'โขม ก้องเกียรติ' ลั่นขุนพันธ์3 โรงน้อยแต่สู้เต็มที่แล้ว รับกลัวคนเข้าใจผิดปั่นกระแส แค่รู้สึกน้อยใจ
‘โขม ก้องเกียรติ’ ลั่นขุนพันธ์3 โรงน้อยแต่สู้เต็มที่แล้ว รับกลัวคนเข้าใจผิดปั่นกระแส แค่รู้สึกน้อยใจ
กลายเป็นกระแสดราม่า หลังจากที่สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ได้ร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงเรื่องการจัดโรงและรอบฉายภาพยนตร”ทยที่ไม่เป็นธรรม โดยยกตัวอย่างกรณี ขุนพันธ์ 3 ของผู้กำกับดัง โขม ก้องเกียรติ ว่ามีรอบน้อยจดหมดโอกาสในการสร้างรายได้ จนกลายเป็รประเด็นร้อนเป็นที่ถูกพูดถึงในวงการภาพยนตร์
–สมาคมผู้กำกับ ภ.ไทย ยกกรณี ‘ขุนพันธ์ 3’ ร้องจัดโรง-รอบฉายไม่เป็นธรรม ตัดโอกาสทำผู้สร้างไม่กล้าลงทุน
ล่าสุดเมื่อเจอหน้า โขม ก้องเกียรติ ในงานบวงสรวงชีรีส์วาย “The Promise สัญญาไม่ลืม” ก็ได้เปิดใจถึงประเด็นดังกล่าวว่า
“จริง ๆ ก็ไม่มีอะไรใหม่ไปกว่า3-4 วันนี้ พี่ก็ให้สัมภาษณ์ไปอย่างที่เห็น ว่ามันก็คือความรู้สึกน้อยใจของคนทำงาน แค่นั้น แค่นั้นเอง คือมัน…พี่ก็แค่รู้สึกว่า คนเราเสียใจมันก็ต้องมีสิทธิ์ร้องไห้ มีสิทธิ์บ่นอะไรบางอย่าง และก็ไม่ได้จะบอกว่ามาเรียกร้องความสนใจ หรือว่าทำมาเป็นดราม่าเพราะว่า งานของเรามันเสร็จไปแล้ว ต่อให้มันขายได้ขายไม่ได้มันก็ไม่ได้เป็นส่วนได้ส่วนเสียอะนึกออกปะ แต่ขายได้นี่แต่หนังแบบนี้มันก็…เราทำมันมาหนักเราก็อยากให้มันมีพื้นที่ แค่นั้นแหละ ไม่มีอะไร แต่ว่าก็ จริง ๆ แล้วตลอด3 วันมานี้เราก็คุยไปหมดกับทุกสื่อนะครับ แล้วก็อยากให้ อยากให้สื่อไปคุยกับ…วันนี้นอกจากมาตอบ อยากมาฟังมากกว่า เพราะอยากให้ไปคุยกับคนที่เขารับผิดชอบเรื่องนี้จริง ๆ เพราะว่าคุยกับพี่มันปลายทาง ในฐานะคนทำมันก็ได้เท่านี้แหละ กลัวที่จะแบบ เดี๋ยวจะเข้าใจกันไปผิดว่าแบบ เป็นใหญ่เป็นโตไปปั่นให้มันเป็นดราม่าว่า เป็นดราม่าระหว่างหนังกับหนังหรือเปล่า หรือว่าพี่กับโรงมีปัญหากันเหรอ ไม่ใช่ มันก็คือ จริง ๆ มันก็แค่ใครอยู่ตรงนี้ก็ทำ ก็อาจจะบ่นแบบนี้แหละ แต่คราวนี้พอมันตีความผิดไปเรื่อย ๆ มันก็ไม่เวิร์ค”
การเอาหนังเข้ามาในโรงมันมีกระบวนการอะไรบ้าง อธิบายคร่าวๆ?
“โอ้โห ไม่ทราบเลย ไม่ทราบเลยจริง ๆ ในแง่ของผู้กำกับอะ อันนี้ผมถึงบอกว่า นักข่าว พี่ๆ นักข่าวช่วยไปคุยกับทางโรง ไปคุยกับคนที่เขาทราบจริงๆ เพราะว่าอันนี้พี่ตอบไม่ได้ เพราะว่าผู้กำกับไม่ได้มีสัดส่วนในเรื่องการเอาไปฉายในโรง กี่วันๆ อะไรยังไง มันไม่รู้เรื่องเลย”
พอหนังเป็นปัญหาแบบนี้ นอกจากความรู้สึกน้อยใจ มีความรู้สึกอะไรอีกบ้าง?
“คือมันเป็นเรื่องใหญ่แล้วอะ คือมันเป็นเรื่องใหญ่เกินตัวเราแล้ว สิ่งที่เราทำคือความรู้สึกของเรา ก็ทำไปแล้ว คือเราแค่ หลังจากนี้มันก็คงให้ผู้ใหญ่ได้คุยกัน หารือกัน ทางโรงหนังกับทางสตูดิโอ ทางสหมงคล ได้คุยกันอะไรอย่างนี้ว่ามันจะหาทางออกยังไง ที่จะไม่เกิดกรณีแบบนี้ขึ้นอีก”
หลังจากโพสต์ไป มีอะไรเพิ่มเติมไหม?
“ไม่มีฮะ ไม่มี โรงก็เหมือนเดิมแหละ ก็เหมือนกับภาพวันนั้นแหละ แต่ว่าเราก็อยู่จุดที่ว่าแล้วแต่ละกัน มันเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้นแหละ เราก็ทำเต็มที่ละ เรารู้สึกว่า หนังมันก็ทำงานของมันเต็มที่ละ วันนี้มันก็50 ล้านเท่าที่โรงที่มันมี ผมว่าขุนพันธ์3 ก็สู้แล้วล่ะ มันก็ทำงานแล้ว ในฐานะคนทำหนังคนหนึ่ง เราก็ไม่อายอะ นึกออกปะ ส่วนคนดูเสร็จแล้วจะชอบไม่ชอบอันนี้มันรสนิยมส่วนตัวอยู่แล้ว”
ผู้ใหญ่ยังไม่มีฟีดแบ็กอะไรกลับมา?
“ยัง ไม่มีฮะ ยังไม่มี”
ถ้าเกิดรอบมันมากกว่านี้ หนังก็น่าจะไปได้ไกลกว่านี้?
“เชื่อว่าอย่างนั้น เชื่อว่า ก็คือว่า มันก็เป็นปกติอะ ถ้ามันมีรอบฉายเยอะขึ้น มันก็มีโอกาสมากขึ้นนึกออกไหม ที่จะได้โชว์อะไรอย่างนี้ จริง ๆ มันมีความรู้สึกเหมือนแค่แบบ ยังไงดี เหมือน เหมือนหนังเหมือนลูกสาวผมอย่างนี้ แล้วไปคุยกับโรงเรียน โรงเรียนบอกว่าเดี๋ยวจะมีโชว์แล้วก็ซ้อมมา เราก็ซ้อมกันมาปีนึง ผมก็เห็นลูกสาว ลูกสาวผมตื่นเต้น พอขึ้นโชว์จริง ๆ ให้โชว์2 นาที อย่างนี้มันก็เป็นแค่ความรู้สึกบ่นผอ. เหรอ อันนี้”
ในกลุ่มเพื่อน ๆ ผู้กำกับด้วยกันได้คุยกันถึงหัวข้อนี้ไหม?
“ก็คุยกันผ่านสมาคม คือเรื่องนี้มันก็เป็นเรื่องที่แบบ เกิดขึ้นกับใครมันก็ ไม่น่าจะมีใครแฮปปี้”
มันบั่นทอนความรู้สึกของเรามากขนาดไหน?
“มันเสียใจ แต่มันไม่บั่นทอน ผมอะทำหนังมา20 กว่าเรื่องแล้ว เราก็ยังทำต่อไป ยังผลิตงานอีกเยอะ หน้าที่คนทำเราก็ทำให้ดีที่สุดแหละครับ ทำให้คนดูรักเราที่สุด ส่วนธุรกิจก็เป็นเรื่องของธุรกิจให้เขาคุยกัน”
กับทีมงานนักแสดง ได้มีการพูดคุยกันบ้างไหม?
“ก็คุยกันครับ จริงๆเราก็คุยกันอยู่เรื่อยๆอยู่แล้วล่ะ ส่วนใหญ่ก็ให้กำลังใจกัน ก็พร้อมจะลุยกัน พร้อมจะแบบ…ส่วนใหญ่ก็คิดถึงบรรยากาศ เพราะหนังเรื่องนี้มันเมมโมรี่ความรู้สึกดีๆของคนทำงานเนาะ เพราะว่ามันเหนื่อยกันมาอะไรอย่างนี้ และพอทุกคนเจอสถานการณ์อย่างนี้ เอาจริงๆผมก็รู้แหละว่าข้างในเขารู้สึกอะไร แต่ว่าก็ไม่มีท้อนะ ไม่มีใครแบบพอแล้วเลิกแล้ว รุ่นพวกนี้มันไม่น่าห่วงหรอก มันน่าห่วงรุ่นเด็กไปที่จบฟิล์ม จบอะไรมาใหม่ๆ ถ้ามันจะเจอสถานการณ์แบบนี้ก็ถึงบอกว่าบางทีรัฐบาล หรืออะไรอยากให้เขามาคุยกัน ให้ผู้ใหญ่เขาคุยกัน อยากให้นักข่าวไปสัมภาษณ์เขา และอยากให้ลองคุยๆกันว่ามันจะเป็นยังไง“
เป็นเคสแรกของตัวเองไหม เลยรู้สึกเฟล?
“ก็คือจริงถ้าสองอาทิตย์แล้วมันออกจากโรงอะ มันก็ว่าไปไง พี่ทำหนังมาก็จะยี่สิบกว่าเรื่อง ไม่เคยถูกดึงออกเลยอาทิตย์แรกนะ อันนี้มันแบบบางอาทิตย์ด้วย มันไม่ได้ถูกดึงออกสิ มันลดรอบ แบบตกใจ ก็อย่างที่เราเห็นตามข่าวแหละครับ“
สถานการณ์แบบนี้เคยเจอมาก่อนไหม?
“ไม่ครับ ไม่เคยเลย เคยได้เห็นหนังบางเรื่องโดน แต่อันนี้ก็เกิดการเอาไปคุย ไปเปรียบเทียบกันอะไรอย่างนี้ แต่เราว่ามันต่างกัน ต่างวาระ หนังขุนพันธ์มันทีท่าว่ากระแสดีไง แต่ทำไมมันถูกลด นึกออกไหม มันก็ลองคำนวณค่าเงินเสียว่าตั๋วใบละ150 แล้วโรงครึ่งหนึ่ง เจ้าของครึ่งหนึ่ง แล้วคนดูขนาดนี้ ทำไมถึงถูกลด อันนี้มองในแง่ของธุรกิจนะ ก็ต้องไปคุยกันว่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมถึงถูกลด“
อีกเรื่องหนึ่งลดราคาคิดเห็นยังไง?
“เรื่องลดราคามันก็เป็นสิทธิ์ของเขาแหละ ทีนี้พอมันมาชนกันปั๊บ เศรษฐกิจอย่างนี้คนเขาก็ต้องเลือกของถูก ซึ่งมันก็ไม่ผิด คนดูอะไม่ผิด คนดูไม่ได้ผิดอะไร แค่พื้นที่เรามันถูกลดลงไป ก็น่าเสียดาย“
คาดไม่ถึงจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้?
“ใช่ คาดไม่ถึงเลยครับ เนี่ยต้องไปหาว่าต้นตอมันมาจากไหนกันแน่ บางที่โปรโมทว่าจะฉาย ยางภาคงี้บอกว่าจะฉายแต่ก็ไม่ฉาย อันนี้เลยแบบ…วันนี้รู้ข่าวเลยค่อนข้างช็อคและก็เสียใจ แล้วพอเสียใจเราก็ระบายในพื้นที่เราแค่นั้นเองจริงๆไม่ได้มีปัญหากับหนัง พอฟีดแบ็กมันก็เข้ามาถล่มเหมือนกับว่าเรามาเรียกร้องความสนใจ ก็พยายามจะอธิบายไปว่ามันไม่ใช่ มันไม่ได้เรียกร้องความสนใจ ไม่ได้มาขายหนัง ไม่ได้มาประชาสัมพันธ์ แค่น้อยใจ ไม่ต้องสนใจก็ได้ ไม่เป็นไร“
เหมือนคนคิดว่าจะเป็นการดึงกระแส?
“ใช่ กลายเป็นว่าพี่ออกมาประชาสัมพันธ์ตัวหนัง คือมันคนละเรื่องกันเลยครับ มันคนละความรู้สึกกันเลยอะ คือไม่คุ้มเลย ให้พีอาร์เขาทำงาน พี่ไม่ต้องออกมานั่งทำอย่างนี้มันไม่เห็นคุ้มเลย มันไม่ใช่วิธีประชาสัมพันธ์ที่ฉลาดสำหรับพี่“
เจตนาก็แค่อยากระบาย?
“ใช่ แค่นั้นเลย มันรู้สึกก็ต้องพูด เรารักมันอะ เรารักมันเราก็แค่รู้สึก“
ในมุมของคนทำหนัง พอทำหนังแล้วถูกจำกัดเรตติ้ง คิดเห็นยังไงบ้าง?
“ก็ต้องอยู่ที่ความเหมาะสม คือเรตติ้งมันมีอยู่แล้วล่ะ แต่ว่ามันเกินกว่าเหตุไหมแค่นั้นแหละ อันนี้เขาก็ยื่นเรื่องไปว่า มันอยู่ในจุดที่เกินกว่าเหตุไหม เดี๋ยวให้หนังมันพิสูจน์แล้วกัน แต่เชื่อเถอะว่าสถานการณ์หนังไทยตอนนี้ทันแย่แล้วล่ะสมมติว่าเราหวังจะไปพึ่งผู้ใหญ่ เอกชนก็มรอีกแบบหนึ่ง ผู้ใหญ่ที่เป็นรัฐบาลก็เป็นอรกแบบที่เราเห็น จริงๆเราเชื่อว่ามองง่ายๆ ไม่ต้องลึกซึ้งอะไรเราก็รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ก็คนทำหนังก็เหนื่อย“
อย่างหุ่นพยนต์ที่ถูกจำกัดเรตติ้ง ในมุมของเราหลังจากดูตัวอย่างหนัง เรามองแบบนั้นไหม?
“คือทุกคนที่ไปดูหนัง เขาก็พูดกันหมดว่ามันไม่ได้รุนแรงอะไรขนาดนั้น มันไม่ได้ถึงขนาดนั้น แต่อันนี้ก็เหมือนกัน ก็ต้องให้ผู้ใหญ่ไปคุย คุยกับผู้ใหญ่ว่าทำไมเขาถึงคิดอย่างนั้น ทำไมคณะกรรมการถึงคิดอย่างนั้น ทำไมถึงคิดว่ามันเป็นอย่างนั้น ต้องไปเอาคำตอบ“
การตัดเรตมันมีผลกับหนังไหม?
“มันก็มีอยู่แล้วล่ะ ถ้าโดน20+ ก็โดยที่ทาร์เกตเป็นวัยรุ่นอย่างนี้ วัยรุ่นก็เข้าไปดูไม่ได้ จะดูก็ต้องตรวจบัตร มันก็น่าจะมีเอฟเฟกต์“