ไทยร้อนจัดต้องปั้น “ครีมกันแดด” เก่ง เร่งแจ้งเกิด T-Beauty
Ayothaya Makeup Trend จุดกระแส T-Beauty “ศรีจันทร์” เชื่อต่อยอดเป็น “Soft Power” ได้แนะเปลี่ยนแดดแรงเป็นจุดแข็งปั้น “ครีมกันแดด” ส่งออกตีตลาดเมืองนอก พร้อมเปิดตัว กันแดดสกินแคร์ ศรีจันทร์ ซันลูชั่น ซันสกรีน 2 สูตร รับแดดเดือดเมืองไทย
ย้อนกลับไปในปีที่ผ่านมาวงการเครื่องสำอางค์และความงามไทยโดยเฉพาะในฝั่งของเอกชนพยายามที่จะปลุกปั้น T-Beauty ให้เป็นที่นิยมเช่นเดียวกับ K-Beauty และ J-Beauty หรือเทรนด์การแต่งหน้าแบบเกาหลี-ญี่ปุ่น ที่ติดตลาดโลกมายาวนาน โดยแบรนด์ไทยหลายแบรนด์เริ่มจุดกะแสผ่านผลิตภัณฑ์ที่ส่งออก และเอกซิบิชั่นต่างๆในต่างประเทศไทย แต่ดูเหมือนว่ากระแส T-Beauty จะจุดติดยากกว่าที่คิด
แต่ล่าสุดในไทยมีเทรนด์ความงามกะหึ่มโซเชียลอย่าง เทรนด์แต่งหน้าสไตล์ไทย Ayothaya Makeup Trend เข้ามาช่วยจุดกะแสเทรนด์แต่งหน้าแบบไทยได้อย่างน่าสนใจ
[caption id="attachment_105421" align="aligncenter" width="1024"]
นายรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด[/caption]
ซึ่ง นายรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด พูดถึงประเด็น T-Beauty ว่า ตลาดความงามของไทยมีความยูนีคหลายอย่างเช่น“ผลิตภัณฑ์กันแดด” เนื่องจากประเทศไทยมีอากาศร้อนจัด ดังนั้นแบรนด์ไทยควรต้องทำกันแดดเก่งซึ่งที่ผ่านมามีแบรนด์ที่ develop ผลิตภัณฑ์กันแดดจำนวนมากดังนั้นนี่อาจเป็นสิ่งที่สามารถส่งออกไปได้ และเป็น 1 ใน “Soft Power”ได้ เนื่องจาก “ตลาดเครื่องสำอางไทย” ถือว่าใหญ่มากในเอเชีย
“ตอนนี้รัฐบาลเริ่มมองธีมใหญ่ เช่น Entertainment ผ่านเพลง ซีรีย์ หรือส่งออกเชิงวัฒนธรรมก่อน T-Beauty ก็เป็นหนึ่งใน Subcategory เช่นเดียวกับแฟชั่น อาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า ซึ่ง “ศรีจันทร์” เองอยากมีส่วนร่วมในเรื่องT-Beautyมาก และพร้อมช่วยผลักดันหากภาครัฐให้ความสนใจและสนับสนุน”
“รวิศ” กล่าวต่อไปว่า สำหรับประเทศไทยตลาด“ผลิตภัณฑ์กันแดด” โดยรวมค่อนข้างเติบโตขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญโดยมีปัจจัยหนุนจาก 2 สาเหตุ คือหลังจากผ่านโควิดผู้คนออกนอกบ้านเยอะขึ้น มีกิจกรรมกลางแจ้งมากขึ้น ขณะเดียวกันคนยุคนี้ให้ความสำคัญเรื่องของการกันแดดมากขึ้นเพราะเข้าใจอันตรายของแดดมากขึ้น เนื่องจากอากาศประเทศไทยร้อนขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ผลิตภัณฑ์กันแดดนับเป็นอีกหนึ่งสกินแคร์ที่สำคัญมากซึ่งในปี 2566 ที่ผ่านมาภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์กันแดดทุกแคตากอรี่มีอัตราการเติบโตราวๆ10-40%
ในส่วนของ “ศรีจันทร์” แม้จะอยู่ในตลาดผลิตภัณฑ์กันแดดมานานแต่เริ่มทำตลาดจริงจังในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา ทำให้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีการอัตราการเติบโตสูงถึง 200% ติดต่อกันจากฐานที่ต่ำบวกกับการเติบโตของตลาดกันแดดที่สูง
โดยผลิตภัณฑ์กันแดดสูตรแรกบริษัทดีเวลลอปร่วมกับพาร์ทเนอร์ในญี่ปุ่นและทำตลาดในญี่ปุ่นเนื่องจากญี่ปุ่นค่อนข้างพัฒนา ครีมกันแดด ได้เก่ง แต่สำหรับตลาดประเทศไทยบริษัทได้มีการปรับสูตรให้เหมาะกับผิวคนไทยและสภาพอากาศของไทย
“ผลิตภัณฑ์กันแดดของเรามีประสิทธิภาพดี ผ่านการทดสอบจริง ไม่มีสารที่อันตรายต่อผิวและประการังประการัง ที่สำคัญเราพยายามทำสินค้าให้ดีเกินราคา แม้ว่าต้นทุนโดยรวมจะปรับตัวมาตั้งแต่ 1-2 ปีที่แล้วแต่เราก็พยายามที่จะไม่ปรับราคาตามเท่าที่จะทำได้”
ปัจจุบันยอดขายผลิตภัณฑ์กันแดดของศรีจันทร์มีสัดส่วนประมาณ 10% ของพอร์ตรองจากอันดับ 1 สกินแคร์ เติบโต 200% มา 2 ปีต่อเนื่องและคาดว่าปีนี้จะยังคงเมนเทนการเติบโตที่200% เช่นเดิม
ส่วนภาพรวมของแบรนด์ศรีจันทร์คาดว่าปีนี้น่าจะเติบโตประมาณ 30-35% จากการขยายพื้นที่ตลาด และการออกproduct ใหม่ๆซึ่งโดยปกติแล้วจะเปิดตัวสินค้าใหม่ทุกๆ 2 เดือน และจากการเติบโตของตลาดความงามไทยที่ยังเติบโตได้ดีโดยมูลค่าตลาดโดยรวมความงาม(รีเทล)อยู่ที่ราวๆประมาณ 3 แสนกว่าล้านบาท
“ปีที่แล้วเราปิดยอด 1,030 ล้านบาท โต42% สัดส่วนใหญ่ยังคงเป็น ศรีจันทร์ 65% และ ศศิ 35% เพราะเป็นแบรนด์คอสเมติกวัยรุ่น มีความแฟชั่นมากๆ เราเชื่อว่าเราทำได้ดีกว่านี้แต่ตอนนี้คู่แข่งเยอะเราต้องสู้หนักและให้เวลาในการเติบโต
ส่วนตลาดต่างประเทศยังมีสัดส่วนเล็กมากไม่เกิน5% เพราะตลาดต่างประเทศสำหรับเราไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องค่อยๆไป ตลาดที่ Active มากในปัจจุบันคือ “ลาว” ซึ่งรับสื่อใกล้เคียงกับบ้านเรา ส่วน “ญี่ปุ่น” นอกจาก Distributor เก่งแล้วคนญี่ปุ่นเชื่อว่าผลิตภัณฑ์กันแดดแบรนด์ไทยเหมาะกับหน้าร้อนของญี่ปุ่น เพราะประเทศไทยร้อนมากต้องทำกันแดดได้ดี เป้าหมายของเราคืออยากทำตลาดในประเทศไทยให้แข็งแรงมากๆก่อน ส่วนต่างประเทศถ้าไปได้ก็ดี ไปไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราไม่รีบ”