ฉันพึ่งเรียนจบเองนะ โลกาวินาศเลยได้ไง[มีE-book]
ข้อมูลเบื้องต้น
แจ้งข่าวE-book
ภาค 1 Apocalypse' genesis ตอนที่ 1-25 ราคาปก 240 coin
ภาค 2 Apocalypse rises ตอนที่ 26-53 + 1 ตอนพิเศษ(เรื่องราวของวีและเฉิงสมัย ม.ปลาย ไม่มีลงรายตอน ไม่มีผลกับเนื้อเรื่องหลักค่ะ) ราคาปก 240 coin
Promotion ภายในวันนี้ถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2567 แต่ละเล่มลด 50% เหลือ 120 coin = 60 บาทต่อเล่มนะคะ อุดหนุนกันได้สำหรับคนที่สนใจค่ะ
หรือใครชอบอ่านบน MEB ก็มีวางขายนะคะ (ชำระเงินทาง Android จะถูกกว่า Apple ค่ะ) Link หนังสือของ MEB อยู่ที่นี่ค่ะ https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMzgzNDE3NCI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjMwMTE5Mjt9
ภาคสองจะลงให้อ่านฟรีจนจบค่ะ ตั้งแต่ตอนที่ 44 ไปจะเริ่มติดเหรียญหลังลงไป 1 สัปดาห์ค่ะ
ไรท์ลงสองที่ คือ Dek-D และ ReadaWrite นะคะ
อยากให้ช่วยคอมเม้นต์ แนะนำ ติชม หรือแวะมาพูดคุยกันเยอะๆนะคะ ขอบคุณมากค่า
วีรดา
แพทย์ใช้ทุนสาวที่พึ่งจบมาได้ปีกว่าๆ
ทำงานขึ้นเวร-ลงเวร อดหลับอดนอน
อยู่ๆก็พบว่าคนไข้อาการประหลาดที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วกลายร่างเป็นซอมบี้
โลกาวินาศแล้วสินะ ฉันพึ่งเรียนจบเอง ยังไม่ได้มีแฟน แต่งงาน ไปเที่ยวต่างประเทศ etc. เลย
'เห้อออ อยู่เวรก็อดนอนพอแล้ว เจอซอมบี้อย่างนี้ เมื่อไหร่จะได้นอนเต็มอิ่มกันนะ'
เฉิง
ฉันทวิชช์ วิศวกรหนุ่มเพื่อนเก่าสมัยม.ปลายของวีรดา มาเจอกันอีกครั้งในวันสิ้นโลก
“ถึงเราไม่ค่อยได้คุยกันสมัยเรียน ก็ไม่ได้แปลว่าไม่ได้คิดอะไรนะ”
เบล
เด็กสาววัย 17 ปี บังเอิญหนีเอาชีวิตรอดมากับวีรดานทันทีที่โลกาวินาศโดยบังเอิญ
“หนูทำได้แต่เรื่องทั่วๆไปค่ะ ไม่มีความสามารถพิเศษอะไร”
ดิน
หนุ่มอายุ 18 ปี แข็งแรงแต่ดวงกุด
“คิดไม่ผิดเลยที่ขอตามเขามา ในกลุ่มมีทั้งคนฉลาดกว่าและดวงดีกว่า สบายละเรา”
==============
เอริค
เด็กชายวัย 13 ปีลูกครึ่งไทย-อังกฤษ ที่สูญเสียมั้งพ่อและแม่ในวันโลกาวินาศ
“ผมถูกกัดฮะ แต่…ก็ไม่เป็นอะไรนะครับ”
=========
1st Arc : Apocalypse's Genesis (มี E-book)
[Chapter 1-25] ติดเหรียญ 5 ตอนสุดท้าย
2nd Arc : Apocalypse rises[NOW ON PROGRESS]
[Chapter 26-53]
3rd Arc : Rebirth of Civilization
[Chapter 54-…]
==============
พูดคุยกันได้ที่ twitter : https://x.com/LifetimReader
โลกาวินาศมาแล้ว Apocalypse's Genesis
บทที่ 1
โลกาวินาศมาแล้ว
=======
วีรดาพยายามกลั้นเสียงหายใจให้เบาที่สุด ขณะสอดส่ายสายตาจากช่องว่างระหว่างประตูบ้านพักแพทย์ จากมุมนี้ไม่เห็นซอมบี้เลยสักตัว แต่จากเสียงความเคลื่อนไหว เสียงทุบประตูไกลๆ คาดว่าบริเวณแฟลตบุคลากรโรงพยาบาลคงจะเต็มไปด้วยซอมบี้แล้ว อย่างไรบ้านพักนี้คงปลอดภัยอยู่ได้ไม่นาน ด้วยความเก่าของบ้านพัก ทั้งประตูและหน้าต่างที่กลอนล็อกเต็มไปด้วยสนิมถ้าเจอซอมบี้กระแทกแรงๆ ไม่นานคงพังเข้ามาได้ เธอต้องพยายามหนีออกไปก่อนที่จะเกิดเรื่องให้ได้
หญิงสาวกวาดอุปกรณ์ที่คิดว่าจำเป็นเท่าที่หาได้ลงเป้ใบใหญ่สะพายหลังพร้อมแล้ว รถยนต์ส่วนตัวของเธอที่จอดข้างๆ ตัวบ้านก็น้ำมันเหลือขีดเดียว ขับออกไปก็คงไปได้ไม่นาน น่าโมโหตัวเองที่ไม่เติมน้ำมันให้เต็มถังไว้จริงๆ ทางเดียวที่วีรดาคิดออกคืออ้อมไปด้านหลังโรงรถของโรงพยาบาลและเอารถพยาบาลซักคันขับออกไป รถพยาบาลจำเป็นต้องเติมน้ำมันเตรียมพร้อมในการออกเหตุฉุกเฉินอยู่เสมอ เธอรู้อยู่แล้วว่ากุญแจรถโรงพยาบาลเก็บไว้ตรงไหน ติดแค่จะเอาตัวรอดไปอย่างไรถ้าที่โรงรถมีซอมบี้
อย่างไรก็ต้องออกไป หลังจากสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวจากหน้าต่างบ้านพักชั้น2 มาครึ่งคืน เธอสังเกตเห็นว่าตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น ซอมบี้ที่บ้าคลั่งมาตลอดคืนก็เคลื่อนไหวช้าลง ไร้ทิศทางเหมือนมองไม่เห็น ดูเหมือนแสงสว่างจะมีผลด้านลบกับพวกมัน แต่พวกมันไวกับเสียงมาก เธอต้องเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบที่สุด วีรดากำค้อนในมือที่หยิบมาจากกล่องเครื่องมือในบ้านแน่น ปรับหน้ากากอนามัยให้กระชับหน้า ตัดสินใจเปิดประตูหลังบ้านออกไป
—--
1 วันก่อนหน้านี้
“หมอวี วันนี้คุณสมชายไข้ลงแล้วนะคะ” พยาบาลกุ๊กรายงานวีรดาทันทีที่แพทย์หญิงอินเทินเปิดประตูเข้ามาในวอร์ด วีรดาจำคุณสมชายได้ทันที เพราะเป็นคนไข้ไข้ประหลาดรายแรกที่เธอรับเข้าในโรงพยาบาลแห่งนี้
ทำไมเธอเรียกมันว่าไข้ประหลาด เพราะเมื่อ 5 วันก่อนคุณสมชายมาตรวจที่โรงพยาบาลชุมชนด้วยอาการไข้สูง อุณหภูมิ 40-41 องศาเซลเซียสตลอด กินอะไรไม่ได้เลย ตรวจดูอย่างอื่นไม่พบความผิดปกติอะไร เธอตัดสินใจให้แอดมิทในโรงพยาบาล ส่งตรวจเลือดเพื่อเพาะเชื้อ และให้ยาฆ่าเชื้อ ผลปรากฎว่าไข้ยังคงสูงลอยตลอด 5วันที่ผ่านมา ในขณะที่ผลตรวจต่างๆ ปกติทั้งหมด ตรวจไม่เจอเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัสที่มักจะระบาดในช่วงนี้ทุกชนิด ในขณะที่เธอกำลังสงสัยกับอาการของคนไข้ อยู่ๆ โรงพยาบาลชุมชนเล็กๆ ที่มีจำนวนเตียงผู้ป่วยในแค่ 30 เตียง มีหมอประจำ 2 คน ซึ่งปกติมีคนไข้ไม่เคยเต็มก็มีคนไข้ล้นทะลัก ที่มาด้วยอาการเดียวกันคือไข้สูงประหลาดและตรวจไม่พบสาเหตุ เธอพยายามปรึกษาแพทย์อายุรกรรมที่โรงพยาบาลจังหวัดก็พบว่าที่โรงพยาบาลจังหวัดก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน คือมีคนไข้ไข้สูงไม่ทราบสาเหตุปริมาณมากเข้ามาในร.พ.ในช่วงเวลา 3-4 วันที่ผ่านมา และที่โรงพยาบาลจังหวัดก็ใช้วิธีเดียวกัน คือ ส่งตรวจเพาะเชื้อในเลือด และให้ยาฆ่าเชื้อ แน่นอนผลที่ได้ก็ไม่ต่างกับเธอ
“ไข้ลงแล้วหรอคะ ในที่สุดก็จะได้โล่งอกซักที ไข้ลงก็น่าจะดีขึ้นแล้ว คนอื่นๆ ก็คงเหมือนกัน” วีรดาตอบพลางรับชาร์ทประวัติคนไข้มาเปิดดู ความอ่อนเพลียฟ้องที่ใต้ตาคล้ำชัดเจน ใช่แหละ นี่เวรวันที่ 3 ติดต่อกันของเธอแล้ว
“เอ๋… นี่มันเกินกว่าไข้ลงอีกนะคะ อุณหภูมิ 34 องศาเซลเซียส นี่ไม่ใช่คนแล้ว” หลังจากไล่สายตาดูตัวเลขมากมายบนชาร์ท เธอก็ยิ่งตกใจ หลังจากไข้สูง 40-41องศาเซลเซียสมาเกือบสัปดาห์ อยู่ๆ อุณหภูมิคนไข้ก็ลดลงจนเกินขีดปกติของมนุษย์ ชีพจรก็ยังเต้นช้ามากๆ
“ไม่ใช่แค่นี้นะคะ อาการก็แปลกๆ ด้วยค่ะ” พยาบาลกุ๊กเสริม
ภาพตรงหน้าวีรดาทำให้เธอขมวดคิ้วอย่างงุนงง คุณสมชายที่นอนอ่อนเปลี้ยเพลียแรงมาตลอด 5 วันกำลังตวาดด่าทอพยาบาลที่พยายามไปให้น้ำเกลือ
“อยู่ๆ จากคนดีๆ นอนไม่มีเรี่ยวแรงมาหลายวัน วันนี้พอไข้ลงก็ลุกขึ้นมาโวยวาย ดึงสายน้ำเกลือทิ้ง และด่าพวกพี่ไม่หยุดเนี่ยหมอวี”
“อยู่ๆ ก็ aggressive หรอ? อาการพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงกะทันหันหรือว่าจะมีความผิดปกติในสมอง วีว่าเราต้องส่งต่อไปร.พ.จังหวัดแล้วล่ะ ที่นี่เราไม่มีเครื่องซีทีแสกนสมองด้วย”
วีรดาจัดแจงตรวจร่างกายคุณสมชายโดยละเอียด พบว่าไม่มีความผิดปกติอื่นๆ นอกจากอุณหภูมิ และชีพจรที่ต่ำมาก ที่เหลือคือความก้าวร้าวที่มาอย่างกะทันหันอย่างไม่เคยเห็นวี่แววมาตลอด 5 วัน หลังรวบรวมข้อมูลโดยละเอียดก็ติดต่อส่งเอกสารเพื่อขอส่งต่อคนไข้ไปที่ตัวจังหวัด แต่ได้รับการปฏิเสธเนื่องจากที่ร.พ.จังหวัดเตียงเต็มแม้ติดต่อจังหวัดใกล้เคียงก็สถานการณ์ไม่แตกต่างกัน ทุกโรงพยาบาลใหญ่ในละแวกใกล้เคียงแจ้งว่าเตียงคนไข้เต็มไปด้วยคนไข้ไข้ประหลาดเหล่านี้และบุคลากรทุกคนกำลังหัวหมุนกันมาก ไม่สามารถรับเคสมาเพิ่มได้ ประสบการณ์การทำงานหลังจบแพทย์มาเพียง 1 ปีกว่าๆ ของเธอทำให้เธอลังเล
“พี่กุ๊กคะ วันนี้ ผอ. เข้ามั้ยคะ?” วีรดาคิดถึงผู้อำนวยการ โรงพยาบาลชุมชนเล็กๆ แบบนี้มีหมอประจำการเพียง 2 คนคือเธอและผอ. โดยปกติ ผอ. ก็เป็นผู้ใหญ่ใจดีที่พึ่งพาได้พอควร เวลาเธอมีปัญหาอะไรในการทำงานในฐานะหมอใหม่ก็มักปรึกษาหมอรุ่นพี่มากประสบการณ์ก่อน
“ผอ.วันนี้ไม่เข้าค่ะ เมื่อเช้าโทรมาบอกว่าไข้ขึ้นสูง นี่กุ๊กยังคิดว่า ผอ. ติดเจ้าไข้ประหลาดนี่ไปด้วยรึเปล่า” พยาบาลกุ๊กตอบด้วยสีหน้ากังวลใจ ไม่ว่าโรคนี้จะเป็นอะไร เห็นได้ชัดว่ามันติดต่อได้ และมีลักษณะแพร่ระบาดในวงกว้าง 3 วันมานี้บุคลากรที่วอร์ดสวมอุปกรณ์ป้องกันเต็มอัตราตลอดเวลาที่ขึ้นเวร
“ถ้างั้นฝากเตรียมเซท LP (Lumbar puncture) ให้หน่อยค่ะ เรามาเจาะน้ำไขสันหลังตรวจกัน”
ช่วยไม่ได้ ผอ.ก็ไม่อยู่ วันนี้เธอเป็นหมอคนเดียวในโรงพยาบาล แถมตัวจังหวัดก็คงจะยื่นมือให้ความช่วยเหลือไม่ได้ ลำพังโรงพยาบาลจังหวัดเอง ก็ต้องเสริมเตียงจนไม่รู้จะเสริมยังไง ช่วงนี้เธอพูดคุยกับเพื่อนที่ทำงานในโรงพยาบาลจังหวัดตลอดก็ทราบสถานการณ์ดี เอาเถอะ แพทยือินเทินแปลว่า ทำได้ทุกอย่าง สู้!
สุดท้ายพยาบาลที่ขึ้นเวรวันนั้นทั้งหมดต้องมาช่วยจับคุณสมชายที่เอาแต่โวยวายไม่ให้ความร่วมมือในการเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง
“อดทนหน่อยนะคะ ใกล้เสร็จแล้วค่ะ” วีรดาปลอบทีมพยาบาลและผู้ช่วย 5 คนที่กำลังช่วยจับผู้ชายร่างใหญ่ที่กำลังดิ้นจนแทบหมดแรงกันไปตามๆ กัน ขณะแทงเข็มยาวเข้าไประหว่างช่องกระดูกสันหลัง หลังความรู้สึกว่าปลายเข็มทะลุผ่านเข้าไปในชั้นน้ำไขสันหลัง เธอก็ถอนแกนเข็มออก หยิบขวดเก็บน้ำไขสันหลังมาเตรียมรองรับ
“อ๊ะ! อะไรเนี่ย?” น้ำไขสันหลังที่ไหลออกมาจากเข็มซึ่งควรใสเหมือนน้ำเปล่า กลับออกมาเป็นของเหลวข้นสีม่วงเข้ม ซึ่งเธอไม่เคยเห็นมาก่อน ทบทวนจากความทรงจำก็ไม่มีความรู้เลยว่ามีโรคใดทำให้น้ำไขสันหลังออกมาเป็นสีนี้ได้
เจ้าหน้าที่ทุกคนที่กำลังจับตัวคุณสมชายหันมามองน้ำไขสันหลังในขวดที่อยู่ในมือหมอวีรดา ไม่มีใครกล้าเอ่ยคำพูดใด จนวีรดาต้องทำลายความเงียบ
“ทุกคนคะ น้ำไขสันหลังนี้ตอนส่งไปตรวจในจังหวัดฝากแพคสองชั้นใส่กล่องสุญญากาศไปนะคะ และพวกเราทุกคนออกจากเคสแล้ว ถอดแมสก์ กาวน์ ถุงมือให้หมด แล้วอาบน้ำในสะอาดเลยดีกว่าค่ะ บางทีเราอาจจะกำลังเจอกับโรคอุบัติใหม่ กันไว้ดีกว่าแก้นะคะ”
หลังออกมาจากวอร์ด วีรดาตรงกับไปบ้านพักแพทย์ของเธอที่อยู่ไม่ไกลจากตึกผู้ป่วย เธอทำความสะอาดร่างกายอย่างละเอียด ก่อนมานั่งอยู่หน้ามือถือ
วีรดาหาข้อมูลในโซเชี่ยลอย่างรวดเร็วพบว่าไข้ประหลาดเกิดขึ้นพร้อมๆ กันไม่เกิน 4-5 วันนี้ทั่วประเทศ รวมทั้งในประเทศอื่นๆ ด้วยผลตรวจทางห้องปฏิบัติการจากสถาบันต่างๆ ทั่วโลกยังไม่พบสาเหตุ หลายคนหวั่นวิตกว่าจะเกิดโรคอุบัติใหม่เหมือนที่เคยเกิดขึ้นทั้งโลกเมื่อไม่กี่ปีก่อน แต่ยังไม่มีใครรายงานอาการพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงของคนไข้และการตรวจพบน้ำไขสันหลังสีม่วงเข้มแบบนี้มาก่อน เธอถามเพื่อนในโรงพยาบาลอื่นก็พบว่าคนไข้หลายคนได้รับการเจาะน้ำไขสันหลัง ซึ่งผลก็ปกติ แต่จุดที่แตกต่างที่วีรดาสังเกตเห็นคือ คุณสมชายเหมือนจะเป็นคนไข้ที่มีอาการเป็นคนแรกๆ เลย เพราะในข่าวรวมทั้งเพื่อนหมอจากโรงพยาบาลอื่นๆ ของเธอพึ่งพบคนไข้ที่มีอาการไข้ประหลาดนี้มาประมาณ 4 วัน ในขณะที่คุณสมชายมีอาการไข้ก่อนมาพบหมอ 2 วัน และแอดมิทมานอนโรงพยาบาลได้ 5 วันแล้ว รวมแล้วคุณสมชายก็มีไข้มา 7 วันแล้ว อีกทั้งในขณะที่คนไข้รายอื่นยังไข้สูงไม่ลด อยู่ๆ คุณสมชายก็อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็วก่อนมีอาการป่วยทางจิตตามมา
“อ๊อออดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!”
อยู่ๆ กริ่งเตือนภัยก็ดังขึ้นจากทางตึกผู้ป่วย วีรดากระเด้งตัวจากที่นอนอย่างรวดเร็วเพื่อรีบวิ่งไปทางหอผู้ป่วย กรณีเกิดไฟไหม้ เจ้าหน้าที่ต้องทำตามแผนการหนีไฟ ซึ่งทุกคนมีบทบาทในการช่วยนำตัวผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ออกมาจากที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด
วีรดาวิ่งมาถึงหอผู้ป่วย ไม่เห็นไฟ ไม่เห็นควัน แต่พบภาพชายในชุดคนไข้กำลังกระโดดคร่อมร่างพยาบาลกลางวอร์ด ก่อนจะก้มลงไปกัดคอคุณพยาบาลที่น่าสงสารทันที เลือดสีแดงสาดกระเซ็นจากคอ เสียงกรีดร้องดังขึ้นทั่วทุกสารทิศ หลายๆ คนพยาบาลเข้าไปช่วยดึงคนไข้ออกมาจากคุณพยาบาล แต่พบว่าคนไข้ดังกล่าวมีแรงมหาศาลสะบัดทุกคนกระเด็นออกมาหมดแถมบางคนยังถูกลูกหลงโดนกัดมือไปด้วย วีรดามองหาอาวุธใกล้มือ เจอแค่ถังดับเพลิงที่เธอหมายตาตั้งแต่ตอนวิ่งมาเพราะคิดว่าไฟไหม้
“ทุกคน หลบ!!! “ วีรดาร้องบอกคนรอบๆ ที่เข้าไปช่วยดึงตัวคนไข้ ก่อนจะคว้าถังดับเพลิงฟาดไปที่หัวคนไข้จนกระเด็นออกจากร่างคุณพยาบาล
“คุณสมชาย!” วีรดาร้องอย่างตกใจตอนเห็นหน้าคนไข้ที่เป็นคนร้ายกัดคอพยาบาล และยิ่งตกใจมากขึ้นเมื่อเห็นม่านตาของคุณสมชายที่หันมาตามเสียงเป็นสีเทาอ่อน!
บ้าน่า! นี่มันซอมบี้ชัดๆ ไม่ใช่คนแล้ว ซอมบี้สมชายที่พึ่งถูกฟาดหัวอย่างแรง ค่อยๆ ลุกขึ้นมาจากพื้น และกระโจนเข้ากัดคนไข้ที่กำลังตกใจและหนีไม่ทันที่ใกล้ที่สุด เสียงกรีดร้องดังระงม ทั้งคนไข้และพยาบาลแตกฮือ วิ่งหนีให้ห่างที่สุดไปทุกทิศทาง วีรดาหันไปหาร่างคุณพยาบาลที่ถูกกัดคนแรก พยายามจะดึงให้ลุกหนีไปด้วยกัน แต่ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเพราะทันทีที่หันมาก็พบว่าเป็นพยาบาลกุ๊กที่มีม่านตาเป็นสีเทา!
วีรดาดึงมือออกอย่างรวดเร็ว และรีบกระโดดถอยหลัง ซอมบี้พยาบาลกุ๊กกระโดดเข้ากัดพยาบาลอีกคนที่ขาสั่นวิ่งหนีไม่ออกอยู่ข้างๆ วีรดาสังเกตเห็นว่าคนอื่นๆ ที่ถูกซอมบี้สมชายกัดตอนแรกกำลังเปลี่ยนไป และเริ่มโจมตีคนรอบๆ อย่างรวดเร็ว เธอหันหลังวิ่งหนีสุดตัวกลับไปที่บ้านพัก ตอนที่เธอล็อคประตูบ้านพักสำเร็จนั้น ข้างนอกเป็นเวลา เที่ยงคืนและเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้อง
ซอมบี้ชัดๆ เหมือนในหนังเลย….โลกกำลังโลกาวินาศแล้ว ให้ตายสิ ชั้นพึ่งเรียนจบเองนะ ยังไม่ได้ไปเที่ยวต่างประเทศเลย แฟนก็ยังไม่มี
-----------------------------------------------------------------
เรื่องแรกของไรต์นะคะ
ฝากติดตามด้วย อยากอ่านคอมเม้นต์จากรีดเยอะๆค่า ^^
หนี! หนี! หนี!
บทที่ 2
หนี! หนี! หนี!
ตลอดทั้งคืนหญิงสาวเฝ้าดูเหตุการณ์จากหน้าต่างชั้นสองบ้านพักแพทย์ของเธอ ปกติเวลาอยู่เวรเธอยังแอบงีบหลับได้เป็นพักๆ แต่วันนี้เธอไม่ได้หลับเลยแม้แต่นาทีเดียว เธอเห็นคนพยายามหนีหลายคนด้วยการขับรถออกไป รถหลายคันพุ่งเข้าชนกับซอมบี้ที่กระโจนออกมาแต่ซอมบี้เหล่านั้นก็ไม่มีทีท่าจะตายหรือลดความรุนแรงลง เหล่าซอมบี้เข้าทุบกระจกบุกเข้าไปในตัวรถและกัดคนในรถ ไม่นานคนที่ถูกกัดก็กลายเป็นซอมบี้และออกมาพุ่งเข้าทำร้ายคนอื่นๆ ต่อ ในขณะเดียวกันเธอพบว่ามีบางคนสามารถหลบหนีออกไปจากโรงพยาบาลได้ทั้งด้วยการวิ่ง มอเตอร์ไซค์และรถยนต์ แต่ก็มีซอมบี้วิ่งไล่หลังไปไม่รู้ว่า จะหนีไปได้ไกลแค่ไหน รถบางคันมีซอมบี้เกาะอยู่ที่หลังคาไปด้วย มีรถพยาบาล 2 คันวิ่งออกจากโรงรถ คันแรกชนกับซอมบี้ก่อนถึงประตูทางออกและถูกทุบกระจกเข้าโจมตี ในขณะที่อีกคันขับออกจากรั้วโรงพยาบาลไปได้สำเร็จ
วีรดาพยายามที่จะต่อสายหาตำรวจ และกู้ภัย แต่ในขณะที่เธอกำลังเล่าเหตุการณ์ให้ฟังอย่างรวดเร็วและปลายสายกำลังสับสนกับเรื่องที่เธอเล่าอย่างที่สุด เธอก็ได้ยินเสียงไซเรนรถตำรวจวิ่งเข้ามาในโรงพยาบาลคงมีคนติดต่อตำรวจก่อนเธอแล้ว ซอมบี้ในบริเวณรอบๆ พุ่งตัวเข้ามาหารถตำรวจอย่างพร้อมเพรียง เป็นไปได้ว่าเสียงไซเรนจะดึงดูดซอมบี้ทั้งหลาย รถตำรวจเสียหลักเบรกกะทันหันอย่างรุนแรง ทำให้ซอมบี้ไม่ต่ำกว่า 10 ตัวกระโจนเข้าใส่หลังคาและกระจกรถ รถตำรวจพยายามขับเข้าและถอยออกหลายครั้ง ก่อนหยุดนิ่ง คาดว่าคงถูกโจมตีและกลายเป็นซอมบี้ไปแล้ว จากนั้นมีรถตำรวจขับมาอีก 2 คัน และรถกู้ภัยอีก 1 คัน ทั้งหมดประสบเหตุแบบเดียวกันจนสุดท้ายมีรถตำรวจเพียง 1 คันที่สามารถขับหนีออกจากโรงพยาบาลได้โดยที่มีซอมบี้เกาะหลังคารถไปด้วย!
หลังจากนั้นก็ไม่มีรถตำรวจหรือกู้ภัยเดินทางมาถึงโรงพยาบาลนี้อีก คาดว่าน่าจะมีเรื่องเกิดขึ้นที่สถานีตำรวจเช่นกัน หลังความเคลื่อนไหวทางหน้าประตูโรงพยาบาลเริ่มเงียบลงได้ยินเสียงของซอมบี้เคลื่อนไหวมุ่งหน้าไปที่แฟลตบุคลากรและตามมาด้วยเสียงกรีดร้อง ทางนั้นมีบุคลากรจำนวนมากอาศัยอยู่ แตกต่างจากฝั่งบ้านพักของเธอที่มีคนอยู่ไม่ถึง 10 คน ก่อนหน้านี้หลายคนพยายามหนีออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว เสียงกรีดร้องที่ได้ยิน คงเป็นคนที่หนีไม่ทัน และพยายามหลบอยู่ในแฟลตแบบเธอ
วีรดาพยายามโทรขอความช่วยเหลือทุกคนที่เธอคิดถึง โทรหาผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่วันนี้มีอาการไม่สบายและไม่ได้เข้ามาโรงพยาบาล ก็พบว่าไม่มีคนรับสาย โทรหา 191 และ 199 ก็ได้รับคำยืนยันว่าจะส่งคนมาช่วยแต่ก็ไม่มีใครมาอีก
วีรดาตัดสินใจโทรหามารดาที่กรุงเทพมหานคร เธอเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเพราะบิดาของวีรดาเสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเป็นเด็กทารก เธออาศัยอยู่กับแม่สองคนมาโดยตลอดจนกระทั่งเรียนจบหมอ และจับฉลากมาใช้ทุนที่จังหวัดห่างไกลนี้ เหลือใช้ทุนอีกปีกว่าๆ เธอก็จะได้กลับไปกรุงเทพฯแล้ว เสียงรอสายดังขึ้นหลายครั้ง จนเธอเริ่มร้อนรน เวลานี้เป็นเวลาตี2 แม่อาจจะหลับสนิท แต่เธอเคยบอกแม่ไว้ว่าต้องเปิดโทรศัพท์ตลอดเวลาและตั้งเบอร์โทรของเธอเป็นเบอร์ที่สามารถโทรเข้าได้ตลอดเวลา ในที่สุดก็มีเสียงงัวเงียจากปลายสาย
“วีเหรอลูกมีอะไรหรือเปล่า โทรมากลางดึกเชียว”
“ม๊า! ม๊าปลอดภัยดีใช่มั้ย? ม๊าเป็นอะไรรึเปล่า”
“ใช่สิลูก ม๊าไม่เป็นอะไรนะ ม๊าก็อยู่บ้านเฉยๆ วีเป็นอะไร อย่าทำม๊าตกใจ นี่เกิดอะไรขึ้น”
“ม๊า ม๊าฟังนะมีโรคประหลาดทำให้คนกลายเป็นซอมบี้ มันกำลังลุกลามทั่วโลกเพราะหนูรู้ว่าคนที่มีอาการแบบเดียวกันเกิดขึ้นทั่วโลกอยู่ตอนนี้ เรื่องไข้ประหลาดที่วีเล่าให้ม๊าฟังเมื่อวานอ่ะ” วีรดาเล่าอย่างร้อนรน ธัญรดาฟังคำพูดของลูกสาวอย่างสับสน นี่เธอกำลังฝันอยู่รึเปล่า ลูกสาวพูดเรื่องอะไรกัน
“ม๊าล็อกบ้านให้แน่นหนาหาอะไรมากันประตูให้แน่นเลย หน้าต่างทั้งหมดก็ปิดให้สนิท ลากตู้ลากอะไรมาบัง รองน้ำสะอาดให้เต็มแท้งค์และเอากะละมังทุกอย่างที่มีมารองน้ำไว้ อาหารแห้งในบ้านเก็บไว้ให้ดี หาอาวุธที่หาได้มาไว้ใกล้ตัว วีลองเช็คในโซเชี่ยลแล้ว สถานการณ์ที่อื่นยังไม่มีคนกลายร่างเป็นซอมบี้ แต่วีคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะย่ำแย่ภายในวัน 2 วันนี้ ม๊ารีบขับรถออกไปเซเว่นที่หน้าหมู่บ้าน ซื้อของจำเป็น ของกิน อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยา ทิชชูมาให้เยอะที่สุดแล้วกลับมาบ้านทำแบบที่วีบอก แล้วม๊าอย่าออกจากบ้านอีก” วีรดาพูดอย่างร้อนรน เธอคาดเดาสถานการณ์ว่า ถ้าซอมบี้เกิดจากไข้ประหลาดนั้น อีกไม่นานคนไข้ทั่วโลกจะกลายร่างแบบคุณสมชายและเริ่มโจมตีคนรอบๆ และสถานการณ์วุ่นวายจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนที่โรงพยาบาลของเธอ
“วี วีอย่าทำให้ม๊ากลัว วีพูดอะไร วีอยู่ที่ไหน วีกลับบ้านมาหาม๊านะลูก”
“ม๊า วีจะกลับบ้านให้ได้ วีจะกลับไปหาม๊า เดี๋ยววีจะรีบไปเตรียมตัวเหมือนกัน วีจะติดต่อม๊าเป็นระยะนะ ม๊ารีบไปทำตามที่วีบอกตอนนี้เลย ก่อนที่กรุงเทพจะเกิดเรื่อง”
“วี วีกลับบ้านมาหาม๊านะ กลับบ้านปลอดภัยนะลูก” เสียงธัญรดาสั่นเครือด้วยความกลัว โดยปกติธัญรดาเป็นคนเข้มแข็งมาก ในฐานะแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ดูแลลูกสาวคนเดียวจนส่งเสียเรียนจนจบหมอได้ด้วยตัวคนเดียว ครั้งนี้เธอรู้ว่าลูกสาวเกิดเรื่องแน่นอน
วีรดาวางสายด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง เธอชาร์จโทรศัพท์มือถือและพาวเวอร์แบงค์จนเต็ม ก่อนหน้านี้หญิงสาวตรวจสอบข่าวคราวในโซเชียลแล้ว เธอพบว่าข่าวเรื่องไข้ประหลาดกระจายตัวทั้งโลกผู้คนมากมายกังวลเรื่องโรคอุบัติใหม่ ล่าสุดเริ่มมีผู้คนที่มีอาการตัวเย็นเฉียบหลังจากไข้สูงมานานและอารมณ์เปลี่ยนแปลงแล้ว เธอคาดเดาว่าอีกไม่นาน คนที่มีอาการเหล่านี้ก็จะต้องกลายร่างเป็นซอมบี้ ซึ่งคุณสมชายใช้เวลาจากที่ไข้ลงจนกลายร่างเป็นซอมบี้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน โลกจะต้องกำลังวุ่นวายแน่นอน
เมื่อคืนนี้หลังจากรถตำรวจคันสุดท้ายขับออกไปไม่นานก็มีเสียงตามสายดังขึ้นประกาศให้ชาวบ้านทุกคนหาทางอพยพออกไปจากพื้นที่ เสียงตามสายพูดวนได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็มีเสียงกรีดร้อง ออกมาทางเสียงตามสาย และไม่มีสัญญาณออกมาอีกเลย เธอพยายามหาข่าวทางโซเชียลช่องทางต่างๆ ดูเหมือนว่านอกเหนือจากอำเภอของเธอ ที่อื่นยังไม่พบซอมบี้ตัวเป็นๆ ในขณะที่ข่าวจากอำเภอของเธอค่อนข้างสับสน มีภาพถ่ายที่คนแชร์กันเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงภาพซอมบี้ ในบริเวณใกล้เคียงโรงพยาบาลและในอำเภอ คุณภาพของภาพไม่ชัดนักและยังไม่มีภาพข่าวจากสำนักข่าวหลัก ในโซเชี่ยลหลายคนเชื่อว่าเป็นข่าวโคมลอย ข่าวปลอมที่มีคนปั่น ในขณะที่บางคนเชื่อและเริ่มตื่นตระหนก
วีรดาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมข้อสงสัยเรื่องการติดต่อของเชื้อซอมบี้ ให้เพื่อนแพทย์ที่จบมาจากที่เดียวกันฟังในแชทข้อความกลุ่ม มีคำถามตามมามากมายซึ่งเธอไม่มีเวลาตอบ ข้อความของเธอถูกส่งต่อไปจำนวนมาก หลายคนไม่เชื่อแต่ก็ไม่มีใครสามารถหาหลักฐานมายืนยัน เพราะอยู่ๆ ก็เหมือนกับว่าไม่มีคนภายนอกสามารถเข้าพื้นที่มาหาคำตอบเรื่องนี้ได้คงต้องรอพรุ่งนี้เช้า
วีรดา เก็บของใช้ที่คิดว่าจำเป็นใส่เป้ใบใหญ่ที่ซื้อมาสำหรับเดินป่าในทริปอินโดนีเซียเมื่อต้นปี แต่ก็ไม่ได้ไปเพราะไม่สามารถเคลียร์ตารางเวรให้ว่างได้เนื่องจากโรงพยาบาลเธอมีหมอเป็น 2 คน เธอกวาดเอา อาหารแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ทิชชู ไฟฉาย และเสื้อผ้าที่จำเป็นลงไปในเป้ แม้ทุกอย่างดูจะจำเป็นไปหมด แต่ถ้าเป้หนักเกินไป ก็คงวิ่งหนีซอมบี้ไม่ทัน
หญิงสาวพยายามมองหาอาวุธในบ้านพักเล็กๆ แห่งนี้ นอกจากค้อนในกล่องเก็บเครื่องมือก็ไม่เจออะไรที่ดูจะเป็นอาวุธได้อีกเลย นอกจากนี้เธอมั่นใจว่าอาการเหล่านี้สามารถติดต่อได้ อันดับแรกที่เห็นได้ชัดเลยคือเธอจะต้องไม่ให้โดนกัด และเธอยังเชื่อว่ามีหนทางติดต่อทางอื่นนอกจากการกัดด้วยเพราะคนไข้ที่มาด้วยอาการไข้ก่อนหน้านี้ ไม่มีใครที่มีร่องรอยการบาดเจ็บ หรือรอยถูกกัดเลย วีรดาหยิบหน้ากากอนามัยมาใส่ และเอาแว่นว่ายน้ำสีใสๆ มาใส่ สุดท้ายตัดสินใจสวมหมวกกันน็อคที่เอาไว้ขี่จักรยาน รวมถึงสนับเข่าและศอกอย่างแน่นหนา
เฮ้อ เรียนมาตั้ง 6 ปีเพื่อรักษาคนอื่น แต่การรักษาตัวให้รอดน่ะ ไม่เห็นมีในหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตเลย
—--
ปัจจุบัน
วันที่ 1 ของโลกาวินาศ
ตอนนี้เป็นเวลาประมาณ 5:00 น ฟ้าเริ่มสาง วีรดาที่ไม่ได้นอนทั้งคืนเฝ้าสังเกตสถานการณ์จากหน้าต่างชั้น 2 ของบ้านพักและขอความช่วยเหลือรวมทั้งติดตามข่าวสารทางโซเชี่ยล เธอสังเกตเห็นว่าซอมบี้ที่หลงเหลือในโรงพยาบาลเคลื่อนไหวช้าลงอย่างเห็นได้ชัดทันทีที่พระอาทิตย์ขึ้น นี่เป็นโอกาสที่ดีที่เธอจะออกไปจากที่นี่
วีรดาเปิดประตูด้านหลังบ้านพักแพทย์ซึ่งอยู่ใกล้ทางออกด้านหลังโรงรถของโรงพยาบาล เธอกระชับเป้แน่น พยายามวิ่งให้เสียงเบาที่สุดมุ่งหน้าไปที่โรงเก็บรถพยาบาล เธอเห็นแล้วว่ารถพยาบาลถูกขับออกไปแล้ว 2 คัน คันหนึ่งล้มคว่ำจากการถูกซอมบี้โจมตีใกล้ทางออก อีกคันขับออกไปจากโรงพยาบาลได้สำเร็จ เท่ากับว่าตอนนี้เหลือรถพยาบาลเพียง 1 คันที่ยังจอดอยู่ในโรงรถ ถือว่าเป็นโชคของเธอแล้ว เธอมองดูจนแน่ใจว่าไม่มีซอมบี้อยู่บริเวณใกล้เคียง ก่อนที่จะเดินเข้าไป บริเวณห้องที่เก็บกุญแจรถ วีรดาคว้ากุญแจรถที่อยู่ในตู้เก็บออกมาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะวิ่งกลับไปที่รถพยาบาลที่เธอหมายตาไว้ ทันทีที่เธอไขกุญแจเปิดประตูรถก็มีเสียงกรีดร้องออกมาจากในตัวรถ
“กรี๊ดดดดดดดดดดด”
“เบล! เธอมาทำอะไรอยู่ตรงนี้” วีรดาถามเด็กสาวตรงหน้า ที่เธอจำได้ว่า เป็นลูกสาวร้านขายของชำใกล้ๆ โรงพยาบาล แล้วปกติก็แวะเข้ามาส่งปิ่นโตให้เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลประจำ เด็กสาวกำลังนั่งคุดคู้อยู่ตรงที่ว่างหน้าที่นั่งข้างคนขับ
“หมอวี หมอวี หมอวีไม่ได้เป็นซอมบี้ใช่มั้ย? เมื่อคืนหนูแวะมาส่งของให้พี่พยาบาลที่โทรมาสั่งไว้ แล้วจากนั้นก็มีซอมบี้เต็มไปหมดหนูอยากหนีออกไปแต่มีซอมบี้เต็มหน้าประตูโรงพยาบาลหนูไม่กล้า หนูเลยวิ่งมาหลบในนี้ แต่หนูไม่มีกุญแจรถแล้วหนูก็ขับรถไม่ได้ จะออกไปหนูก็ไม่กล้า ฮือๆๆๆ หมอวี ทำไงดี” เด็กสาวอายุ 16-17 ปีตรงหน้าร้องไห้อย่างเสียขวัญ เธอคงหลบอยู่ในนี้มา 4-5 ชั่วโมงอย่างหวาดหวั่นไม่กล้าออกไปไหน
“แกรก ๆ ๆๆ”
วีรดาหันขวับหลังจากได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวด้านหลัง เสียงกรีดร้องของเบลเมื่อสักครู่คงเรียกซอมบี้ที่อยู่ใกล้ๆ ให้เดินเข้ามาแล้ว
“หยุดพูดกันก่อนพวกเราต้องออกไปจากที่นี่!” วีรดาคว้ากุญแจสตาร์ทรถ และรีบสตาร์รถ ตรงทางออกโรงพยาบาลมีสิ่งกีดขวางมากมาย ทั้งซากรถที่คว่ำอยู่ เศษกระจก และซอมบี้หลายตัวที่ได้ยินเสียงและกำลังเดินตรงมาช้าๆ
“หมอวีๆ หนูกลัว มันเข้ามาใกล้รถแล้ว เมื่อคืนหนูเห็นรถหลายคันถูกซอมบี้พุ่งเข้ามาทุบรถแล้วกัดคนที่อยู่ข้างในรถ!” เบลร้องอย่างแตกตื่น
“ ไม่ต้องกลัวนะเบล เราจะรีบขับฝ่าออกไปซอมบี้พวกนี้ดูเคลื่อนที่ช้ากว่าเมื่อคืนมาก”
เธอตัดสินใจปลอบใจเด็กสาวทั้งๆ ที่เธอเองก็ไม่แน่ใจข้อสันนิษฐานนี้ของตัวเองเหมือนกัน แต่ดูเหมือนจะโชคเข้าข้างเธอสามารถขับฝ่าซอมบี้ที่หน้าโรงพยาบาลออกมาได้ไม่มีซอมบี้ตัวไหนตามเธอทัน พวกมันเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าตามหลังรถพยาบาลมาจนลับสายตา หลังจากขับออกมาจากโรงพยาบาลทั้งสองคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“เบลจะให้พี่ไปส่งที่ไหน? ที่ร้านใช่ไหม” วีรดาพูดถึงร้านขายของชำของพ่อแม่เบลล์ที่อยู่ใกล้กับโรงพยาบาล
“ใช่ค่ะหมอ หนูจะกลับไปหาพ่อแม่”
ระหว่างทางสั้นๆ 1 กิโลเมตรในการเดินทางไปร้านขายของชำทั้งสองคนไม่พบซอมบี้ออกมาเดินเพ่นพ่าน แต่พบเศษซากรถกีดขวางถนนอยู่บ้าน ทำให้ต้องขับรถด้วยความระมัดระวัง แต่แล้วทั้งคู่ก็ต้องตกใจกับสภาพร้านขายของชำทุกอย่างเละเทะ ข้าวของล้มระเนระนาด เห็นได้ชัดว่าผ่านการถูกบุกโจมตีเมื่อวาน เบลเปิดประตูรถกระโดดลงไปร้องเรียกพ่อแม่ทันที วีรดาขมวดคิ้วกับเสียงดังของเบล เธอรีบกวาดสายตา สำรวจการเคลื่อนไหวรอบๆ
“กรี๊ดดดดดดดด”
วีรดารีบวิ่งเข้าไปตามเสียงกรีดร้องของเบลวันนี้เธอได้ยินเป็นรอบที่ 2แล้ว เด็กคนนี้แก้วเสียงดีจริงๆ ถ้าโลกไม่โลกาวินาศไปซะก่อน ก็อยากสนับสนุนให้ไปเป็นนักร้องอยู่นะ ผ่านประตูข้างหลังร้านในบริเวณพักผ่อนของครอบครัว มีซอมบี้ 2 คนเห็นได้ชัดว่าคือพ่อกับแม่ของเบลเจ้าของร้านชำ ซอมบี้ทั้งสองกำลังค่อยๆ เดินเข้ามาหาเด็กสาว
“พ่อ! แม่! พ่อแม่เป็นซอมบี้ไปแล้วหรอ!” เบลส่งเสียงกรีดร้อง ทั้งไม่กล้าเดินไปข้างหน้าหาพ่อแม่ แต่ก็ไม่กล้าที่จะถอยหลังหนีออกมา เธอมองพ่อกับแม่ที่เป็นซอมบี้ค่อยๆ เดินเข้ามาหาเธออย่างช้าๆ วีรดาค่อยๆ ย่องเข้าไปด้านหลังเบลเอื้อมมือไปจับข้อมือหญิงเด็กสาวไว้ ทันทีที่ซอมบี้พ่อของเบลกระโจนเข้าใส่ อ้าปากทำท่ากำลังจะกัดเบล วีรดาก็กระชากแขนเด็กสาววิ่งหนีออกมาห้องข้างหน้าบริเวณที่เป็นร้านขายของ วีรดาเลื่อนประตูบานเฟี้ยมที่เป็นเหล็กปิด แล้วลากโต๊ะที่อยู่ข้างๆ มาดันประตูไว้อย่างรวดเร็ว
“หมอวีทำยังไงดี? พ่อกับแม่กลายเป็นซอมบี้ไปแล้วจะรักษาได้มั้ย?” เบลร้องไห้ไปพูดไปอย่างตกใจ ดวงตามองตรงไปยังซอมบี้ที่เมื่อวานยังเป็นพ่อกับแม่ของเธอ ดวงตาสีเทาของซอมบี้ว่างเปล่า ไม่มีลักษณะตอบสนองที่ดูจะจำลูกสาวได้ ปากที่อ้าออกเต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคม เสียงครางจากปากซอมบี้ไม่ใช่ภาษาของมนุษย์
“ เธอว่าได้ไหมล่ะ? เธอเห็นคนที่โรงพยาบาลแล้วนี่ เราต้องรีบหนีไปจากที่นี่!”
วีรดาสงสารเด็กสาวที่ต้องมาเห็นพ่อแม่กลายเป็นซอมบี้ต่อหน้าต่อตา แต่ตอนนี้เพื่อเอาตัวรอดเธอเองก็ไม่มีทางเลือก วีรดากวาดตามองชั้นวางร้านขายของชำ เธอคว้าถุงพลาสติกใบใหญ่โกยเอาอาหารจำเป็น และขวดน้ำไป
“เบลเธอจะเอายังไง? หนีไปกับพี่ หรือจะอยู่ที่นี่?”
วีรดาร้องถามขณะที่มือยังไม่หยุดกวาดของ หลังจากนั้นหญิงสาวไม่ได้สนใจเบลอีก เธอคิดว่าเธอไม่สามารถขนของทั้งหมดไปได้ด้วยรถพยาบาล 1 คันเธอเลือกโกยของที่คิดว่าจำเป็นไป ในขณะนั้นสายตาเธอเหลือบไปเห็นชั้นล่างสุดของชั้นวางของมีเตาแก๊สปิกนิก
“เตาแก๊สปิกนิกก็มีขายหรอเนี่ย ร้านโชห่วยนี่คือมีทุกอย่างจริงๆ ด้วย! ดีเลยมันน่าจะมีประโยชน์ แล้วนี่มีแก๊สสำรองขายไหม” วีรดาหันกลับไปถามเบล
เบลที่กำลังยืนอึ้งอยู่ หันกลับมาตอบคำถามไปตามสัญชาตญาณ “มีสิหมอ แก๊สกระป๋องอยู่ข้างๆ กันทางด้านนู้น”
ทันทีที่วีรดาเตาได้ ประตูที่ดันปิดไว้ก็เปิดออก ซอมบี้ 2 ตัวเดินออกมาพุ่งเข้าหาหญิงสาวทั้งคู่
“เบลเราต้องไปกันแล้ว! แต่ว่าถ้าเบลล์อยากอยู่ที่นี่ต่อ พี่ก็แล้วแต่นะ ถ้าแอพธนาคารยังใช้ได้ พี่จะโอนค่าของคืนให้ทีหลัง!”
วีรดาตัดสินใจหอบข้าวของเดินตรงไปที่รถเปิดประตูพุ่งเข้าไปเตรียมตัวขับออก ทันใดนั้นประตูข้างคนขับก็เปิดออก ใบหน้าของเด็กสาวเต็มไปด้วยน้ำตา ในมือข้างขวาถือหม้อแสตนเลส
“หมอวี เบลเอาหม้อมาด้วย ไม่งั้นจะต้มยังไงถ้ามีแค่เตา”
สมาชิกทีมวันสิ้นโลกคนแรกของวีรดาก็ได้มาพร้อมหม้อและเตาด้วยเหตุนี้
—-----------------------------------------
น้องเบล มาเพิ่มความสดใส
//////
แถมภาพบ้านพักแพทย์โรงพยาบาลต่างจังหวัด
มันก็จะพังง่ายหน่อย ไม่ต้องถึงมือซอมบี้ก็ได้
โลกาวินาศ101 ทุกคนควรเปลี่ยนยางรถได้
=======
บนถนน มีซากรถจอดกีดขวางเป็นระยะๆ วีรดาค่อยๆ ขับช้าๆ ด้วยความระมัดระวัง น้ำมันเต็มถังเหมือนที่เธอคิดไว้
“เบล เอาโทรศัพท์มามั้ย เปิดเช็คข่าวซิ สถานการณ์รอบๆ เป็นไงบ้าง”
เด็กสาวที่ยังอยู่ในอาการมึนงงและซึมเศร้า ตอบรับอย่างไม่รู้ตัว เธอหยิบมือถือในกระเป๋ากางเกงออกมา
“หมอวี แล้วเบลต้องเช็คข่าวที่ไหนอ่ะ”
“ก่อนอื่น เข้าเว็บไซต์ข่าวว่ามีรายงานเรื่องซอมบี้หรือยัง แล้วเช็คไลน์กับโซเชี่ยลของเธอว่าคนรอบตัวเธอมีคนพูดถึงเรื่องนี้อย่างไรบ้าง” วีรดาหยุดไปก่อนเพิ่มเติม “อ้อ ไม่ต้องเรียกหมอแล้ว เรียกพี่วี โอเคมั้ย”
“หมอ เอ๊ย! พี่วี…ค่ะ ได้ค่ะพี่วี” เบลรับคำ ก่อนจะก้มหน้ามองมือถือในมือ
“ในเว็บข่าว รายงานเรื่องไข้ประหลาดคนไข้ไข้สูง ตรวจไม่พบสาเหตุทั่วโลก และมีคนไข้บางรายเริ่มมีอาการหงุดหงิดฉุนเฉียว พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง” เบลอ่านข่าวที่ได้ วีรดาครุ่นคิดว่าถ้าคนไข้มีอาการเหมือนคุณสมชาย ภายในวันนี้ต้องมีการกลายร่างเป็นซอมบี้และเกิดเหตุโกลาหลไม่ต่างจากอำเภอของเธอ เธออธิบายความคิดของเธอให้เด็กสาวฟังอย่างใจเย็น
“โอ้ ตรงนี้มีข่าวอำเภอเราด้วยค่ะ รายงานข่าวบอกว่ามีการส่งต่อข้อความว่าอำเภอของเรามีซอมบี้เกิดขึ้น ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากอาการไข้ประหลาดที่ว่า ต้นตอของข่าวมาจากภาพถ่ายซอมบี้ที่แพร่กระจายทางอินเทอร์เน็ตเมื่อคืน และข้อความทางไลน์ที่ระบุว่าส่งต่อมาจากแพทย์หญิงประจำโรงพยาบาลอำเภอ พญ. วีรดา แหล่งข่าวยังไม่ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือข่าวลวงเพื่อหวังผลสร้างความโกลาหลกันแน่” เบลหันหน้ามามองหน้าคนขับรถข้างๆ วีรดาพยักหน้าตอบ เมื่อวานเธอส่งข้อความเข้าไลน์กรุ๊ปของกลุ่มเพื่อนหมอร่วมรุ่นโดยไม่ว่างตอบกลับใครอีก เธอหวังว่าอาจมีคนบางส่วนที่เชื่อ และรีบหาทางเตรียมตัวป้องกัน จะได้ไม่เกิดเหตุหายนะเหมือนโรงพยาบาลเธอเมื่อคืนนี้
“หมอ เอ๊ย! พี่วีคะ เพื่อนหนูที่อยู่ในตัวอำเภอ บอกว่าในอำเภอกำลังวุ่นวายมาก เพื่อนหลบอยู่ในบ้านไม่กล้าออกไปไหน รอความช่วยเหลือจากส่วนกลาง”
“แสดงว่าผู้ติดเชื้อซอมบี้เริ่มแพร่กระจายถึงตัวอำเภอแล้ว ดังนั้นที่ที่มีคนอยู่เยอะๆ ย่อมไม่ปลอดภัย เราควรเลือกใช้ถนนท้องถิ่น ที่ไม่มีชุมชน หรือมีคนมากจะปลอดภัยกว่า ตอนนี้เรามีน้ำมันเต็มถัง อย่างน้อยก็พอเราข้ามจังหวัดไปได้แน่”
“พี่วีตั้งใจจะไปที่ไหนหรอคะ?” เบลถามคนข้างๆ ตัวเธอเองนอกจากพ่อแม่ที่กลายเป็นซอมบี้ไปแล้ว ก็มีญาติที่ไม่สนิทนักอยู่ในตัวอำเภอบ้าง ในสถานการณ์โกลาหลแบบนี้ตัวเธอเองไม่รู้เลยว่าต้องทำอะไรต่อดี ได้แต่ถือหม้อวิ่งขึ้นรถคุณหมอสาวที่พึ่งรู้จักไม่กี่เดือน หมอวีรดาเป็นแพทย์ใช้ทุนที่พึ่งย้ายมาอยู่ที่อำเภอนี้ได้ไม่ถึงครึ่งปี วันธรรมดาเธอเจอหน้าแพทย์สาวบ่อยๆ เพื่อมาส่งปิ่นโตให้ทุกเช้า ความประทับใจของเธอคือหมอวีเป็นคุณหมอสาวที่สวย แต่งตัวดี และเก่ง พูดจาก็ดีกับทุกๆ คน ดูเป็นคนคบหาง่าย
“พี่จะไปกรุงเทพ”
“กรุงเทพ…กรุงเทพหรอคะ! ไกลมากนะคะ น่าจะ 600 กว่ากิโลได้ แล้วพี่วีบอกเองว่าที่ที่มีมนุษย์เยอะยิ่งอันตราย ในประเทศไทย ไม่มีที่ไหนคนเยอะเท่ากรุงเทพแล้วนะคะ”
“พี่รู้ พี่จะกลับไปหาแม่ เบลไม่ต้องไปกับพี่หรอกมันอันตราย เบลค่อยๆ คิดว่าจะทำยังไงต่อไป อยากไปหาใครหรือให้พี่ไปส่งที่ไหนบอกพี่ได้เลย” วีรดาตอบโดยไม่ได้ละสายตาจากถนนตรงหน้า การตัดสินใจเดินทางไกลไปกรุงเทพฯ เป็นหนทางที่เต็มไปด้วยอันตราย เธอไม่คิดจะเอาเด็กสาวไปด้วยอยู่แล้ว
เด็กสาวนิ่งอึ้ง เงียบงัน เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำไงต่อไป อยู่ๆ เวลา 1 คืนผ่านไป พ่อแม่ของเธอก็กลายเป็นซอมบี้ ตามความคิดพี่วี ดูเหมือนภายใน 1-2 วันทั้งโลกก็จะตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับอำเภอของเธอ
“เอ๊ะ!” วีรดารู้สึกความผิดปกติในขณะที่ขับรถ เธอกวาดตามองข้างทางรอบๆ เป็นทุ่งนากว้าง ไม่พบทั้งคนและซอมบี้จึงค่อยๆ ชะลอรถจอดเข้าข้างทาง
“เหมือนยางล้อหน้าขวาจะแบนนะ” วีรดาเอ่ย ก่อนเปิดประตูลงไป ล้อหน้าแบนอย่างที่เธอคิดจริงๆ ดูท่ารถคงไปเหยียบเศษเหล็กหรือกระจกที่เกลื่อนกลาดหน้าประตูโรงพยาบาลตอนลุยออกมา วีรดาขมวดคิ้ว เธอไม่เคยเปลี่ยนยางรถเองเลย ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำได้หรือไม่ ตลอดชีวิตการเรียนที่ผ่านมา เอาเข้าจริงนอกจากอ่านหนังสือเธอก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรนอกตำราเท่าไรนัก หลังเรียนจบเธอมีแผนการมากมาย สุดท้ายก็ทำได้แค่ อยู่เวร-นอน-ทำงาน-อยู่เวรวนไปวนมา
หลังจากที่บอกปัญหาให้กับเบลฟัง วีรดาก็ต้องแปลกใจที่เบลรีบตอบรับช่วยเปลี่ยนยางให้ เพราะเด็กสาวเคยช่วยพ่อเปลี่ยนยางอยู่บ่อยครั้ง เพราะหน้าร้านขายของชำที่บ้านก็มีเครื่องเติมลมไว้บริการลูกค้า หลายครั้งเจอลูกค้ามีปัญหายางแบนมาให้ช่วยเปลี่ยนยางให้กะทันหันทำให้เบลเองก็เคยทำอยู่บ้าง
“ยางอะไหล่อยู่ตรงไหนพี่ หนูเปลี่ยนให้”
“น่าจะใต้เตียงคนไข้ด้านหลังรถนะ ปกติช่องเก็บของจะอยู่ข้างใต้”
หลังจากค้นหาอยู่ครู่หนึ่ง ทั้งสองสาวก็ช่วยกันยกยางอะไหล่และอุปกรณ์เปลี่ยนล้อฉุกเฉินออกมาจากช่องเก็บอุปกรณ์ ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาทีเบลก็สามารถเปลี่ยนยางอะไหล่ได้อย่างราบรื่น วีรดามองเบลด้วยสายตานับถือ เด็กนี่ไม่ได้มีดีแค่แก้วเสียงซะแล้ว เธอคิดว่าการมีเพื่อนร่วมทางมาด้วยช่างดีจริงๆ
ตอนที่ทั้งคู่กำลังจะขึ้นรถเพื่อออกเดินทางต่อ ก็มีเสียงดังมาจากข้างหลัง
“ขอโทษค่ะคุณหมอ ขอไปด้วยได้มั้ยคะ”
หญิงวัยกลางคนอายุประมาณ 50 ปีส่งเสียงเรียกทั้งคู่ แม้ว่าทั้งสองคนไม่มีใครแต่งตัวเหมือนหมอ แต่อาจจะเป็นเพราะขับรถพยาบาล ชาวบ้านแถบนี้เรียกทุกคนที่ทำงานในโรงพยาบาลว่าหมอทั้งนั้น ใบหน้าของหญิงผู้นั้นแดงก่ำ ท่าทางอ่อนเพลีย สังเกตให้ดีพบว่ามีเหงื่อออกปริมาณมากเต็มใบหน้า
เมื่อสักครู่ก่อนลงมาเปลี่ยนยาง วีรดาสำรวจทั่วบริเวณนี้ ไม่พบทั้งมนุษย์และซอมบี้อยู่รอบๆ กลางทุ่งนาใหญ่ คาดว่าหญิงผู้นี้คงเดินออกจากบ้านในที่นาที่ไหนสักแห่ง และเห็นรถพยาบาลจอดเด่นเป็นสง่าเลยเข้ามาเรียก
“คุณป้ามาจากที่ไหนหรอคะ เกิดอะไรขึ้น” เบลถาม
“ป้ามาจากนาข้างๆ ป้าคิดว่าได้ยินเสียงรถไกลๆ ไม่แน่ใจว่าหูแว่วรึเปล่า เลยเดินมาดูก็มาเจอคุณหมอทั้งสองนี่แหละจ้ะ”
เบลพยักหน้ารับรู้ และกำลังจะยื่นมือออกไปทำท่าเชื้อเชิญหญิงดังกล่าวให้ขึ้นมาบนรถ แต่วีรดาขยับขึ้นมาบังหน้าเบลไว้
“คุณป้าอยู่คนเดียวหรอคะ ครอบครัวอยู่ที่ไหนหมด ทำไมออกมาเดินคนเดียว” วีรดาถามเสียงขรึม สายตาหรี่ลงอย่างไม่ไว้ใจ
“คะ…ครอบครัว ทุกคนไม่อยู่จ้ะ ป้าตื่นขึ้นมาก็ไม่เจอใคร เลยเดินมาเรื่อยๆ แล้วก็มาพบคุณหมอสองคน” ยิ่งพูด หญิงวัยกลางคนก็ยิ่งหายใจเร็วขึ้น ท่าทางอ่อนแรง เบลแสดงท่าทางสงสารคุณป้าอย่างชัดเจนและไม่เข้าใจการกระทำของวีรดา ในความรู้สึกของเบลหมอวีเป็นคนที่ใจดีมากๆ เลยนี่นา
“คุณป้าไม่สบายตรงไหนรึเปล่าคะ? มีไข้รึเปล่า” วีรดาตัดบท ตรงเข้าประเด็นทันที
“ข่ะ..ข่ะ ไข้ ไม่มีๆ ไม่มีจ้ะ ป้าไม่มีไข้ทั้งนั้น แค่เหนื่อยเพราะเดินตากแดดมานานเฉยๆ” หญิงกลางคนมีอาการลุกลี้ลุกลนอย่างชัดเจน เบลเริ่มเข้าใจบางอย่าง
“เบล ไปเอาปืนวัดอุณหภูมิที่อยู่หน้ารถข้างคนขับมาให้พี่” วีรดาสั่งการโดยที่สายตาไม่ได้เคลื่อนออกจากหญิงวัยกลางคนตรงหน้าเลย เบลรีบตอบรับและหันไปหยิบของในรถตามสั่ง เธอเห็นมันแต่แรกแล้ว เพราะทันทีที่ขับรถหนีออกมาจากร้านชำที่บ้านเธอ พี่วีก็เล็งปืนวัดอุณหภูมิมาที่หน้าผากเธอเป็นอย่างแรก
ทันทีที่ได้อุปกรณ์ วีรดาก้าวไปข้างหน้าใช้มือซ้ายยื่นเครื่องวัดอุณหภูมิเล็งไปที่หน้าผากคุณป้า ในขณะที่มือขวากำค้อนที่ซ่อนไว้ในเสื้อคลุมแน่น ตัวเลขบนหน้าจอกะพริบชั่วครู่ ก่อนจะหยุดอยู่ที่…
“37.0 เซลเซียส ไม่มีไข้” วีรดากล่าว
คุณป้ามีสีหน้ายินดี และกำลังจะอ้าปากพูดขอร้องขึ้นรถไปด้วยอีกครั้ง
“หยุดค่ะ ขอวัดอีกที” วีรดาแสดงท่าทางชัดเจนว่าไม่ให้หญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาประชิดตัว เธอกดวัดอุณหภูมิอีกครั้ง ตัวเลขกะพริบ 2-3 ครั้งก่อนจะหยุดอยู่ที่
“ 34 องศาเซลเซียส”
วีรดาขมวดคิ้วทันที อาการอุณหภูมิลดลงต่ำอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ตอนแรกคนตรงหน้ามีอาการหน้าแดงคล้ายคนมีไข้สูงอยู่ชัดๆ อยู่ๆ ใบหน้าก็ซีดจางลงอย่างรวดเร็วเหมือนคนไม่มีเลือด ม่านตายังคงเป็นสีดำตามปกติ นี่มันอาการเหมือนก่อนที่คุณสมชายจะกลายเป็นซอมบี้ในอีกไม่กี่ชั่วโมงชัดๆ
“ป้าไม่ปกติ เราให้ป้าไปด้วยไม่ได้หรอกค่ะ” วีรดาตอบเสียงเข้ม และค่อยๆ เดินถอยหลังกลับไปที่รถ โดยไม่ละสายตาจากคนตรงหน้า
“เดี๋ยวก่อนจ้ะคุณหมอ เดี๋ยวก่อน ป้าแค่เหนื่อยเฉยๆ ไม่ได้มีอาการผิดปกติอะไร ครอบครัวป้าอยู่ๆ ก็หายไปจากบ้านทั้งหมดไม่รู้ไปไหน ขอป้าติดรถไปด้วยนะจ๊ะ อย่าทิ้งป้าไว้ตรงนี้เลยนะจ๊ะ”
คุณป้ากระโจนเข้ามาดึงเสื้อเบลที่มีท่าทางสงสารเธออย่างเห็นได้ชัด เด็กสาวเห็นหญิงวัยใกล้เคียงกับแม่ตัวเอง ก็น้ำตาจะไหลคิดอยากจะช่วย เธอมองหน้าวีรดาอย่างเว้าวอนส่งสัญญาณขอร้องอย่างชัดเจน แต่วีรดาขมวดคิ้วแน่น
“เบล ขึ้นรถ!”
เบลมีท่าทางละล้าละลัง พยายามจะดึงมือคุณป้าออกจากชายเสื้อของตัวเอง แต่ไม่กล้าออกแรงมากนัก วีรดาตรงเข้ามาดึงมือคุณป้าออกอย่างแรงและดันตัวเบลไปทางประตูรถ
“มึงงง! จะทิ้งกูไว้กับซอมบี้ใช่มั้ย! อีกไม่นานกูก็ต้องเป็นซอมบี้แบบคนที่บ้านใช่มั้ย กูไม่ยอม ถ้าไม่เอากูไปด้วย กูจะกัดพวกมึงให้เป็นซอมบี้ด้วย!” อยู่ๆ หญิงวัยกลางคนตรงหน้าที่มีท่าทางอ่อนแรงมาตลอดก็คลุ้มคลั่ง เปิดปากด่าทอและกระโจนเข้าใส่เบล วีรดาดึงค้อนที่กำไว้ในเสื้อคลุมออกมาทุบไปที่ข้อมือของป้าอย่างแรงจนปล่อยมือจากเบล และรีบวิ่งอ้อมไปขึ้นรถฝั่งคนขับ
“เบล! ขึ้นรถเดี๋ยวนี้!
----------------------------------------------------