โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

สุรวุฒิ สุขเจริญสิน เปิด 3 จิ๊กซอว์ดัน LPP เข้าตลาดหุ้น

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 เม.ย. 2566 เวลา 05.53 น. • เผยแพร่ 19 เม.ย. 2566 เวลา 23.38 น.
สุรวุฒิ สุขเจริญสิน

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

เติบโตเป็นอย่างมาก เติบโตเป็นอย่างยิ่งกับบริการ after sale services นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรและอาคารชุด ภายใต้โมเดล “ชุมชนน่าอยู่”

ล่าสุด บริษัทลูกในเครือ LPN พร้อมแล้วในการนำธุรกิจพร็อพเพอร์ตี้แมเนจเมนต์ที่มีแบรนด์แข็งแกร่งเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2567 วางหมุดไมล์ในการเติบโตด้านรายได้เพิ่มเท่าตัว อยู่ที่ 2,400 ล้านบาทในปี 2569

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “สุรวุฒิ สุขเจริญสิน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด หรือ LPP บริษัทบริหารจัดการโครงการอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN ซึ่งจะมาต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจ 3 ด้าน สู่การเป็นผู้นำในการบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างครบวงจร

ชุมชนน่าอยู่+Well-being

CEO LPP เปิดประเด็นการพูดคุยด้วยทิศทางและแผนขยายธุรกิจสู่การเป็นผู้บริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างครบวงจร (property & facility management service provider) เพราะเล็งเห็นว่า หลังสถานการณ์โควิด การบริหารและจัดการโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างคุณภาพในการอยู่อาศัย โดยคำนึงถึงสุขภาวะที่ดี (well-being) เป็นประเด็นที่ผู้อยู่อาศัยในโครงการอาคารชุดพักอาศัย รวมไปถึงอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า และอาคารเชิงพาณิชย์ ต่างให้ความสำคัญ

และทำให้ความต้องการงานบริการดูแลและบริหารจัดการโครงการที่มีคุณภาพมีแนวโน้มที่สูงขึ้น จึงเป็นโอกาสของ LPP ในการขยายงานได้ตามแผนที่วางไว้

“ตลอดเวลา 3 ปียุคโควิด LPP ประสบความสำเร็จในการดูแลและบริหารชุมชนภายใต้การดูแลกว่า 200 ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นคุณภาพการทำงานของ LPP ในขณะเดียวกันเราได้เรียนรู้ในการพัฒนางาน การวางแผนการจัดการ”

ปี 2566 มีการปรับโครงสร้างนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน จึงมีความพร้อมในการขยายงานธุรกิจพร็อพเพอร์ตี้แมเนจเมนต์ ทั้งอาคารพักอาศัย สำนักงาน ศูนย์การค้า อาคารประเภทอื่น ๆ มากขึ้น เพื่อส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ที่ใช้งานในแต่ละอาคาร ภายใต้แนวคิด “ชุมชนน่าอยู่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะที่ดี”

ต่อ 3 จิ๊กซอว์ 3 บริษัท

ภายใต้แนวคิดดังกล่าว LPP วางแผนให้ LPP, บริษัท ลุมพินี โปรเจค มาเนจเมนท์ เซอร์วิส จำกัด (LPS) และบริษัท รักษาความปลอดภัย แอลเอสเอส โซลูชั่น จำกัด (LSS) เป็น 3 จิ๊กซอว์ ในการต่อยอดและขยายธุรกิจ ดังนี้

“จิ๊กซอว์ตัวแรก” แผนขยายการลงทุนในธุรกิจดูแลงานซ่อมบำรุงอาคาร ในปี 2566 นี้ LPS เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจที่ปรึกษาในการพัฒนาโครงการอสังหาฯ รวมไปถึงการบริหารงานก่อสร้าง บริษัทมีแผนขยายงานไปในการรับเหมาก่อสร้าง และเป็นผู้เชี่ยวชาญ (specialist) ในการซ่อมแซมและบำรุง ปรับปรุงอาคาร ตกแต่งภายใน และการบริหารจัดการด้านพลังงาน (energy management) เพื่อยกระดับความเป็นอยู่และเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน

ทั้งนี้ LPS เป็นบริษัทที่ LPP ถือหุ้นในสัดส่วน 100% จะเข้าซื้อกิจการรับเหมาซ่อมแซม และรุกในธุรกิจ energy management เช่น solar roof เพื่อให้บริการอย่างครบวงจรต่อไป

“จิ๊กซอว์ตัวที่ 2” ขยายธุรกิจให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคาร (facility service) ประกอบด้วยการรักษาความปลอดภัย บริการแม่บ้าน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในอาคาร โดยบริษัท LSS ที่ LPP ถือหุ้น 100%

โดยที่ผ่านมา LSS ได้รับความเชื่อมั่นและมีการเติบโตที่ดี ทำให้สามารถขยายงานสู่กลุ่มธุรกิจที่หลากหลาย เช่น บริการรักษาความปลอดภัยให้แก่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ, Tops Supermarket เป็นต้น

ล่าสุด ปี 2565 ที่ผ่านมา LSS ได้เปิดธุรกิจบริการทำความสะอาด (cleaning service) ให้บริการแก่ลูกค้าหลัก อาทิ มาร์เช่ ทองหล่อ (โครงการมิกซ์ยูสในรูปแบบคอมมิวนิตี้มอลล์) โรงพยาบาลสินแพทย์ และโรงพยาบาลวิมุต เป็นต้น

แผนในอนาคตมีการเพิ่มธุรกิจการบริการด้านวิศวกรรม ทั้งการบริหารจัดการงานปฏิบัติการควบคุมและซ่อมบำรุงงานวิศวกรรมระบบประกอบอาคาร (O&M), บริการด้านงานเทคนิคและบริการแจ้งซ่อม (S&M) โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาพัฒนางานด้านธุรการ รวมไปถึงการบริหารจัดการภายใน เพื่อลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

และ “จิ๊กซอว์ตัวที่ 3” ลงทุนในการพัฒนาปรับปรุงอพาร์ตเมนต์ หอพัก และพัฒนางานบริการให้กับอาคารในกลุ่มนี้ เพื่อสร้างรายได้จากการเช่าในระยะยาว เพิ่มศักยภาพในการขยายรายได้และกำไรของบริษัท

ปัจจุบันเริ่มรับงานโครงการ U-Center ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย LPP ได้รับสัมปทานเข้าไปปรับปรุงหอพัก เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้เช่า และสร้างรายได้จากการเช่าให้กับ LPP โดยบริษัทมีแผนที่จะเข้าไปพัฒนาอีกหลายโครงการ ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา

กางแผนปี 2569 โต 1 เท่าตัว

จากแผนการขยายงานดังกล่าว ทำให้ LPP มีความมั่นใจว่าจะสร้างรายได้เติบโตตามแผนที่วางไว้ (ดูกราฟิกประกอบ) โดยตั้งเป้ารายได้ไม่น้อยกว่า 2,400 ล้านบาทในปี 2569 หรือ 2 เท่าของปี 2565 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 20% ต่อปี

เทียบจากรายได้รวมในปี 2565 ของกลุ่ม LPP อยู่ที่ 1,200 ล้านบาท ซึ่งเติบโตถึง 39% เมื่อเทียบกับปี 2564 โดยแบ่งเป็นรายได้ของ LPP จำนวน 1,030 ล้านบาท, LPS อยู่ที่ 50 ล้านบาท และ LSS จำนวน 120 ล้านบาท

“สัดส่วนรายได้ของธุรกิจที่เป็นรายได้จากงานบริการทั้งหมดในปี 2569 จะมาจาก LPP-LPS-LSS คิดเป็นสัดส่วน 75% ของรายได้รวมของทั้งกลุ่ม สัดส่วนอีก 25% จะเป็นรายได้จากการไปปรับปรุงอาคารหอพัก อพาร์ตเมนต์ ที่รับรู้รายได้จากการเช่า”

รายได้ LPP

ตั้งเป้าเข้าตลาดหุ้นปี 2567

ตามแผนธุรกิจดังกล่าว “สุรวุฒิ” เล่าว่า เพื่อไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ LPP มีแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อระดมทุนมาใช้การขยายงานให้ได้ตามแผนที่วางไว้ โดยแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ตามแผนคาดว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯได้ในปี 2567

ปัจจุบัน LPP มีทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท ภายหลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทจะมี market capitalization (มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด) 4,000 ล้านบาท โดยมี free float (สัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อย) อยู่ที่ 25%

ซึ่งการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาและขยายงานของ LPP โดยมีเป้าหมายขยายการให้บริการในการบริหารจัดการชุมชนอย่างครบวงจรออกไปให้กับโครงการอาคารชุดพักอาศัย อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า และอาคารประเภทอื่น ๆ ที่พัฒนาโดยผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายอื่น ๆ นอกเหนือจาก LPN

บิสซิเนสโมเดลมีเป้าหมายรักษาสัดส่วนของกลุ่มลูกค้า non-LPN เพิ่มขึ้นจาก 35% ในปี 2565 เพิ่มเป็น 50% ในปี 2567 รวมทั้งขยายงานให้บริการออกไปในต่างจังหวัด โดยจะขยายไปในทำเลที่ LPP มีฐานการให้บริการอยู่ ได้แก่ พัทยา หัวหิน และอุดรธานี

“ถึงแม้ปัจจุบันผู้บริหารอาคารมีหลายบริษัท และมีการแข่งขันสูง แต่ด้วยคุณภาพและการพัฒนาสู่การเป็น property & facility management service provider ทำให้ LPP สามารถให้บริการครบวงจรและมีคุณภาพที่ดีกว่าคู่แข่งในตลาด”

โดยกลยุทธ์การแข่งขันนำเสนอมาตรฐานการให้บริการที่เราคำนึงถึง สุขภาวะอนามัยที่ดี (well-being) ในการดูแลและบริหารจัดการชุมชนอย่างมีคุณภาพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัยในโครงการตามแนวคิด Smooth Your Living เป็นจุดแข็งที่สำคัญของ LPP ที่แตกต่างจากคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาด

วิกฤตโควิดสร้างโอกาส LPP

สำหรับปัจจัยเสี่ยงทางธุรกิจที่เกิดจากค่าแรงขั้นต่ำที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบทำให้ต้นทุนในการดำเนินงานสูงขึ้นนั้น “สุรวุฒิ” กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงาน บวกกับแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ การนำเทคโนโลยีเข้ามา จึงมั่นใจว่าทำให้ LPP สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้

“ประสบการณ์การทำงานมานานกว่า 31 ปีของ LPP เราผ่านมาหลายวิกฤต แต่ละวิกฤตก็สร้างความแข็งแกร่งให้กับเรา ยิ่งวิกฤต COVID-19 ยิ่งเป็นวิกฤตที่พิสูจน์ศักยภาพและคุณภาพงานบริหารและจัดการชุมชนของ LPP ได้เป็นอย่างดี จึงเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ LPP”

เป้าหมายในภาพใหญ่ เพื่อส่งต่อการพัฒนาและคุณภาพงานของ LPP ออกไปสู่ทุกชุมชน ยกระดับให้กลายเป็น “ชุมชนน่าอยู่” อย่างยั่งยืน (sustainable livable community) เติบโตอย่างมีความสุขไปด้วยกัน ทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...