โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

200 ปีวัดรังษีสุทธาวาส ที่ (แทบ) ไม่มีใครรู้จัก (จบ)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 ธ.ค. 2566 เวลา 07.54 น. • เผยแพร่ 19 เม.ย. 2566 เวลา 02.06 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

200 ปีวัดรังษีสุทธาวาส

ที่ (แทบ) ไม่มีใครรู้จัก (จบ)

การผนวกรวมวัดรังษีสุทธาวาส ในอีกแง่หนึ่งได้เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมีนัยยะสำคัญต่อประวัติศาสตร์ความเป็นมาของการจัดการศึกษาแบบสมัยใหม่ในพื้นที่วัด หรือพูดอีกอย่างก็คือ “โรงเรียนวัด”

บันทึกของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (อ้างถึงใน สจช., มร. 6ศ/5 โรงเรียนวัดบวรนิเวศฯ 3 มิถุนายน 2456-11 ธันวาคม 2467 เรื่องบันทึกพระดำริห์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ในการจัดการศึกษาของวัดและการฝึกหัดครู, หน้า 12.) ได้กล่าวอ้างถึงพระดำริของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ไว้อีกตอนหนึ่งว่า

“…เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตให้ยุบวัดรังษีสุทธาวาสแล้ว โปรดเกล้าฯ ให้รื้อกุฏิเก่ามาปฏิสังขรณ์ขึ้นสำหรับเป็นที่อยู่ของพระผู้เป็นอาจารย์และศิษย์เป็นหมู่ๆ…กันที่ไว้ตอนหนึ่งสำหรับเป็นสถานที่เรียน และได้ปลูกสถานที่เรียนแล้วเสร็จ 2 หลัง หลังหนึ่งด้วยทุนของพระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าอรพินธุ์เพญภาคย์ ประทานชื่อว่า ตึกอรพินธุ์…หลังหนึ่งด้วยทุนของพระศรีบัญชาบริจาคอุทิศให้หลวงดำรงธรรมสาร (มี ธรรมาชีวะ) ผู้บิดา ประทานชื่อว่า ตึกดำรงธรรมี…”

ในบันทึกยังได้อธิบายต่อไปว่า

“…โปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระอุโบสถเป็นที่สำหรับนักเรียนสวดมนต์ไหว้พระ พระวิหารเป็นที่ไว้พระพุทธรูปและของโบราณ ศาลาการเปรียญใช้เป็นห้องสมุดและที่สำหรับนักเรียนทำงานโดยลำพังในเวลากลางคืน เรือนอรพินธุ์เก่า…จะโปรดเกล้าฯ ให้ใช้เป็นเรือนพยาบาล…ลานทรายปลูกหญ้าทำเป็นสนาม…ตึกหน้าวัด…บางตอนจะโปรดเกล้าฯ ให้ใช้เป็นโรงงานการอาชีพ…นอกจากนี้ จะโปรดเกล้าฯ ให้ทำขึ้นใหม่อีก คือเรือนนอนปลูกใหม่ให้เป็นระเบียบ…โรงพละศึกษา…โรงอาหารสำหรับนักเรียนกลางวัน…”

พระดำริดังกล่าวจะปรากฏให้เห็นชัดในระยะเวลาต่อมาว่า พื้นที่ในส่วนที่เป็นวัดรังษีฯ เดิมนั้นได้ถูกพัฒนาให้เป็นพื้นที่ทางด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จนกลายมาเป็น “โรงเรียนวัดบวรนิเวศ” ในที่สุด

หากลองไล่เรียงประวัติการก่อสร้างอาคารในพื้นที่ เราจะมองเห็นภาพดังกล่าวชัดเจนขึ้น

เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2459 ภายหลังการยุบรวมวัดรังษีฯ เพียง 1 ปี ได้มีการเปิดอาคารเรียนขึ้นใหม่ชื่อ ตึกอรพินธุ์ ในพื้นที่ธรณีสงฆ์ริมถนนดินสอ เป็นอาคารชั้นเดียวก่ออิฐถือปูน ซึ่งพื้นที่ธรณีสงฆ์ในส่วนนี้จะพัฒนากลายมาเป็นโรงเรียนวัดบวรนิเวศในที่สุด

ต่อมาใน พ.ศ.2461 เปิดตึกใหม่อีกหลังชื่อ ตึกดำรงธรรมี โดยปลูกต่อมาจากตึกอรพินธุ์ด้านทิศใต้ แต่ใน พ.ศ.2498 ตึกทั้งสองได้ถูกรื้อลงเพื่อสร้างตึกเรียนหลังใหม่

อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่แสดงตำแหน่งและขนาดของตึกทั้งสองยังคงเหลือให้เห็นได้จากแผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ.2475

เมื่อ พ.ศ.2467 หลังจากที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ สิ้นพระชนม์ไปราว 3 ปี ได้มีพิธีเปิดอาคารเรียนใหม่ขึ้นอีกหนึ่งหลังในพื้นที่คณะรังษี โดยอาคารหลังนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกแด่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งรัชกาลที่ 6 พระราชทานนามว่า “ตึกมนุษยนาควิทยาทาน” ทำพิธีเปิดในวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2467

ตึกมนุษยนาควิทยาทาน เป็นตึกขนาดใหญ่มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบโกธิก (Gothic) ออกแบบโดยพระสาโรชรัตนนิมมานก์ กว้าง 11 เมตร ยาว 26 เมตร สูง 2 ชั้น ตึกหลังนี้สร้างขึ้นทับตึกอรพินธุ์หลังแรกที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2447 (ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร)

ต่อมาใน พ.ศ.2477 ได้มีการก่อสร้างตึกโรงเรียนพระปริยัติธรรมขึ้น เป็นอาคาร 2 ชั้นที่คณะเขียวรังษี ชื่อว่า “ตึกสามัคคีธรรมทาน”

นอกจากการพัฒนาการศึกษาในส่วนของฆราวาสแล้ว การศึกษาของพระภิกษุในนามของ มหามกุฏราชวิทยาลัย ก็ได้มีพัฒนาการสืบเนื่องมาโดยลำดับ

เมื่อ พ.ศ.2498 มีโครงการก่อสร้างอาคารเรียนสำหรับมหามกุฏราชวิทยาลัยเริ่มดำเนินการในพื้นที่เดิมของวัดรังษีฯ โดยในการก่อสร้างนี้ได้เลือกทำเลด้านหลังพระอุโบสถ พระวิหาร และศาลาการเปรียญของวัดรังษีฯ

อาคารหลังนี้มีชื่อว่า “ตึกสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย” สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ.2501 ตัวอาคารเป็นตึกสูง 3 ชั้น ยาว 60.50 เมตร รูปแบบสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์

ต่อมาใน พ.ศ.2505 ทางวัดบวรนิเวศวิหารได้ทำการรื้อศาลาการเปรียญของวัดรังษีฯ ลง และทำการก่อสร้าง “อาคารกวีบรรณาลัย” ขึ้นแทนในตำแหน่งเดิม เพื่อใช้เป็นห้องสมุดของสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย โดยออกแบบด้วยงานสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์อันเป็นรูปแบบที่นิยมในยุคสมัยดังกล่าว

เมื่อการศึกษาของโรงเรียนวัดบวรนิเวศเจริญขึ้นโดยลำดับ ความต้องการในการใช้พื้นที่และอาคารเรียนก็เพิ่มสูงขึ้น ด้วยเหตุนี้ ใน พ.ศ.2506 จึงได้มีการรื้อตึกอรพินธุ์ และตึกดำรงธรรมี ลง และทำการก่อสร้างอาคารเรียนขนาดใหญ่ขึ้นใหม่ แล้วเสร็จใน พ.ศ.2507 ให้ชื่อว่า “ตึกวชิรญาณวงศ์”

พร้อมกันนี้ก็ได้ทำการถมคูน้ำที่เคยทำหน้าที่แบ่งเขตสังฆาวาสกับพุทธาวาสของวัดรังษีฯ เปลี่ยนมาเป็นถนนแทน

และใน พ.ศ.2519 ทางวัดบวรนิเวศวิหารก็ได้ทำพิธีเปิดตึกเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นใหม่มีชื่อว่า “ตึก สว.ธรรมนิเวศ” โดยรื้อ “ตึกสามัคคีธรรมทาน” ซึ่งเป็นตึกเรียนพระปริยัติธรรมหลังเดิมลง

จากพัฒนาการของพื้นที่และการสร้างอาคารต่างๆ ยืนยันชัดเจนเป็นอย่างดีถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ใช้งานของวัดรังษีฯ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2458 เป็นต้นมา ว่าเป็นทิศทางของการพัฒนาสู่พื้นที่การศึกษาทั้งของพระและฆราวาส

ควรกล่าวไว้ด้วยว่า การพัฒนาพื้นที่วัดให้กลายเป็นโรงเรียนนั้นเป็นหนึ่งในพระดำริที่สำคัญของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ที่ได้ทรงมองเห็นว่า การปรับตัวของวัดในอนาคตที่สำคัญประการหนึ่งนั้นควรมุ่งเน้นไปที่การสร้างพื้นที่การศึกษาแบบสมัยใหม่ ดังข้อความในบันทึกของพระองค์ตอนหนึ่งว่า

“…จำนวนภิกษุสามเณรต่อไปจะต้องน้อยลงโดยเหตุเนื่องด้วยอิคอนอมิกส วัดที่ไม่มีพระอยู่หรือมีพระน้อย ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องร่วงโรย จำต้องคิดแก้ไขให้เป็นที่ชุมนุมคนมากๆ จึงจะครึกครื้น และนำมาซึ่งความสัทธาของมหาชนที่จะช่วยกันทนุบำรุง ผู้ที่จะมาชุมนุมกันอยู่ได้มากๆ ก็คือเด็กนี้เอง…จึงทรงเห็นว่าวัดทุกวัดควรจัดเป็นโรงเรียน…นี้เป็นอนาคตของวัด…”

(ดูใน สจช., มร. 6ศ/5 โรงเรียนวัดบวรนิเวศฯ 3 มิถุนายน 2456-11 ธันวาคม 2467 เรื่องบันทึกพระดำริห์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ในการจัดการศึกษาของวัดและการฝึกหัดครู, หน้า 10.)

พระดำริดังกล่าวได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของแรงผลักดัน (ไม่มากก็น้อย) ที่ส่งผลทำให้พื้นที่วัดต่างๆ ในประเทศไทยในเวลาต่อมาต่างทยอยปรับพื้นที่บางส่วนของตนเอง (ส่วนใหญ่คือการปล่อยให้หน่วยงานราชการมาเช่าใช้พื้นที่) เปลี่ยนกลายมาเป็นโรงเรียนวัด

ในอีกแง่มุมหนึ่ง พระดำรินี้ยังสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกประการในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการยกเลิกไพร่ ข้าพระ และเลกวัด ลงจนหมดสิ้น ทำให้วัดสูญเสียแรงงานมหาศาลในการดูแลวัดลง และจำเป็นต้องหารายได้ทางอื่นจากการบริหารจัดการที่ดินของตนเอง

ดังนั้น การปล่อยพื้นที่วัดให้หน่วยงานจากภายนอกมาเช่าเพื่อหารายได้เข้าวัดจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งการปล่อยเช่าพื้นที่เพื่อปรับใช้เป็นโรงเรียน ก็เป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญของวัดหลายแห่งในยุคสมัยดังกล่าว (นอกจากโรงเรียน วัดหลายแห่งก็ยังมีการปล่อยพื้นที่ให้หน่วยงานต่างๆ เช่าสร้างตึกแถว สร้างอาคารต่างๆ เพื่อหารายได้อีกด้วย)

ทั้งหมดที่กล่าวมา คือ ประวัติโดยสังเขปของวัดรังษีสุทธาวาสที่ (แทบ) ไม่มีใครรู้จัก

ที่แม้ทุกคนอาจจะเคยได้ยินชื่อ คณะรังษี แต่ก็มีเพียงไม่กี่คนที่จะทราบว่าครั้งหนึ่งพื้นที่บริเวณนี้คือวัดมหานิกายที่สำคัญแห่งหนึ่งในยุคต้นรัตนโกสินทร์

ยิ่งไปกว่านั้น น้อยคนคงจะทราบว่า พื้นที่แห่งนี้คือพื้นที่แห่งแรกๆ (แม้จะไม่ใช้พื้นที่แรกสุดก็ตาม) ที่เข้าไปมีส่วนอย่างสำคัญต่อประวัติศาสตร์พัฒนาการของโรงเรียนวัดในสังคมไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...