โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

[อ่านฟรีทุกวัน] ท่านพ่อ! ข้าอยากเป็นบุตรสาวขุนนาง

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 15 เม.ย. 2567 เวลา 03.33 น. • HEBAO (荷包)
เป็นเพราะท่านพ่อไม่เอาไหน จึงถูกท่านแม่ชิงชัง แต่ไม่เป็นไร 'หมิงเอ๋อร์' บุตรสาวยอดกตัญญูผู้นี้ จะช่วยผูกด้ายแดงให้พวกท่านทั้งสอง และเคี่ยวเข็ญท่านพ่อให้เป็นขุนนางใหญ่เองเจ้าค่ะ

ข้อมูลเบื้องต้น

อัพนิยายทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์กับวันพฤหัสบดี

อีบุ๊ค เล่ม 1 ตั้งแต่บทที่ 1 - 76

เล่ม 2 ตั้งแต่บทที่ 77 - 135

สกุลฮั่วยืนหยัดปกป้องผืนแผ่นดินต้าฉี เคียงคู่บัลลังก์สกุลเซียวมาเนิ่นนานนับร้อยปี กลับต้องพบโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่จนนำพาสกุลล่มสลาย กองทัพทหารกล้าผู้ภักดีต่อผืนแผ่นดินต้าฉีเรือนแสน ถูกฝังกลบบริเวณหุบเขาเทียนจื่อโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม

'ฮั่วหมิงจูกับฮั่วหนานอัน' สองพ่อลูกที่รอดชีวิตจากการสังหารหมู่บริเวณหุบเขาเทียนจื่อ ลุกขึ้นมาร่วมมือกันแก้แค้นและเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่สกุลฮั่วและทหารผู้ภักดี

จัดการเก็บกวาดขยะในราชสำนักและแก้แค้นจนสำเร็จ แต่งตั้งจักรพรรดิพระองค์ใหม่ปกครองบ้านเมือง หลังจากนั้นฮั่วหมิงจูในวัยสิบเจ็ดจึงเสียชีวิตลงอย่างสงบเพราะอาการบาดเจ็บภายใน

การเสียชีวิตของฮั่วหมิงจูในวัยสิบเจ็ด นำพาให้นางหวนกลับมายังวัยเยาว์อีกครั้ง เพื่อเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของคนสกุลฮั่ว

หวนกลับมาในวัยเยาว์ ฮั่วหมิงจูคิดถึงแต่เรื่องการแก้แค้น ทว่าการแก้แค้นกลับต้องมีอุปสรรค เพราะอยู่ดีๆ ก็มีสัตว์เทพนามว่าเถียนเถียนโผล่ออกมาควบคุมความประพฤติบอกให้นางหมั่นสร้างกุศลสั่งสมบารมี หยุดสร้างบาปกรรม มิเช่นนั้นชะตาของสกุลฮั่วจะเดินไปในทิศทางเดิม

ชะตาของสกุลฮั่วจะเดินไปในทิศทางใดขึ้นอยู่กับการกระทำของฮั่วหมิงจู สิ่งแรกที่เด็กน้อยฮั่วหมิงจูในวัยเจ็ดขวบต้องทำ คือการร้องขอบิดาผู้ไม่เอาไหนจนถูกขนานนามว่าเป็นจอมเสเพลอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงว่า

“ท่านพ่อ! ข้าอยากเป็นบุตรสาวขุนนาง”

อัพนิยาย ทุกวันอังคาร พุธ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ วันละ 2 ตอน

(งดอัพวันจันทร์ และวันพฤหัสบดี)

Talking……

สวัสดีค่ะทุกคนนน!! เหอเปากลับมาพร้อมกับผลงานนิยายจีนโบราณที่มีชื่อเรื่องว่า ‘ท่านพ่อ! ข้าอยากเป็นบุตรสาวขุนนาง’ นิยายเรื่องนี้ เปิดเรื่องมาช่วงแรกจะเป็นเนื้อหาในช่วงแดนสวรรค์เล็กน้อย นางเอกเรื่องนี้นางไม่ใช่ไก่กาลูกตาสีตาสาเด้อ ก่อนจะจุติลงมาบนโลกมนุษย์ นางเป็นถึงธิดาของประมุขแห่งสวรรค์เชียวนะ

บทแรกๆ ของเรื่องนี้จะค่อนข้างซับซ้อนสลับไปสลับมาหน่อยนะคะ เหอเปาหวังว่านักอ่านทุกท่านจะเข้าใจในเนื้อหาที่เหอเปาต้องการสื่อ

ถ้านักอ่านชอบนิยายเรื่อง ‘ท่านพ่อ! ข้าอยากเป็นบุตรสาวขุนนาง’ กดติดตาม เพื่อรับการแจ้งเตือนก่อนใครในตอนที่เหอเปาอัพนิยายได้เลยค่ะ

อดีตชาติ

ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งพันปีที่แล้วของแดนมนุษย์

ผลึกแก้วควบคุมสามพิภพแตกออกจากกันเป็นสามส่วน มิติสามพิภพเปิดออก แดนมนุษย์เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ไปทั่วหย่อมหญ้า จนมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก เผ่ามารฉวยโอกาสยกทัพบุกแดนสวรรค์เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ เนื่องจากปรารถนาควบคุมทั้งสามพิภพให้ยอมสยบแก่พวกตน

เหตุการณ์ในครั้งนั้นสร้างความปั่นป่วนไปทั่วแดนสวรรค์ เพื่อป้องกันมิให้เหล่ามารควบคุมแดนสวรรค์ได้สำเร็จตามปรารถนา เหล่าทวยเทพต้องสังเวยชีวิตกับศึกสงครามที่เกิดขึ้นนับไม่ถ้วน

เผ่ามารกับเผ่าเทพทำสงครามกันยาวนานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน ในที่สุดสงครามก็สงบลง แน่นอนว่าเผ่าเทพเป็นฝ่ายเหนือกว่า สามารถปราบเผ่ามารให้สงบลงได้ ประมุขแห่งเผ่ามารถูกลงโทษด้วยการจองจำอยู่ใต้ธารน้ำแข็งของแดนเทพชั่วกัปชั่วกัลป์

หลังจัดการกับเผ่ามารเสร็จสิ้น บรรดาทวยเทพที่รอดชีวิตช่วยกันนำเกล็ดชีวิตของเทพที่เสียชีวิตในสงครามมายังถ้ำน้ำแข็งบรรพกาล

เกล็ดชีวิตเหล่านี้จะต้องบำเพ็ญตบะอยู่ในถ้ำน้ำแข็งบรรพกาลนับพันปีของแดนสวรรค์ ถึงจะสามารถฟื้นคืนชีพกลับมาเป็นเทพได้ดังเดิม

ครั้นทุกอย่างกลับสู่ความสงบ เทพบนพิภพสวรรค์รวมตัวกันขอคำชี้แจงจากผู้เป็นประมุข เนื่องจากสงสัยว่า ผลึกแก้วควบคุมสามพิภพถูกปกป้องคุ้มครองโดยสัตว์เทพบรรพกาล เหตุใดถึงได้แตกออกจากกันจนสร้างความปั่นป่วนไปทั่วสามพิภพ

ถามหาสาเหตุและถกเถียงกันอยู่สักพัก จึงพบว่าที่ผลึกแก้วควบคุมสามพิภพแตกออกจากกัน เพราะความซุกซนของธิดาเพียงคนเดียวของประมุขแห่งสวรรค์

ความซุกซนและเอาแต่ใจขององค์หญิงแห่งเผ่าสวรรค์เป็นที่เลื่องลือกันมาหลายพันปี หนนี้ประมุขแห่งสวรรค์มิอาจลำเอียงมองข้ามการกระทำของธิดาได้อีกต่อไป

เทพบรรพกาลรับหน้าที่เป็นผู้ชี้ชะตา สั่งลงโทษองค์หญิงแห่งเผ่าสวรรค์ที่ซุกซนจนทำให้สามพิภพปั่นป่วน

กลางแท่นลงทัณฑ์มีร่างขององค์หญิงแห่งเผ่าสวรรค์ ถูกอสนีบาตฟาดลงมาบนร่างถึงเจ็ดครั้ง จนร่างที่ย้อมไปด้วยโลหิตแดงฉานสิ้นสติ หลังจากนั้นองค์หญิงแห่งเผ่าสวรรค์ถูกส่งลงไปจุติบนโลกมนุษย์ เพื่อผ่านด่านเคราะห์นับหมื่นด่าน เป็นเวลายาวนานถึงยี่สิบชาติภพ

………

ณ หมู่บ้านซานไห่

บนเตียงเตามีร่างของเด็กหญิงตัวน้อยอายุเจ็ดขวบนอนแน่นิ่ง รอบ ๆ เตียงมีสตรีสามคนคอยเฝ้าไม่ห่าง เสียงสะอื้นปานจะขาดใจปลุกให้คนที่หลับใหลรู้สึกตัว

“คุณหนูขยับเปลือกตาแล้วเจ้าค่ะ” แม่นมเจียงกล่าวขึ้นด้วยอาการดีใจจนหาสิ่งใดมาเปรียบมิได้

“หมิงเอ๋อร์ เจ้ารู้สึกตัวแล้ว”

เด็กหญิงตัวน้อยลืมตาขึ้นมาก็เห็นภาพโฉมงามที่ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตารางๆ นางกะพริบตาอยู่หลายครั้งเพื่อปรับสายตาให้เข้ากับแสง

นี่คือมารดาคนงามของนางไม่ใช่หรือ!

สายตามองขึ้นไปด้านบนขื่อ จึงพบกับหลังคาที่มุงด้วยหญ้าแห้ง เด็กน้อยละสายตาจากหลังคาบ้านมากวาดมองภายในห้อง จึงเห็นภาพพี่สาวในวัยเยาว์ นั่งร้องไห้อยู่ข้าง ๆ นอกจากพี่สาวยังมีแม่นมเจียงคอยจ้องมองด้วยความดีใจ

นี่มันอะไรกัน! นางกำลังฝันถึงคนในครอบครัวหรือ

แต่ก่อนที่เด็กหญิงตัวน้อยจะคิดอะไรให้มากไปกว่านี้ หัวสมองที่ว่างเปล่าพลันรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาจนต้องยกมือขึ้นกุมขมับทั้งสองข้าง

“หมิงเอ๋อร์ เจ้าเป็นอันใดไป! แม่นมเจียงไปตามหมอมาเร็วเข้า”

หวังซื่อรีบออกคำสั่งให้แม่นมเจียงไปตามท่านหมอที่ถูกเชิญมาพักอยู่ที่บ้าน เพื่อรักษาอาการของบุตรสาวคนเล็ก

“ข้าปวดหัวเหลือเกิน!”

ภาพต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาในหัวของฮั่วหมิงจูจนหัวนางแทบระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ ภาพพวกนี้มันคืออันใดกัน เหตุใดถึงได้น่าเวทนามากขนาดนี้

“น้องสาว จับมือข้าเอาไว้”

ฮั่วเจินจูยื่นมือเล็ก ๆ ของตัวเองออกไปให้น้องสาวจับมันเอาไว้ เผื่อมันจะช่วยทำให้น้องสาวหายจากอาการเจ็บปวดได้บ้าง

“ไม่ไหวแล้ว! ข้าทนความเจ็บปวดนี้ไม่ไหว!” ฮั่วหมิงจู่สลบไปอีกรอบ สร้างความตื่นตกใจให้กับผู้เป็นมารดาและพี่สาวจนทั้งสองร้องไห้ออกมา

ท่านหมอที่แม่นมเจียงไปตาม รีบเข้ามาตรวจอาการของคนป่วย คิ้วสีขาวขมวดเข้าหากันอยู่สักพัก

“บุตรสาวข้าเป็นอย่างไรบ้าง” น้ำเสียงของหวังซื่อเต็มไปด้วยความร้อนรน โศกเศร้าปนเจ็บแค้น

“การเต้นของชีพจรล้วนปกติดีทุกอย่าง ให้นางพักผ่อนอีกสักหน่อย พอตื่นขึ้นมาแล้วรีบนำน้ำแกงสงบจิตให้นางดื่ม”

หมอชราชี้แจงตามอาการที่ตรวจพบ แท้จริงแล้วแม่นางน้อยผู้นี้เพียงตกใจจนสลบไปเท่านั้น แต่ครอบครัวของนางกังวลจนเกินเหตุ คนที่น่าห่วงกว่าคือคนที่นอนอยู่อีกห้องต่างหาก

“ข้าขอตัวไปตรวจอาการสามีของเจ้าก่อน”

“เชิญเจ้าค่ะท่านหมอ” แม่นมเจียงเป็นฝ่ายนำทางหมอวัยชราไปตรวจนายท่านที่นอนบาดเจ็บอยู่บนเตียงในอีกห้อง

……

ราตรีนี้ จันทราสุกสกาวอยู่บนท้องนภา มีดวงดาราคอยเป็นบริวารดาษดื่นอยู่เคียงข้าง

ภายในห้องนอนของบ้านดินหลังหนึ่งในหมู่บ้านชาวประมง มีร่างของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบอย่างฮั่วหมิงจู กำลังนอนฝันถึงเรื่องในอดีตชาติที่ต้องพานพบ ก่อนจะได้รับโอกาสจากสวรรค์ให้กลับมาแก้ไขเรื่องราวในชาตินี้

ภาพกองทัพทหารเรือนแสนบุกเข้ายึดวังหลวง สู้รบกับทหารฝ่ายตรงข้ามจนเลือดแดงฉานเจิ่งนองบนพื้น ผุดขึ้นมาในห้วงความฝันของเด็กน้อยวัยเจ็ดขวบ

ฮั่วหมิงจูในวัยสิบเจ็ดที่บ่มเพาะความสามารถทั้งด้านบู๊และบุ๋นอย่างหนักหน่วงถึงสี่ปีเต็ม ไม่หวาดหวั่นต่อความตาย ข้างกายของนางมีผู้เป็นบิดาคอยเคียงข้างสู้รบเพื่อล้างแค้นให้กับคนของสกุลฮั่ว

สองพ่อลูกผู้รอดชีวิตจากการสังหารหมู่บริเวณหุบเขาเทียนจื่อ บุกเข้าไปในท้องพระโรงที่เต็มไปด้วยขุนนางระดับสูง ผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ในตอนนี้หาใช่เป้าหมายของสองพ่อลูก แต่เป็นผู้ที่อยู่หลังม่านต่างหาก

“หลี่ซิวเหยา! เจ้าโผล่หน้าเดรัจฉานออกมาพบข้าเดี๋ยวนี้!” ฮั่วหมิงจูตะโกนเรียกศัตรูคู่อาฆาต

“บังอาจ! กล้าบุกเข้ามาในท้องพระโรงไม่พอ ยังริอ่านไม่เห็นไทเฮาอยู่ในสายตา ผู้ใดให้ความกล้าแก่เจ้ากัน”

อัครมหาเสนาบดีหลี่ ผู้กุมอำนาจทั้งราชสำนักเบ็ดเสร็จถามผู้บุกรุกด้วยใบหน้าเยือกเย็น ไม่แสดงอาการหวาดกลัวออกมาทางสีหน้าแต่อย่างใด สมกับที่ก้าวข้ามซากศพของผู้อื่นมานับไม่ถ้วน

“ผู้ใดให้ความกล้าน่ะหรือ ถ้าบอกว่าเป็นข้าเองที่ให้ความกล้าล่ะ”

ฮั่วหนานอันกระชากผ้าที่ปิดบังใบหน้าออก รอยแผลเป็นอันน่ากลัวกระจายอยู่ทั่วใบหน้าจนไม่สามารถจดจำใบหน้าเดิมได้ ใบหน้าอัปลักษณ์ปรากฎต่อสายตาของขุนนางในท้องพระโรง

“เจ้าเป็นผู้ใด”

“เจ้าลืมคนสกุลฮั่วไปหมดสิ้นแล้วหรือ”

คำว่าสกุลฮั่วดังเข้าไปในโสตประสาทของขุนนางทุกคน จนสร้างความโกลาหลไปทั่วท้องพระโรง ดาบในมือของฮั่วหนานอันทาบอยู่บนลำคอของอัครมหาเสนาบดีหลี่

“สกุลฮั่วยืนหยัดปกป้องบ้านเมืองมาเนิ่นนานนับร้อยปี สูญเสียสายเลือดและผู้ภักดีไปนับไม่ถ้วน กลับถูกพวกเดรัจฉานร่วมมือกับคนนอก ชักศึกเข้าบ้านทำร้ายผู้ภักดีต่อผืนแผ่นดินต้าฉี เพียงเพราะต้องการเป็นใหญ่เหนือผู้อื่น

ข้าขอลั่นวาจาเอาไว้ ณ ที่นี้ สิ่งที่จะสามารถบรรเทาความเจ็บปวดของดวงวิญญาณผู้กล้าและการล่มสลายของกองทัพสกุลฮั่วได้ คือเลือดของคนตระกูลหลี่และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน”

ฮั่วหนานอันกล่าวจบ ดาบในมือตวัดตัดแขนทั้งสองข้างของอัครมหาเสนาบดีที่มีส่วนในการทำให้กองทัพสกุลฮั่วล่มสลาย

ฮั่วหมิงจูย่างก้าวเข้าใกล้บัลลังก์มังกรอย่างเชื่องช้า องครักษ์พิทักษ์มังกรต่างถูกเกาทัณฑ์ของกองทัพสกุลฮั่วที่รวบรวมขึ้นมาได้ ยิงเข้าใส่อย่างไร้ความปรานีจนล้มระเนระนาดกองอยู่กับพื้น

ฮ่องเต้หุ่นเชิดนั่งสั่นอยู่บนบัลลังก์มังกรจนดูน่าขัน ทว่าเป้าหมายของฮั่วหมิงจูหาใช่ฮ่องเต้พระองค์นี้ เป้าหมายของนางคือไทเฮาผู้ทะเยอทะยาน

มือเรียวแต่เต็มไปด้วยความหยาบกร้านกระชับกระบี่แน่น ก่อนจะพุ่งแทงผ่านม่านไปยังหัวใจของหลี่ไทเฮาอย่างแม่นยำ

ผู้ที่นั่งอยู่หลังม่านคือสตรีที่คอยควบคุมราชสำนัก นางถูกกระบี่แทงเข้าที่บริเวณหน้าอกด้านซ้ายจนกระอักเลือดออกมาเปรอะเปื้อนฉลองพระองค์ที่สวมใส่ในวันที่ต้องออกว่าราชกิจอยู่หลังม่าน หลี่ไทเฮายกมือขึ้นจับคมกระบี่โดยไม่สนความเจ็บปวดที่ได้รับ

“เดรัจฉานอย่างเจ้า ไม่ควรมีชีวิตอยู่ในผืนแผ่นดินที่สกุลฮั่วใช้เลือดเนื้อร่วมสถาปนาขึ้นมาและยืนหยัดปกป้องให้ผาสุกอยู่มาได้เนิ่นนานนับร้อยปี”

ดึงกระบี่ออกจากร่างของศัตรูอย่างเชื่องช้า ครั้นเห็นมือเรียวของศัตรูถูกคมกระบี่บาดจนเลือดอาบ รอยยิ้มสะใจปรากฏอยู่บริเวณมุมปากของฮั่วหมิงจู

หลี่ไทเฮาสบตากับผู้ที่ทำร้ายตน ไม่มีเสียงขอร้องอ้อนวอนหรือเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากปาก มีเพียงรอยยิ้มเย้ยหยันเท่านั้นที่ฝากเอาไว้ก่อนตาย

รอยยิ้มของนังอสรพิษ สร้างความแค้นให้กับฮั่วหมิงจู กระบี่ในมือตวัดบั่นคอของหลี่ไทเฮาอย่างสุดกำลัง จนศีรษะของนางขาดกระเด็นหลุดจากบ่า ฮั่วหมิงจูยกเท้าขึ้นเหยียบศีรษะของศัตรูที่กลิ้งเข้าหาราวกับว่ามันคือที่พักเท้า

สตรีวัยเพียงสิบเจ็ดถูกความแค้นหล่อหลอมให้เติบใหญ่ จึงไม่รู้สึกรู้สากับการกระทำอันโหดเหี้ยมของตนเอง ยกแขนขึ้นเช็ดเลือดออกจากใบหน้า ก้มลงไปหยิบศีรษะของศัตรูแล้วก้าวลงจากบัลลังก์ด้วยฝีเท้ามั่นคง

ฮั่วหนานอันเห็นบุตรีเดินมาหยุดอยู่ข้างกาย จึงประกาศให้ทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรงรับทราบกันถ้วนหน้า

“ถึงเวลาที่ต้าฉีควรผลัดเปลี่ยนผู้ปกครองเสียที”

ขุนนางหลายคนตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีขุนนางที่ภักดีและซื่อตรงต่อราชสำนักจำนวนไม่น้อยกล้าก่นด่ากับการกระทำอันโหดเหี้ยม ทว่าฮั่วหนานอันและบุตรสาวทำเพียงแค่ยิ้ม ไม่ได้ตอบโต้ให้เสียเวลา แล้วเดินออกจากท้องพระโรงด้วยฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง

หวนกลับคืนสู่วัยเยาว์

ฮั่วหมิงจูชูศีรษะที่ถือมาให้พี่น้องในกองทัพสกุลฮั่วเห็น จากนั้นก็โยนลงบนพื้นดินราวกับว่าเป็นเพียงเศษขยะไร้ค่า

หลังจากได้รับชัยชนะ กองทัพสกุลฮั่วกู่ร้องดังสุดเสียง การแสดงออกในลักษณะนี้ คือการประกาศก้องว่ากองทัพสกุลฮั่วที่ยังมีชีวิตอยู่ สามารถเรียกคืนความเป็นธรรมให้กับดวงวิญญาณเหล่าผู้กล้าที่ดับสูญไปได้สำเร็จ

ฮั่วหนานอันกับบุตรสาวยืนอยู่ด้านหน้ากองทัพสกุลฮั่ว ทิ้งตัวลงคุกเข่าบนพื้น ดึงถุงผ้าใบเล็กที่แขวนอยู่ข้างเอวมาถือเอาไว้ในมือ

ทหารกองทัพสกุลฮั่วคุกเข่าเช่นเดียวกับผู้นำสกุลฮั่วที่เหลืออยู่ ทุกคนดึงถุงผ้าใบเล็กที่แขวนอยู่ข้างเอวออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน

“ขอให้ดวงวิญญาณทหารกล้าผู้ภักดีต่อต้าฉีจงสงบสุขชั่วนิรันดร์”

ฮั่วหนานอันตะโกนก้องพร้อมกับเทดินที่อยู่ในถุงผ้าลงบนพื้นในอาณาเขตของวังหลวง ดินเหล่านี้คือดินที่กลบหน้าหลุมศพผู้กล้าของสกุลฮั่วที่พวกตนนำติดตัวมาด้วย

ทหารสกุลฮั่วหลั่งน้ำตาให้กับความเจ็บแค้นที่สั่งสมมาถึงสี่ปีเต็ม ในที่สุดพวกเขาก็สามารถเรียกเกียรติและศักดิ์ศรีกลับคืนมาได้เสียที

กองทัพของสกุลอื่นที่เข้าร่วมในการก่อกบฏ ยืนมองการกระทำของกองทัพสกุลฮั่วด้วยท่าทางสงบ พวกเขากล่าวสรรเสริญทหารผู้ภักดีต่อแผ่นดินต้าฉีที่จากไปอยู่เงียบๆ

หลังจากก่อกบฏได้สำเร็จ ราชสำนักที่ถูกเก็บกวาดจนสะอาดเอี่ยมด้วยฝีมือสกุลฮั่วและผู้ร่วมมือในการก่อกบฏ ได้สถาปนาฮ่องเต้พระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์

ตัวการสำคัญที่ทำให้สกุลฮั่วล่มสลาย บัดนี้กำลังถูกฮั่วหมิงจูแล่เนื้อเถือหนังทีละนิดอย่างช้าๆ อัครมหาเสนาบดีหลี่ที่เคยมีอำนาจจนผู้คนทั่วต้าฉีกลัวเกรง บัดนี้เขาคือชายพิการที่ยังไม่สิ้นลมหายใจ ความทรมานจากการถูกแล่เนื้อเถือหนังบวกกับแขนทั้งสองข้างถูกตัด ทำให้บุรุษเยือกเย็นเก็บความรู้สึกเก่งอยู่ตลอดเวลา เจ็บปวดจนต้องร้องขอความตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ฮั่วหนานอันยืนกอดอกมองร่างของขุนนางจำนวนหนึ่ง นอนตายตาเหลือกเรียงกันอยู่บนผ้าขาว คนพวกนี้ถูกทัณฑ์เลาะกระดูกเล่นงานจนทนความเจ็บปวดไม่ไหว สิ้นใจลงตั้งแต่ยังเลาะกระดูกขาไม่แล้วเสร็จ

จัดการเก็บกวาดขยะและแก้แค้นจนสำเร็จ ฮั่วหนานอันจึงพาบุตรสาวคนเดียวที่เหลืออยู่ มาเคารพหลุมศพของคนสกุลฮั่วที่จากไปไม่มีวันหวนกลับ

ผู้ใดจะคาดคิดนอกเสียจากเจ้าตัว ในขณะที่กำลังโขกศีรษะเคารพหลุมศพของคนในสกุล สกุลฮั่วต้องสูญเสียสายเลือดไปอีกหนึ่งชีวิต

ฮั่วหมิงจูที่ต้องต่อสู้กับอาการบาดเจ็บภายในมาถึงสามปี จบชีวิตลงอย่างสงบในท่านั่งคุกเข่าหน้าผากแนบชิดอยู่กับพื้นดินบริเวณหลุมศพของคนในสกุล บริเวณมุมปากทั้งสองข้างของนางมีรอยยิ้มเล็กน้อย

การเสียชีวิตอย่างกะทันหันของฮั่วหมิงจู สร้างความโศกเศร้าให้แก่ฮั่วหนานอันและคนของสกุลฮั่ว จนพวกเขานั่งคุกเข่าอยู่ที่เดิมไม่ยอมลุกไปไหนเป็นเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ถ้าไม่ต้องจัดเตรียมงานศพเกรงว่าพวกเขาจะนั่งคุกเข่ายาวนานเป็นเวลาหลายวันคืน

………

เด็กน้อยฮั่วหมิงจูในวัยเจ็ดขวบลืมตาขึ้นมาอย่างฉับพลัน กะพริบตาเพื่อปรับให้เข้ากับความมืด ภาพที่ปรากฏในสมองล่าสุดคือภาพช่วงก่อนที่นางจะตายไม่ใช่หรือ

ยกมือเล็กๆ ขึ้นมอง หยิกแขนของตัวเองอย่างแรง ครั้นรู้สึกเจ็บจึงเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่านางไม่ได้ฝันไป นางหวนกลับมาตอนเป็นเด็กอีกครั้ง และบ้านดินหลังที่นางอาศัยอยู่ในตอนนี้คือหมู่บ้านซานไห่ หมู่บ้านชาวประมงที่อยู่ติดกับชายทะเลทางตอนเหนือ

บิดาของนางมีนามว่าฮั่วหนานอัน เป็นทายาทลำดับที่สามของสกุลฮั่ว อุปนิสัยของฮั่วหนานอัน กิน ดื่ม เที่ยวเล่นผลาญเงินสกุลไปวันๆ ราวกับว่าสามารถผลิตเงินขึ้นมาเองได้ เรียกได้ว่าเป็นบุรุษที่ไม่เอาไหนชนิดที่ผู้ใดเห็นต้องส่ายหน้าให้กับความฟุ่มเฟือย จนผู้คนทั่วเมืองหลวงยกย่องเยินยอว่าเป็นคุณชายจอมเสเพลอันดับหนึ่งของเทียนอัน

สาเหตุที่ครอบครัวทายาทลำดับที่สามของสกุลฮั่ว ต้องมาตกระกำลำบากอยู่ที่หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ แห่งนี้ เป็นเพราะฮั่วหนานอันไปก่อเหตุทะเลาะวิวาทกับหลู่อ๋อง พระอนุชาของฮ่องเต้

เหตุทะเลาะวิวาทในครานั้นค่อนข้างรุนแรง เพราะบิดาของนางเตะขาหลู่อ๋องจนหัก เรื่องนี้สร้างความพิโรธให้แก่ฮ่องเต้และไทเฮาเป็นอย่างยิ่ง ทว่าคนในวังยังคงระลึกถึงคุณูปการของสกุลฮั่ว จึงให้เกียรติสกุลฮั่วจัดการลงโทษฮั่วหนานอันด้วยตนเอง

บรรดาเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง ราษฎร ทุกสายตาต่างจดจ้องกดดันสกุลฮั่วกับความผิดที่ฮั่วหนานอันได้ก่อขึ้น เพียงไม่กี่วันก็มีสาสน์ด่วนจากผู้นำสกุลฮั่วที่ยืนหยัดปกป้องชายแดนมายังจวนที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวง

เพียงสาสน์ด่วนจากผู้นำตระกูลเดินทางมาถึงมือของฮูหยินผู้เฒ่าสกุลฮั่ว บทลงโทษก็ได้เริ่มต้นขึ้น ฮั่วหนานอันถูกโบยจนก้นปริแตก นอนรักษาแผลยังไม่หายดี ต้องถูกเนรเทศไปใช้ชีวิตยังถิ่นทุรกันดารจนกว่าจะมีคำสั่งจากผู้นำตระกูลให้กลับเข้ามายังเมืองหลวง ซึ่งไม่รู้ว่ามันจะยาวนานสักเพียงใด

สำหรับบทลงโทษ แท้จริงแล้วผู้นำตระกูลต้องการลงโทษบุตรชายลำดับที่สามเพียงผู้เดียว แต่ผู้ใดจะคิดว่าบุตรีตัวน้อยวัยเพียงเจ็ดขวบอย่างฮั่วหมิงจูจะรักบิดามาก ถึงขนาดร้องขอเดินทางไปยังถิ่นทุรกันดารด้วย ถ้าเกิดไม่ให้นางเดินทางไปด้วย เด็กน้อยประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมกินข้าวปลาอาหาร แม้แต่น้ำสักหยดก็จะไม่ยอมให้ไหลผ่านลำคอ

แม่หนูน้อยฮั่วหมิงจูเป็นเด็กที่เกิดก่อนครบกำหนดคลอด จึงมีร่างกายที่เล็กและอ่อนแอ พอนางไม่ยอมให้สิ่งใดไหลผ่านลำคอแม้แต่น้อย ผู้เป็นมารดาและคนในจวนสกุลฮั่วจึงร้อนใจ

ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นว่าหลานสาวคนเล็กรักบิดามากถึงเพียงนี้ ใจหนึ่งก็โมโห อีกใจหนึ่งก็พึงพอใจที่บุตรชายมีบุตรสาวกตัญญู จึงเอ่ยอนุญาตให้เด็กน้อยไปร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้เป็นบิดา

ฮูหยินผู้เฒ่าอนุญาต ทว่าผู้ให้กำเนิดแม่หนูน้อยฮั่วหมิงจูกลับไม่ยินยอม พยายามเหนี่ยวรั้งบุตรสาวด้วยเหตุและผล แต่กลับไม่เกิดผลใด เพราะความรักที่เด็กน้อยฮั่วหมิงจูมีให้กับบิดา มันมากกว่าสิ่งที่มารดานำมาอธิบายและหลอกล่อ

ต่อให้ผู้อื่นมองบิดาไม่ดี แต่เด็กน้อยฮั่วหมิงจูกลับมองว่าบิดาของตนเองดีที่สุดในใต้หล้า

ในเมื่อเหนี่ยวรั้งจนสุดความสามารถ บุตรสาวคนเล็กก็ไม่ยอมเชื่อฟัง แถมยังล้มป่วยในเวลาต่อมา หวังซื่อจึงยอมแพ้กับความดื้อด้านของเด็กน้อย ยินยอมหอบบุตรทั้งสองเดินทางไปยังถิ่นทุรกันดารพร้อมกับผู้เป็นสามีด้วยใจมิจำยอม

สาเหตุที่วิญญาณของฮั่วหมิงจูในวัยสิบเจ็ด ได้ย้อนกลับมาอยู่ในร่างของตัวเองในวัยเจ็ดขวบอีกครา เนื่องจากเด็กน้อยตกใจจนตาย ที่มาของการตกใจจนต้องจบชีวิตลง ก็มาจากเห็นผู้เป็นบิดาถูกรุมทำร้ายจนเลือดอาบใบหน้า

ครอบครัวของพวกตนถูกเนรเทศมาอยู่ที่หมู่บ้านชาวประมงได้ประมาณสองอาทิตย์แล้ว แต่บิดาของนางไม่เคยปรับเปลี่ยนนิสัย ชอบกิน ดื่ม เที่ยวเล่นเหมือนอย่างเคย

วันที่เกิดเหตุ บิดาของนางนั่งดื่มสุรากับพวกอันธพาลในหมู่บ้าน ไม่รู้ว่าดื่มกันอิท่าไหนจึงได้ถูกรุมทำร้ายอยู่คนเดียว

ในตอนนั้นเด็กน้อยฮั่วหมิงจูกำลังเล่นอยู่กับเด็กในหมู่บ้าน พอทราบว่าบิดาถูกทำร้ายจึงรีบวิ่งไปยังที่เกิดเหตุ พอไปถึงเห็นภาพบิดาถูกรุมกระทืบจนใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดก็กรีดร้องเสียงหลง หมดสติล้มพับลงบนพื้นดินทันที

การหมดสติในครานั้น คือการทำให้ดวงวิญญาณของฮั่วหมิงจูในวัยสิบเจ็ด หวนกลับเข้ามาอยู่ในร่างของตนเองช่วงวัยเด็ก

ฮั่วหมิงจูกำลังนึกถึงเรื่องราวน่าเหลือเชื่อท่ามกลางความมืด ต้องสะดุ้งแล้วผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างฉับพลัน

ชาติที่แล้ว คืนนี้เป็นคืนที่มารดาของนางจะทำการสังหารบิดา แต่กลับไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะบิดาตื่นขึ้นมาเห็นการกระทำของผู้เป็นภรรยาพอดี หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของสองสามีภรรยาจึงห่างเหิน

“น้องสาว เจ้าฟื้นแล้ว” ฮั่วเจินจูหันไปจุดตะเกียง หันมาอีกทีก็เห็นเพียงเงาตะคุ่มของน้องสาวตัวน้อยที่วิ่งเท้าเปล่าออกจากห้องไป

ฮั่วหมิงจูอาศัยความทรงจำเดิม จึงสามารถเดินฝ่าความมืดได้อย่างว่องไว

“ท่านแม่” ตัวยังไม่ถึงห้องนอนของบิดา ทว่าฮั่วหมิงจูกลับส่งเสียงเรียกมารดาเสียก่อน เผื่อว่าจะช่วยหยุดยั้งการกระทำที่เป็นชนวนเหตุให้บิดามารดาหมางเมินต่อกัน

หวังซื่อกำลังใช้หมอนกดทับใบหน้าของผู้เป็นสามีที่นอนหลับอยู่บนเตียง ต้องหยุดชะงักเพราะเสียงเรียกของบุตรสาว นางรีบปล่อยหมอนตกลงบนพื้น หันมองประตูที่ถูกเปิดออก เห็นร่างของบุตรสาวคนเล็กเดินฝ่าความมืดเข้ามาในห้อง

ข้าคือบริวารของท่าน

“ท่านแม่คนงาม ท่านอยู่ที่ใดเจ้าคะ”

ฮั่วหมิงจูเรียกมารดาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน จนผู้ได้ยินจิตใจอ่อนยวบ

“หมิงเอ๋อร์ แม่ขอสั่งให้เจ้ายืนอยู่กับที่บัดเดี๋ยวนี้”

กลัวบุตรสาวสะดุดล้มจนเกิดอันตราย หวังซื่อจึงส่งเสียงห้าม นางรีบหันไปจุดตะเกียงในห้อง พอแสงสว่างปรากฏขึ้นจึงสามารถมองเห็นใบหน้าของบุตรสาวคนเล็กได้ชัดเจน และด้านหลังบุตรสาวคนเล็กยังมีบุตรสาวคนโตเดินตามมาด้วย

“ไม่รู้ว่าน้องสาวเป็นอะไร พอตื่นขึ้นมาก็รีบวิ่งออกมาหาท่าน”

ฮั่วเจินจูบอกถึงความผิดปกติของน้องสาวให้กับมารดาทราบ

“ข้าตื่นขึ้นมาไม่เห็นท่านแม่นอนอยู่ข้างๆ จึงออกมาตามหา”

ฮั่วหมิงจูเดินเข้าไปกอดขามารดา ดวงตาดำขลับมีน้ำตารื้นอยู่กะพริบปริบ ๆ ทุกวันมารดาต้องนอนห้องเดียวกับพวกตนสองพี่น้อง ข้ออ้างนี้ฮั่วหมิงจูคิดว่าเหมาะสมที่สุดในการออกตามหามารดา

“ท่านพ่อของเจ้าได้รับบาดเจ็บหนัก แม่ต้องมานอนเฝ้า ทำให้เจ้ากังวลเสียแล้ว” ทิ้งตัวลงคุกเข่าลูบหน้าบุตรสาวตัวน้อยที่บอบบางราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ

หลังจากแยกเรือนนอนกันมาหลายปี แน่นอนว่าที่หวังซื่อมานอนเฝ้าสามีในค่ำคืนนี้ เพราะหวังผลบางอย่าง นางต้องการฉวยโอกาสในตอนที่สามีได้รับบาดเจ็บหนัก จัดการส่งเขาไปเยือนปรโลก แล้วใช้โอกาสนี้พาบุตรทั้งสองกลับไปอยู่บ้านเดิม

อย่าหาว่าหวังซื่อใจร้ายใจดำที่คิดการใหญ่สังหารสามี ปกตินางเป็นสตรีอ่อนโยน เชี่ยวชาญศิลปะทั้งสี่แขนงอย่าง ดนตรี หมากล้อม การเขียนพู่กัน และการวาดภาพ คงไม่มีผู้ใดคิดว่านางจะกล้าสังหารสามีของตนเอง

ทว่าการกระทำของสามีในครานี้ ก้าวล่วงขีดความอดทนของหวังซื่อจนขาดสะบั้น นางมิอาจใช้ชีวิตอยู่กับสามีจอมเสเพลที่ชอบก่อปัญหาอยู่ร่ำไป ทุกคราที่เขาก่อปัญหานางไม่เคยคิดจะใส่ใจ แต่การก่อปัญหาของเขาในครั้งล่าสุดมันส่งผลกระทบกระเทือนมาถึงบุตรสาว

มีบิดาเป็นจอมเสเพล ชอบก่อปัญหา สู้ไม่มีจะดีเสียกว่า ชื่อเสียงของบุตรสาวทั้งสองจะได้ไม่ต้องด่างพร้อย หอบบุตรสาวกลับไปยังบ้านเดิมเพื่อเริ่มต้นใหม่ ย่อมดีกว่าทนอยู่ในสกุลฮั่ว

“ท่านแม่! ข้าเห็นคนพวกนั้นรุมกระทืบท่านพ่อจนเลือดออก”

ฮั่วหมิงจูพยายามทำตัวให้เหมือนปกติโดยการร้องไห้งอแง ตอนนี้นางอยู่ในช่วงวัยเยาว์จะแสดงออกเหมือนผู้ใหญ่ชั่วข้ามคืนเกรงว่าจะทำให้มารดาตกใจ

“ท่านพ่อของเจ้าไม่เป็นไรแล้ว ท่านหมอบอกว่าอีกไม่กี่วันก็หาย แม่จะพาพวกเจ้ากลับไปนอน” จูงมือบุตรสาวทั้งสองกลับห้องนอนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

ความสงบภายในห้องมาเยือน ฮั่วหนานอันที่นอนบาดเจ็บหนักอยู่บนเตียงลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืด สายตามองไปยังหมอนที่ถูกทิ้งอยู่บนพื้น เสียงกุกกักทำให้ดวงตาที่ลืมขึ้นปิดลงอีกครั้ง

เสี่ยวเฟิง บ่าวรับใช้ชายที่ติดตามบ้านสามสกุลฮั่วมายังหมู่บ้านชาวประมง เข้ามาในห้องเพื่อเฝ้านายท่านสาม ตามคำสั่งของฮูหยินสาม

“นึกว่าฮูหยินจะเฝ้านายท่านทั้งคืนเสียอีก”

ประมาณช่วงหัวค่ำ เสี่ยวเฟิงแอบดีใจที่เห็นฮูหยินห่วงนายท่านจนขออยู่เฝ้าด้วยตนเอง ไม่คิดเลยว่ายังไม่พ้นคืนดี ตนก็ต้องถูกปลุกมาเฝ้าเจ้านายดังเดิม

เสี่ยวเฟิงเห็นว่านายท่านสามนอนหลับสนิท จึงยื่นนิ้วไปอังจมูก พอสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ จึงโล่งใจ ยืนมองไปยังเตียงที่มีเครื่องนอนของฮูหยินอยู่สักพักก็ขนลุกชัน ภาพเท้าของนายท่านสามถีบก้นของตนผุดขึ้นมาเต็มหัว

ผู้อื่นอาจไม่ทราบว่านายท่านสามทั้งรักและหวงฮูหยินยิ่งกว่าอะไรดี แต่เสี่ยวเฟิงทราบเรื่องพวกนี้ดี จึงไม่กล้านอนทับรอยบนเตียงที่ฮูหยินนอน ทำได้เพียงเปลี่ยนที่นอนเป็นโต๊ะแข็งๆ แทน

……

เสียงเคาะประตูหน้าบ้านดังตั้งแต่เช้าตรู่ ชาวบ้านมาออกันอยู่เต็มลานหน้าบ้าน เสียงพูดคุยกันดังเซ็งแซ่

ฮั่วหมิงจูถูกมารดาบังคับให้นอนอยู่ในห้อง ห้ามออกไปข้างนอกแม้แต่ก้าวเดียว จึงนอนฟังเสียงสนทนาของผู้คนที่อยู่ลานบ้าน

“พี่สาว หากท่านต้องการออกไปดูก็ไปเถิด ข้าอยู่คนเดียวได้”

ท่าทางของพี่สาวมันช่างขัดกับความต้องการเสียเหลือเกิน นั่งปักผ้าเช็ดหน้าอยู่นิ่งๆ สายตากลับล่อกแล่กอยู่ตลอดเวลา เพียงเท่านี้ฮั่วหมิงจูก็รู้ได้แล้วว่าพี่สาวต้องการอะไร

ปกติพี่สาวของนาง ถูกมารดาพร่ำสอนความเป็นกุลสตรีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน กิริยาท่าทางของพี่สาวจึงดูเรียบร้อย แตกต่างจากนางที่เอาแต่ใจและซุกซนไปทั่ว จนมารดาเปรียบเทียบนางกับลูกแมวจอมซุกซน

“เจ้าพูดเหลวไหลอันใด ข้ามีท่าทีอย่างที่เจ้ากล่าวหาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”

ฮั่วเจินจูส่งสายตาค้อนให้กับน้องสาวที่รู้ทันนางไปเสียทุกอย่าง

“พวกเราเป็นพี่น้องกัน มีหรือที่ข้าจะไม่รู้ว่าพี่สาวคิดอะไรอยู่”

“เช่นนั้น ข้าจะออกไปดูให้เจ้าสักหน่อยว่าชาวบ้านมาทำไมกัน”

ฮั่วเจินจูวางผ้าเช็ดหน้าที่กำลังปักอยู่ลงบนโต๊ะ เดินออกจากห้องไปยังลานหน้าบ้านเพื่อดูสถานการณ์

ฮั่วหมิงจูเผยรอยยิ้มกว้างเต็มใบหน้า นางรู้สึกมีความสุขเหลือเกินที่ได้ย้อนเวลากลับมาอยู่กับคนในครอบครัวอีกครา ความสุขนี้ช่วยปลอบประโลมความเจ็บปวดจากชาติที่แล้ว หรือว่าสวรรค์เห็นใจจึงบันดาลให้นางหวนกลับมาแก้ไขเรื่องในอดีต

ชาติที่แล้วท่านปู่ ท่านลุงใหญ่ ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ พี่หญิงใหญ่ และทหารนับแสน จบชีวิตลงอย่างอนาถเพราะถูกล่อให้ไปติดกับดักที่พวกเดรัจฉานร่วมมือกับคนนอกวางเอาไว้ เพื่อจัดการกับกองทัพสกุลฮั่ว

กองทัพขนาดใหญ่เกินครึ่งถูกล่อให้ไปจบชีวิตลงบริเวณหุบเขาเทียนจื่อ มีเพียงนางกับบิดาเท่านั้นที่ปรโลกไม่ต้อนรับ จึงรอดชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่ แต่การรอดชีวิตของพวกตนทั้งสองกลับเหมือนอยู่มิสู้ตาย

รักษาอาการบาดเจ็บอยู่ในพื้นที่สลับซับซ้อนของหุบเขาเทียนจื่อนานถึงสองเดือน จึงบอกลาผู้มีพระคุณ เดินทางรอนแรมเพื่อลักลอบกลับมายังเมืองหลวง

ระหว่างเดินทาง พวกตนสองพ่อลูกกลับได้ยินข่าวว่า กองทัพสกุลฮั่วส่วนที่ประจำการอยู่เมืองหลีหยางตกไปอยู่ในกำมือของสกุลหลี่ มีข่าวแพร่ออกมาว่าพี่หญิงรองกับพี่หญิงสามที่ควบคุมกองทัพอยู่เมืองหลีหยางถูกโจรภูเขาฆ่าตาย

ลมพายุยังคงพัดกระหน่ำซ้ำเติมสกุลฮั่วอย่างต่อเนื่อง หลังจากได้ข่าวว่ากองทัพสกุลฮั่วที่อยู่ในหลีหยางตกไปเป็นของผู้อื่น สามวันถัดมาก็ได้ข่าวว่านายและบ่าวสกุลฮั่วที่เหลืออยู่ แขวนคอตายอยู่หน้าจวน เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับดวงวิญญาณของผู้กล้าสกุลฮั่วที่ต้องจบชีวิตลงอย่างอนาถ

ฮั่วหมิงจูยังคงจดจำความเจ็บปวดได้ดี ยามที่ได้ยินพวกพ่อค้าเล่าลือถึงเรื่องของคนสกุลฮั่วในโรงน้ำชาและโรงเตี๊ยม นางกับบิดาเกือบกลายเป็นคนวิกลจริต ปลอบใจซึ่งกันและกันว่าสิ่งที่ได้ยินหาใช่ความจริง ถ้าต้องการทราบความจริงพวกตนต้องเดินหน้ามุ่งสู่เมืองหลวงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

พวกตนสองคนสามารถลักลอบกลับเข้าเมืองหลวงได้สำเร็จ สิ่งที่ได้ยินตลอดการเดินทางมันคือความจริงทั้งสิ้น

ในตอนนั้น สตรีในสกุลฮั่วที่เหลืออยู่รับรู้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น และรู้ว่าสกุลใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการล่มสลายของกองทัพสกุลฮั่ว แต่ไม่สามารถร้องขอความเป็นธรรมและเอาผิดกับคนที่ทำลายกองทัพสกุลฮั่วได้ เนื่องจากไร้ทั้งกำลังและหลักฐาน

มีเพียงหนทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ผู้คนจดจำ ช่วยค้นหาความจริงและคืนความยุติธรรมให้กับกองทัพสกุลฮั่วได้ คือการแขวนคอตายอย่างพร้อมเพรียงกันที่หน้าจวน

บนกำแพงของจวนมีอักษรที่เขียนด้วยเลือดของนายและบ่าวสกุลฮั่ว เนื้อหามีเพียงข้อความสั้นๆ ทิ้งปริศนาเอาไว้ว่า ‘สกุลฮั่วล่มสลายเพราะฝีมือสกุลหลี่’

ใบปลิวข้อความที่สลักอยู่บนกำแพงจวนสกุลฮั่ว ถูกกระจายไปทั่วทั้งเมืองหลวง แต่น่าเสียดายที่การตัดสินใจของคนสกุลฮั่วในครานั้น มิอาจต่อสู้กับอำนาจอันรุ่งเรืองของสกุลหลี่ได้

น้ำตาสีใสไหลอาบแก้มฮั่วหมิงจูในวัยเจ็ดขวบ นึกถึงเหตุการณ์ที่สกุลฮั่วตัดสินใจแขวนคอตายหน้าจวนยามใด เหมือนหนามแหลมที่คอยทิ่มแทงใจของนางอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าสุดท้ายแล้วนางจะจัดการกับตัวต้นเหตุและคืนความยุติธรรมให้สกุลฮั่วได้ แต่การสูญเสียในครานั้นมันยิ่งใหญ่จนยากจะรับไหว

“กองทัพสกุลฮั่วนับแสน สายเลือดสกุลฮั่วทุกคน บ่าวผู้ภักดีแก่สกุลฮั่ว ทุกคนจบชีวิตลงเพราะความกระหายอำนาจของพวกเจ้า”

ดวงตาดำขลับเต็มไปด้วยความเคียดแค้น หากผู้ใดมาพบเข้าคงตกใจและสงสัยว่าเด็กที่อายุเพียงเท่านี้ เหตุใดถึงมีดวงตาน่ากลัวอย่างนี้ได้

[เคียดแค้นแล้วดีอย่างไร จงวางความแค้นลงเสีย]

เสียงที่ได้ยินทำให้ฮั่วหมิงจูสะดุ้ง นางมองไปรอบ ๆ ห้องก็ไม่เห็นว่ามีผู้ใด แล้วเสียงที่ได้ยินมาจากที่ใดกัน

[เกิดใหม่ครานี้ หมั่นทำความดี เพื่อสั่งสมบุญบารมี]

“ใครพูด? ออกมาเดี๋ยวนี้” ฮั่วหมิงจูพยายามทำน้ำเสียงให้ดุดัน แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับเป็นเสียงหวานๆ คล้ายกับลูกแมว

[ข้าคือบริวารของท่าน]

“อย่ามาล้อเล่นกับข้า ออกมาเดี๋ยวนี้! ถ้าไม่ออกมาอย่าหาว่าข้าไร้ความปรานี” ฮั่วหมิงจูยื่นมือไปหยิบปิ่นปักผมของมารดา ที่วางอยู่ในกล่องบริเวณหัวเตียง

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...