะไม่ช้าก็เร็วจะมีการนำมาใช้ เพื่อทดแทนแรงงาน ซึ่งปัจจุบันเอปสันมีทีมงานที่จะเจาะเข้าไปในโรงงานที่คิดว่าจะเป็นลูกค้าในอนาคต มีการจัดสัมมนาอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยกระบวนการเยอะ ทำให้การปิดการขายต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...