โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

BREAKING THE CYCLE อำนาจ ศรัทธา อนาคต (ไม่ใช่บทความวิจารณ์ภาพยนตร์)

MATICHON ONLINE

อัพเดต 12 มิ.ย. 2567 เวลา 06.24 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2567 เวลา 06.10 น.

BREAKING THE CYCLE
อำนาจ ศรัทธา อนาคต
(ไม่ใช่บทความวิจารณ์ภาพยนตร์)

นานๆ ที่ถึงจะมีภาพยนตร์แนวสารคดีที่ได้รับความสนใจเป็นกระแสหลักขนาดที่ได้ฉายไปทุกโรงทั่วประเทศ แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะสารคดีดังกล่าวนั้นคือเรื่อง “อำนาจ ศรัทธา อนาคต (Breaking The Cycle)” บันทึกเส้นทางการก่อกำเนิดขึ้นจนถึงจุดจบของ “พรรคอนาคตใหม่” ของผู้กำกับสองคน เอกพงษ์ สราญเศรษฐ์ และธนกฤต ดวงมณีพร

สิ่งหนึ่งที่ช่วยจุดกระแสความสนใจให้หนังเรื่องนี้ คือ การโหมโจมตีอย่างเกินปกติของทีมงานปฏิบัติการเชิงจิตวิทยา (IO) ในเครือข่ายสื่อโซเชียลทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น ที่ทำเอาจนสารคดีที่น่าจะเป็นที่รู้จักแค่ในกลุ่มผู้นิยมพรรคอนาคตใหม่และก้าวไกลที่ชอบดูหนังแนวสารคดีเท่านั้น กลายเป็นหนังกระแสหลัก และได้เข้าฉายในเครือโรงภาพยนตร์เครือใหญ่ทั่วประเทศไปได้เสียอย่างนั้น

ขอสารภาพว่าเป็นอีกคนรู้ว่ามีภาพยนตร์เรื่องนี้ก็จากที่เพจ IO จ่ายเงินจนโพสต์มาขึ้นถึงหน้าเฟซบุ๊ก นี่แหละ

สำหรับเรื่องว่าหนังจะมีคนดูจริงหรือไม่อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ใครไปดูจริงก็คงจะได้เห็นบรรยากาศในโรงกันในแต่ละรอบซึ่งไม่น่าจะเหมือนกัน ทำรายได้จริงเท่าไรหักบัตรฟรีที่ได้รับการสนับสนุนไปเท่าไร โรงภาพยนตร์ติดต่อขอไปฉายเองหรือไปจ่ายเงินจ้างฉายอะไรก็มีแต่ผู้จัดจำหน่ายกับเครือข่ายโรงภาพยนตร์เท่านั้น ที่จะรู้ข้อเท็จจริง ป่วยการที่จะไปต่อล้อต่อเถียง เพราะต่อให้ใครไปหาภาพคนยืนชูสามนิ้วยืนกันเต็มหน้าโรง อีกฝ่ายก็หาภาพโรงโล่งๆ ในบางรอบมาได้อยู่ดี หรือต่อให้เปิดเผยรายได้วันแรกออกมาได้เป็นล้าน อีกฝ่ายก็ไปเที่ยวควานหาโพสต์ว่า ส.ส.คนนั้นแจกบัตรฟรีกี่ที่นั่งมาปลุกปลอบใจให้คนฝั่งเขาเฮฮากันว่าไม่มีใครไปดูหนังสามกีบอยู่ดี

เพราะยังไม่ได้ไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ด้วยภารกิจการงาน จึงไม่ทราบแน่ชัดว่า “The Cycle” ที่ภาพยนตร์ดังกล่าวนำมาเป็นชื่อเรื่องนั้นหมายถึง “วงจร” หรือ “วงเวียน” ใด แต่คำว่า “วงจร” หรือ “วงเวียน” นี้ ก็ทำให้นึกถึงข้อสังเกตเรื่อง “วงจรอุบาทว์ทางการเมืองไทย” ที่ผู้ติดตามการเมืองไทยตั้งแต่ยุค 2520 คงจะนึกกันออก

“วงจรอุบาทว์” ที่ได้แก่การที่เมื่อนักการเมืองในระบบบริหารปกครองประเทศไปสักพักก็จะมีข้อครหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น จากนั้นผู้นำกองทัพก็จะออกมารัฐประหาร แล้วก็จะใช้เวลาสักพักหนึ่งเพื่อร่างรัฐธรรมนูญไปพลางกระชับอำนาจและผลประโยชน์ เมื่อพร้อมแล้วก็ประกาศใช้รัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้ง และเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วก็มีนักการเมืองในระบบเข้ามาบริหารปกครองประเทศไปจนเกิดข้อครหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นอีกครั้ง นำไปสู่การรัฐประหารเริ่มต้นวงจรครั้งใหม่

เราเหมือนจะหลุดจาก “วงจรอุบาทว์” นี้ได้ครั้งหนึ่งหลังจากการรัฐประหารในปี พ.ศ.2534 ตามด้วยการเข่นฆ่าประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 ที่ผู้คนรู้เท่าทันและคิดว่ามันต้องมีปัญหาบางอย่างที่เกิดจากกติกาในรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยคณะรัฐประหารซึ่งทำให้ได้รัฐบาลผสมที่อ่อนแอ อำนาจของวุฒิสภาที่ครอบงำโดยอำนาจเก่าแต่งตั้งเข้ามา หากกลับมีบทบาทอำนาจทางการเมืองเทียบเท่ากับผู้แทนของประชาชน กระบวนการป้องกันการทุจริตที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง เกิดการเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมือง เกิดเป็นรัฐธรรมนูญปี 2540

แต่รัฐธรรมนูญที่สร้างรัฐบาลที่เข้มแข็งและกลไกการตรวจสอบที่แม้จะมีแนวโน้มที่ดีแต่ก็ยังไม่รอบคอบและมีช่องว่าง ก็ทำให้เกิดปัญหาในอีกรูปแบบหนึ่งที่รัฐบาลทักษิณและพรรคไทยรักไทยซึ่งได้รับการยอมรับอย่างสูงจากประชาชนแต่มีความเข้มแข็งเกินควรจนยากต่อการตรวจสอบ ไม่รู้ว่าเป็นเคราะห์ร้าย หรือเคราะห์ดีที่ในตอนนั้นเกิดนักปลุกระดมมวลชนและการสร้างวาทกรรมบางอย่างที่สามารถขับเคลื่อนอารมณ์ของสังคมจนละทิ้งหลักการไปเรียกร้องจนเกิดการรัฐประหารได้อีกครั้งในปี พ.ศ.2549

ในตอนนั้นเองที่เราได้เห็น “วงจร 2” ที่มีการใช้กลไกอำนาจทางกฎหมายเข้ามายุบพรรคไทยรักไทยที่ถูกมองว่าเป็นเสี้ยนหนาม และความพยายามในการใช้กลไกกติการทางรัฐธรรมนูญเพื่อลดทอนความเข้มแข็งของพรรคการเมืองที่อาจจะได้รับความนิยมของคนทั้งประเทศ แต่การดังกล่าวก็เหมือนจะไม่สำเร็จ เมื่อ “พรรคพลังประชาชน” ที่สืบทอดไปจากพรรคไทยรักไทยก็ยังเอาชนะการเลือกตั้งเข้ามาได้อยู่ดี เพื่อหลังจากนั้นก็จะถูกนักปลุกระดมกลุ่มเดิมที่ขณะนั้นพัฒนาไปเป็นอันธพาลทางการเมืองไปแล้ว ได้ออกมาเคลื่อนไหวจนเกิดความวุ่นวายจนมีการใช้กลไกทางกฎหมายออกมายุบพรรคพลังประชาชนไปอีกครั้งหนึ่ง แล้วมอบอำนาจให้กับพรรคการเมืองฝั่งที่ฝ่ายอำนาจน่าจะเห็นชอบแล้ว ถึงกระนั้น เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้ง “พรรคเพื่อไทย” ที่ก่อตั้งสืบทอดมาจากพรรคพลังประชาชน (ที่สืบเนื่องมาจากพรรคไทยรักไทยอีกต่อหนึ่ง) ก็ยังชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายกลับมาเป็นรัฐบาลอยู่ดี

เมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว พบว่าพรรคการเมืองที่สืบทอดมาจากพรรคเดิมที่ถูกยุบนั้นกลับมาชนะการเลือกตั้งอีก “วงจร 2” นี้ก็เริ่มรู้ตัวว่าทำงานไม่สำเร็จ จึงมีการใช้อันธพาลทางการเมืองกลุ่มใหม่ และนำไปสู่การรัฐประหาร (อาจจะเรียกว่าเป็น “วงจร 2.5” ก็ได้) ที่เป็นการรัฐประหารที่ผู้ก่อการถืออำนาจต่อเนื่องยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถควบคุมอำนาจและเอาชนะพรรคการเมืองที่ประชาชนน่าจะลงคะแนนเลือกมากที่สุดให้ได้ด้วยกลไกทางรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และองค์กรที่ควบคุมและชี้ขาด

เพราะสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามของพวกเขาคือ เสียงของประชาชน ที่จะเป็นเครื่องตัดสินว่าจะให้ใครได้เป็นตัวแทนผู้ใช้อำนาจสูงสุดในแผ่นดินนี้แทนเจ้าของประเทศตัวจริง

ในระหว่างนั้นเองที่อำนาจจารีตเร้นลึกได้เผยตัวตนอย่างชัดเจนระหว่างการเคลื่อนไหวใช้งานวงจร 2 ว่า ไม่ใช่เพียงกองทัพเท่านั้น แต่ยังหมายถึงกลไกอำนาจราชการและอำนาจทางกฎหมายตลอดจนองคาพยพที่เกี่ยวข้องโดยในระหว่างการเวียนวนของวงจรทุกระยะก็ได้สั่งสมอำนาจของเครือข่ายเหล่านี้จนครอบงำประเทศ รวมถึงกลุ่มทุนที่หวังที่จะผูกขาดได้หนทางที่ง่ายและปลอดภัยที่สุด คือการสวามิภักดิต่ออำนาจเร้นลึกเหล่านั้น หรือเข้าร่วมเป็นเนื้อหนึ่งอันเดียวกันกับอำนาจเหล่านั้น

การมาถึงของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ได้รับฉายาว่า “ไพร่หมื่นล้าน” ที่เข้าสู่การเมืองโดยการก่อตั้ง “พรรคอนาคตใหม่” นี้จึงเป็นภัยคุกคามต่อเครือข่ายดังกล่าวอย่างยิ่ง เพราะเขามีท่าทีที่ชัดเจนว่าจะปฏิเสธการ “เดินไปตามวงจร” และพยายามชี้ให้ผู้คนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดอันแท้จริงในประเทศเห็นว่า จริงๆ แล้วเรากำลังติดกับแห่งวงจรประหลาดอะไรบางอย่างอยู่อย่างไม่รู้จบ

“พรรคอนาคตใหม่” ที่เคยถูกปรามาสว่าเป็นแค่กลุ่ม “เด็กเบียว” ประชาธิปไตย กลับได้รับการเลือกตั้งมาเป็นอันดับสาม ได้ที่นั่งมาเกิน 80 ที่นั่ง และได้รับเสียงจากประชาชนกว่า 6 ล้านเสียง แนวทางของพรรคที่น่าจะเป็นปัญหาต่อ “วงจร” ทำให้กลไกป้องกันตัวเองของวรจรเริ่มทำงาน และในที่สุดก็อย่างที่รู้กัน พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบไปโดยกลไกทางกฎหมายไม่ต่างจากพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน แต่ที่แตกต่างคือ พรรคอนาคตใหม่ยังไม่เคยมีอำนาจรัฐ ยังไม่เคยใช้อำนาจใดในทางที่รบกวนแก่กลุ่มอำนาจจารีตและเครือข่ายผลประโยชน์เลย

หากเพียงการมีอยู่ของพรรคการเมืองที่มีแนวคิดดังกล่าวจึงน่ากลัวสำหรับกลุ่มอำนาจจารีตนิยมกับเครือข่ายทุนที่เป็นพันธมิตรกันแล้ว และก็ยิ่งน่าขนพองสยองเกล้ามากขึ้น เพราะหลังจากการยุบพรรคอนาคตใหม่ ท่าทีของสังคม โดยเฉพาะเยาวชนทั้งหลาย กลับมีท่าทีที่แข็งกร้าวมากขึ้นกับเครือข่ายอำนาจนิยมและจารีตนิยมในระดับที่ตีไปที่หัวใจของระบบ เริ่มมีการรื้อฟื้นและศึกษาถึงแนวคิด “ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์” ของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ และคณะราษฎรซึ่งกลับมาสู่วัฒนธรรมร่วมสมัยอีกครั้ง หนังสือที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์วัฒนธรรมยุค 2475 กลายเป็นเรื่องขายดี การล้อเลียนวิพากษ์วิจารณ์ขยายขอบเขตไปแบบกู่ไม่กลับ ภาพบางอย่างที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นก็ได้เห็น

ชัยชนะถล่มทลายเป็นอันดับหนึ่ง และเสียงของผู้คน 14 ล้านเสียงที่สนับสนุนพรรคก้าวไกลที่มีการเสนอนโยบายที่แหลมคมแต่กลับได้รับการตอบรับอย่างสูงยิ่งจากประชาชน จึงน่าจะเป็นคืนอันชวนตื่นตระหนกของเครือข่ายอำนาจนิยมจารีตนิยมที่จะต้องจัดการอย่างเด็ดขาด

“วงจร” ที่ใช้กำจัดพรรคอนาคตใหม่ และต่อไปคือพรรคก้าวไกล แม้จะดูไม่ต่างจากวงจรรุ่น 2 ที่เป็นการใช้กลไกทางรัฐธรรมนูญและกฎหมายเหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างกัน นั่นคือ “วงจร 3” นี้ไม่ได้ใช้เพียงกลไกทางกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องรีบเร่งต่อสู้ทางวัฒนธรรมความคิดด้วย

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ทำไมการโจมตีของเครือข่ายปฏิบัติการจิตวิทยาระดับอาชีพ จึงมุ่งโจมตีไปที่พรรคก้าวไกลเป็นอันดับหนึ่ง ในขณะที่กลุ่มสมัครเล่นนั้นเลือกตีทั้งก้าวไกลและเพื่อไทย และโดยเฉพาะมุ่งเน้นไปโจมตีถึงประวัติศาสตร์การอภิวัฒน์ 2475 คณะราษฎร ตัวตนของจอมพล ป. และปรีดี พนมยงค์ แนวคิดประชาธิปไตย ความเสมอภาค เสรีภาพ รวมถึงแนวความคิดที่ก้าวหน้าต่างๆ นั่นก็เพราะแนวคิดเหล่านี้ในที่สุดจะเป็นปฏิปักษ์กับอำนาจจารีตนิยม ที่ทำให้คนตั้งคำถามว่า ทำไมยังต้องยังคงสิ่งนี้ไว้ ทำไมไม่มีใครแก้ไขเรื่องนั้น ที่อาจจะกระทบกระเทือนต่อระบบระเบียบของพวกเขาได้ที่สุด

เราจึงได้เห็นกลุ่ม IO พวกนี้ปกป้องในเรื่องไร้สาระ แม้แต่เรื่องเครื่องแบบนักเรียนไปถึงการบังคับกร้อนผม หรือซาบซึ้งกับการที่วัยรุ่นกราบงามไหว้สวย หรือแต่งชุดไทยไปงานฮาโลวีน เพราะเขาอยากให้พวกเราเชื่อว่า อะไรที่เคยมีอยู่ ที่เคยทำต่อๆ กันมาแต่เดิมนั้น มันดีอยู่แล้ว สิ่งใดที่เคยปฏิบัติมาเป็นจารีตนั้นอย่าได้ไปรื้อแคะแตะต้อง เพราะการทำเช่นนั้นอาจจะทำให้ได้เห็นบางสิ่งที่ทับซ้อนซ่อนอยู่

นี่คือ “The Cycle” หรือวงจรที่เราคงจะต้องวนเวียนอยู่นาน ที่ไม่รู้ว่าในภาพยนตร์ดังกล่าวจะได้แตะไว้หรือไม่แค่ไหน และบอกตามตรงว่า โอกาสที่เราจะหลุดจาก “วงจรอุบาทว์” นี้ก็ยาก เพราะการต่อสู้ภายใต้กติกานั้นเสียเปรียบที่นอกจากกติกาเป็นของพวกเขาแล้ว ผู้ที่ควบคุมและชี้ขาดกติกาก็เป็นของพวกเขา เห็นได้ว่าในการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไปที่ควรเป็นการเลือกผู้มาใช้อำนาจบริหารและปกครองประเทศ พรรคการเมืองที่คนเลือกมากที่สุดในประเทศก็ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคที่จัดตั้งรัฐบาลได้ก็ต้องยอมรับเงื่อนไขของเครือข่ายอำนาจจารีต และก็ปกครองบริหารประเทศไปได้เพียงเท่าที่เขาอนุญาตแบบง่อยๆ เปลี้ยๆ เท่าที่เห็นในทุกวัน ส่วนพรรคที่ชนะการเลือกตั้งสูงสุดก็ขึ้นแท่นรอถูกยุบพรรคอยู่ ถึงจะบอกว่ายุบใหม่ก็ตั้งใหม่ เลือกตั้งอีกก็ชนะอีก แต่เรื่องจริงก็คือ ต่อให้ชนะอีกเขาก็ยุบพรรคใหม่ได้อีกนั่นแหละ

เราอาจจะปลอบใจว่าเวลาอยู่ข้างเรา แต่ก็ได้เห็นแล้วจากที่ผ่านมาว่าพวกเขาก็ไม่ได้อยู่นิ่งให้ทำลายลงเฉยๆ ยังคงมีการปรับปรุง “วงจร” ของพวกเขาให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่อภัยคุกคาม ซึ่งก็คือประชาชนคนอย่างพวกเราอยู่ตลอดเวลา

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : BREAKING THE CYCLE อำนาจ ศรัทธา อนาคต (ไม่ใช่บทความวิจารณ์ภาพยนตร์)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...