โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

มรรคาสู่สวรรค์

นิยาย Dek-D

อัพเดต 31 ธ.ค. 2566 เวลา 05.30 น. • เผยแพร่ 31 ธ.ค. 2566 เวลา 05.30 น. • Ink Stone
ข้าคือกระบี่ กระบี่คือข้า… หากคนสามารถเกิดใหม่ได้ ข้าก็จะยังเป็นเช่นนี้อยู่

ข้อมูลเบื้องต้น

มรรคาสู่สวรรค์

ข้าคือกระบี่

พันลี้ปลิดชีพคน… สิบก้าวไม่ยอมเดิน

พันลี้ปลิดชีพคน… สิบก้าวไม่อยากเดิน

พันลี้ปลิดชีพคน… สิบก้าว? ไม่เดิน!!!

-------------------

ผู้เป็นนายคือบุรุษหนุ่มลึกลับผู้มาพร้อมกับใบหน้าที่หล่อเหลาและใบหูที่กางดูน่ารัก

ผู้เป็นบ่าวคือเด็กชายใสซื่อผู้เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋าแต่กำเนิด

หนึ่งนายหนึ่งบ่าวเดินทางมายังสำนักชิงซานซึ่งเป็นสำนักบำเพ็ญพรตอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน เพื่อเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร

ทว่าในระหว่างที่อยู่ในสำนัก ผู้เป็นนายกลับเอาแต่นอน ในสายตาคนอื่นเขาคือคนที่เกียจคร้านอย่างไม่มีใครเทียบได้

ส่วนผู้เป็นบ่าวกลับขยันฝึกฝนจนบรรลุสภาวะขั้นต้นในเวลาอันสั้น

แต่สิ่งที่ไม่มีใครรู้คือ

สาเหตุที่ผู้เป็นบ่าวสามารถบรรลุสภาวะได้อย่างรวดเร็ว เป็นเพราะเคล็ดการหายใจที่ผู้เป็นนายเคยสั่งสอนให้…

บุรุษหนุ่มรูปงามผู้นี้คือใครกันแน่ ไฉนจึงเอาแต่นอนเกียจคร้านทั้งวันเช่นนี้?!

*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท Ink Stone Entertainment ***

ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : China Literature

เรื่อง : มรรคาสู่สวรรค์ (大道朝天)

ผู้เขียน : มาวนี่ (猫腻)

ผู้แปล : 猪崽子

---

[大道朝天] / [猫腻]

©2021 Ink Stone Entertainment Co., Ltd. All rights reserved.

Thai translation rights arranged with China Literature by Ink Stone Entertainment Co., Ltd.

-------------------

ตอนที่ 1 เขตหวงห้ามสามพันลี้

แต่ไรมาปฐพีนี้ดิน น้ำ ลม ไฟ ล้วนสมบูรณ์
ที่แห่งนี้งามงดมีอันใดให้ต้องสงสัย
ฤาตั้งใจให้ข้าร่ายกลอนเชยชม
หมู่บุษบงส่งกลิ่นหอมฟุ้งทั่วทั้งหุบเขา
หญ้าน้ำลู่ลมเริงระบำ ก่อเกิดคลื่นน้ำเบาบาง

หากให้อวี้ชวน[1]หยิบยืมสายน้ำเขาคงดีใจ
แม้นเซียนบนฟ้าคงมิได้คำนึงหา
วานสายน้ำช่วยส่งข้ากลับบ้านที
ยอดคีรีเหลือเพียงอาทิตย์อัสดง
หยดน้ำค้างเปียกซึมอาภรณ์

(นำบทกวี ‘หลินเจียงเซียน เฟิงสุ่ยต้งจั้ว[2]’ ของซูซื่อมาใช้เป็นคำปรารภ)

……

……

ทางตอนใต้ของแผ่นดินเฉาเทียน เทือกเขาเขียวขจีเทือกหนึ่งนอนทอดกายยาวเหยียดออกไปหลายพันลี้ ยอดเขาอันงดงามนับหลายร้อยแอบซ่อนตัวอยู่ภายใต้หมู่เมฆตลอดทั้งปี

สำนักชิงซาน ซึ่งเป็นสำนักบำเพ็ญพรตอันดับหนึ่งในใต้หล้าตั้งอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ชาวบ้านทั่วไปยากยลโฉมที่แท้จริงของสำนัก

ภายนอกสำนักมีหมู่บ้านแลเมืองธรรมดาตั้งกระจัดกระจาย ในนั้นมีเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ตรงเนินเขาทิศตะวันตกเฉียงใต้ เหตุเพราะมีหมอกไหลจากในภูเขามารวมกันที่นี่ มันจึงได้นามว่าอวิ๋นจี๋

เมืองอวิ๋นจี๋ทิวทัศน์งดงาม เวลานี้เป็นต้นวสันตฤดูพอดี สายลมอ่อนโยนโชยผ่านใบหน้า ดอกหยางพลิ้วไหวลู่ตามลม หมอกขาวเบาบางคล้ายมีคล้ายไม่มี ราวกับดินแดนแห่งเซียนก็มิปาน

ชาวเมืองเดินไปมาตามปกติ ด้วยว่าคุ้นชินกับภาพแบบนี้มานาน ทว่าเหล่าอาคันตุกะต่างถิ่นบนเหลาสุราพากันอุทานชื่นชมมิขาดปาก

แต่อินซานที่นั่งอยู่ข้างหน้าต่างกลับคิดแต่จะกินหม้อไฟ

“โลกนี้มิมีปัญหาใดที่หม้อไฟหนึ่งมื้อจะแก้ไขมิได้ แม้นว่ามี เช่นนั้นก็ใช้หม้อไฟสองมื้อ….คำกล่าวนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในหมิงตู ได้ยินว่ามันแพร่มาจากเจาเกอ แต่ข้ากลับคิดว่าน่าจะมาจากมณฑลอี้โจวมากกว่า พวกเจ้าเองก็รู้ว่าที่ดินแดนของพวกข้าทั้งปีมิเคยได้เห็นแสงอาทิตย์ ทั้งอับชื้นและหนาวเหน็บ เช่นนี้แล้ว ผู้ใดบ้างจะไม่ชื่นชอบหม้อไฟเล่า? หวังให้เห็ดเจริญงอกงามอย่างนั้นฤา? พวกเจ้าที่อยู่บนดินชื่นชอบ แต่พวกข้ากินมันมาหลายหมื่นปีจนเบื่อหน่ายเต็มที เวลานี้ข้าเพียงอยากลิ้มรสหม้อไฟแบบดั้งเดิมสักมื้อ จากนั้นกลับไปคุยโวโอ้อวด ข้ากระทำอันใดผิดหรือ?”

อินซานจ้องมองไส้เป็ดที่หมุนวนอยู่ในน้ำแกงสีแดงแลฮวาเจียว[3] ที่ลอยขึ้นลงไม่หยุด ก่อนจะกลืนน้ำลายดังอึกแล้วเงยหน้าขึ้นมองดรุณีนางหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงข้าม

ดรุณีนางนี้ผมสั้นดำขลับเป็นเงางาม ดวงตาและคิ้วทั้งสองงดงามดุจภาพวาด ทั้งอ่อนเยาว์แลไร้เดียงสา หากนางยิ้มขึ้นมา คงจักดูทะเล้นมิใช่น้อย ทว่านางหาได้ยิ้มไม่ หนังตาของนางตกเล็กน้อย กระทั่งขนตาที่เล็กเรียวก็มิได้กระดิกเลยแม้เพียงนิดเดียว ดูคล้ายดั่งภาพเหมือน หาใช่คนจริงๆ ไม่

ภายในห้องยังคงไร้ซึ่งความเคลื่อนไหว เสียงฝีเท้าของชาวบ้านที่สัญจรไปมานอกหน้าต่างดังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

อินซานกล่าวว่า “เอาล่ะ ข้ายอมรับว่าที่ตัวข้ายังอยู่ที่นี่ก็ด้วยปรารถนาจะชมเรื่องสนุก ทว่าเรื่องสนุกครานี้ ทั่วทั้งโลกแห่งการบำเพ็ญพรตมีผู้ใดมิปรารถนาจะชมเล่า? และเป็นเพราะเหตุนี้ พวกเจ้าเลยคิดกำจัดข้า? ไม่ถึงขนาดนั้นกระมัง ศิษย์น้องหญิงท่านนี้ เจ้าช่วยคลายเจ้าสิ่งนี้ให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ ต่อให้มิปล่อยข้าไป แต่ก็ให้ข้าได้กินสักคำสองคำก่อนเถิด ผ้าขี้ริ้ววัวแลหลอดเลือดหัวใจ หากยังมิรีบตักขึ้นมา มันจักหมดความอร่อยเอาได้”

ไส้เป็ดจมลงก้นหม้อ ฮวาเจียวยังคงลอยขึ้นๆ ลงๆ ผ้าขี้ริ้วและหลอดเลือดหัวใจเดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่

อินซานมิอาจกินของเหล่านี้ได้ เนื่องเพราะมีโซ่โลหะสีเงินเส้นเล็กเส้นหนึ่งมัดร่างกายของเขาไว้แน่น เขาไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ยิ่งไม่สามารถจับตะเกียบได้

สาวน้อยนั่งนิ่งมิไหวติง ไม่มีวาจาใดๆ เอ่ยออกมา

อินซานพลันกล่าวว่า “กระบี่ของเจ้าล่ะ? หากเจ้าใช้กระบี่บินลอบสังหารข้าก่อน ข้าย่อมมิอาจปัดป้อง ทว่าเวลานี้เจ้ากลับนั่งอยู่ตรงหน้าข้าเยี่ยงนี้ หรือเจ้ามิกลัวข้าโจมตีกลับ? เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าโซ่กระบี่เส้นนี้สามารถรั้งตัวข้าไว้ได้?”

สาวน้อยยังมิแยแสสนใจเขา

ในที่สุดอินซานจึงทำท่าทีขึงขังจริงจังพร้อมกล่าวว่า “สำนักชิงซานคือสำนักใหญ่แห่งวิถีกระบี่ เป็นผู้นำแห่งความถูกต้อง หรือคิดจะฆ่าโดยมิถามไถ่?”

ในที่สุดสาวน้อยก็เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาแวววาวแลกระจ่างใส มิมีอารมณ์อื่นใดปะปนให้เห็น

เมื่อเห็นสายตาเยี่ยงนี้ อินซานพลันรู้สึกโล่งใจ แต่ทันใดนั้นเขากลับรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาตรงหว่างคิ้ว คล้ายดั่งมีหยาดฝนหยดหนึ่งตกลงมาตรงนั้น

กระบี่สั้นเล่มหนึ่งหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศตรงหน้าเขา

เขาหารู้ไม่ว่าตรงหว่างคิ้วของเขาได้มีรูปรากฏขึ้นมารูหนึ่ง รูทั้งเล็กทั้งกลม ใช้คำว่าประณีตมานิยามก็ดูมิผิดนัก

เลือดสดๆ สายหนึ่งไหลออกมาจากหว่างคิ้วของเขาราวกับน้ำพุสายเล็กๆ ก่อนจะหยดลงไปในหม้อไฟ

โลหิตของศิษย์แห่งเผ่าหมิงเองก็ร้อนเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกับน้ำแกงในหม้อไฟแล้วกลับเยียบเย็น น้ำแกงที่เดือดพล่านค่อยๆ สงบลง

พลังชีวิตในดวงตาของเขาหายไป คงเหลือไว้เพียงสีหน้าที่ยังคลางแคลงสงสัย

เปลวไฟอันเยือกเย็นนับหลายร้อยดวงลอยตามเจตน์กระบี่อันน่าครั่นคร้ามไปรอบเหลาสุรา เมื่อปะทะกับวัตถุพลันสลายหายไป นั่นคือเศษเพลิงวิญญาณของศิษย์แห่งเผ่าหมิง

สีหน้าสาวน้อยคร่ำเคร่ง สองคิ้วเลิกขึ้น หางตายกขึ้นตามติด ประดุจดั่งใบหลิวเรียวเล็กที่มีความแหลมคมอยู่ในตัวเขาเอง

แต่แค่อึดใจเดียว คิ้วของนางพลันร่วงตกลงมา คล้ายกำลังครุ่นคิดบางเรื่องอยู่

กระบี่สั้นเล่มนั้นบินออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนจะหายลับไปบนถนน

นิ้วของหญิงสาวขยับเล็กน้อย โซ่เหล็กที่รัดตัวอินซานเส้นนั้นแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงสายหนึ่งร่วงตกลงบนข้อมือ ก่อนจะกลายเป็นสร้อยข้อมือสีเงิน

“ข้าเป็นศิษย์นอกสำนัก ไม่มีกระบี่”

หญิงสาวลุกขึ้นกล่าวกับอินซานที่หมดลมไปแล้ว

ศพของอินซานล้มไปบนพื้น

นางเปิดประตูห้อง สืบเท้าก้าวออกไป

เสียงหวีดร้องอุทานตกใจดังขึ้นภายในเหลาสุรา เหล่าแขกที่กำลังรับประทานอาหารแลนักท่องเที่ยวต่างพากันวิ่งกรูออกไปด้านนอกอย่างแตกตื่นลนลาน

หมอกเบาบางบนถนนยังมิทันจางหาย บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งพลันปรากฏกายขึ้น สีหน้าเขาเฉยชา ใบหน้าซูบผอม สายตาเยือกเย็น แลดูมีความเป็นเซียนอยู่ในตัว

“มารชั่วเผ่าหมิงมาลอยหน้าลอยตาที่สำนักชิงซานของเรา ตายยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ”

ครั้นได้ยินคำพูดนี้ มีหรือที่ทุกคนจะมิรู้ถึงสถานะของบุรุษผู้นี้

อาคันตุกะต่างถิ่นตระหนกตกใจ พวกเขารีบคุกเข่าไปกับพื้น มิกล้าเงยหน้าสบตา

ชาวบ้านภายในเมืองเองต่างพากันหมอบกราบแนบพื้น ปากพร่ำเรียกขานท่านอาจารย์เซียน หากแต่เนื่องด้วยอาศัยอยู่อวิ๋นจี๋มานาน ได้ยินได้ฟังวีรกรรมของเซียนแห่งสำนักชิงซานมาก็มาก บางคราถึงขนาดได้พบพานท่านอาจารย์เซียน มิทันไรจึงตื่นจากความตระหนก ทั้งยังคิดว่าเรื่องราวในวันนี้มันผิดแผกไปจากปกติยิ่งนัก

เผ่าหมิงและมนุษย์รบราฆ่าฟันกันมายาวนานหลายหมื่นปี รากแค้นฝังลึกยากคลี่คลาย กระทั่งหลังนักพรตฉุนหยางแห่งสำนักชิงซานแลเสินหวงในครานั้นร่วมมือกันพิชิตกองทัพของหมิงซือได้ที่ต้าเจ๋อ ทั้งสองฝ่ายก็มิได้ทำศึกระหว่างกันเป็นเวลานานหลายปี ถึงขนาดแอบมีการติดต่อไปหากันอย่างลับๆ เสียด้วยซ้ำ ต่อให้เป็นสถานที่เฉกเช่นเมืองเจาเกอหรือจังหวัดเฟิงเตา ในเวลานี้หากจับมารร้ายของเผ่าหมิงได้ ขอเพียงมิใช่สายลับ ก็มักจะแค่ถูกส่งไปยังคุกสะกดมาร เพื่อรอโอกาสในการแลกเปลี่ยนคนหรือขู่เข็ญเอาทรัพย์สินเงินทองจากทางเผ่าหมิง ยิ่งไปกว่านั้นสำนักชิงซานยังเป็นสำนักเซียนที่ไม่ข้องแวะกับทางโลก กระทำการใดๆ ล้วนแต่เปิดเผยเรียบง่าย เหตุไฉนวันนี้ถึงได้ลงมือเหี้ยมโหดเพียงนี้?

สายลมพัดแผ่วเบา ม่านหมอกบนถนนจางหายหมดสิ้น คนหนุ่มสาวสิบกว่าคนรวมตัวอยู่หน้าเหลาสุรา สีหน้าท่าทางล้วนดูดี พวกเขาเป็นศิษย์นอกสำนักของชิงซาน

“คารวะอาจารย์เมิ่ง

ลูกศิษย์หนุ่มสาวทำความเคารพบุรุษวัยกลางคนผู้นั้น

ชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าอาจารย์เมิ่งกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังปนเคารพเลื่อมใส “เรื่องสำคัญใกล้มาถึง ระวังตัวด้วย”

เหล่าลูกศิษย์ขานรับพร้อมเพรียง

อาจารย์เมิ่งกล่าวอีกว่า “เก็บกวาดเรียบร้อยแล้วกลับได้ อย่ารบกวนที่นี่นานนัก”

ดรุณีนางนั้นก้าวเดินออกมาจากเหลาสุรา

อาจารย์เมิ่งมองดูนาง สีหน้าอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย กล่าวว่า “ทำดีมากล่าเยวี่ย”

ครั้นกล่าวจบ ลำแสงกระบี่สายหนึ่งสะบัดวูบขึ้นมา ร่างกายเขาพลันหายไป

……

……

“ศิษย์พี่หญิง”

“ศิษย์พี่เจ้า”

เหล่าศิษย์ชิงซานกรูเข้ามาห้อมล้อมเด็กสาว ใบหน้าเปี่ยมด้วยความเคารพชมชื่น

เด็กสาวนามเจ้าล่าเยวี่ยอายุมิเกินสิบสองสิบสามปี ดูเยาว์วัยกว่าศิษย์ร่วมสำนักอย่างเห็นได้ชัด มิรู้เหตุใดจึงถูกขานเรียกศิษย์พี่หญิง ยามนางสั่งกำชับทุกคนเก็บกวาดโรงเตี๊ยมแลกำจัดร่องรอยที่เหลือ เพื่อให้มั่นใจว่าเศษซากวิญญาณของมารร้ายเผ่าหมิงผู้นั้นจักมิกลายสภาพ ก็ไม่เห็นผู้ใดแสดงท่าทีเคลือบแคลงสงสัย บารมีดูสูงส่งยิ่ง

“ท่านอาจารย์เซียนว่าไว้มิผิด เจ็ดวันก่อนยอดเขาเทียนกวง ประกาศเขตหวงห้ามสามพันลี้ มารชั่วนี้ยังกล้ารั้งรอมิจากไป ช่างรนหาที่ตายจริงๆ”

ศิษย์ผู้หนึ่งมองดูศพที่ถูกหามออกมาร่างนั้น กล่าวพลางส่ายหัวว่า “มิรู้มันกำลังคิดอันใดอยู่”

“พวกเราที่นี่ยังดี ได้ยินว่ากระทั่งเหล่าศิษย์พี่ที่ยอดเขาเหลี่ยงว่างต่างไปกำราบมารชั่วยังเมืองจั๋วเหอกันหมด ลำแสงกระบี่ส่องสว่างไปทั่วทั้งมณฑลหนานเหอ”

“มีอะไรน่าตกใจ? เมื่อคืนก่อน ผู้พิทักษ์ทั้งสี่พลันตื่นขึ้นมาพร้อมกัน แสงดาวที่มีอยู่ทั่วท้องฟ้าถูกพวกมันบดบังไปกว่าครึ่ง”

ขณะเหล่าลูกศิษย์พูดคุยอย่างออกรสออกชาติ เจ้าล่าเยวี่ยมิได้กล่าวอันใด หากแต่ทอดตามองไปยังท้องฟ้าสีเทาอึมครึม ไม่รู้กำลังครุ่นคิดเรื่องใดอยู่

เขาชิงซานมียอดเขาเก้ายอด ซ่อนกายอยู่ในหมู่เมฆ

เทียนกวงคือยอดเขาอันดับแรก เป็นที่พำนักของเจ้าสำนัก

ยอดสองนั้นคือเหลี่ยงว่าง ศิษย์หนุ่มสาวที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักต่างฝึกกระบี่ที่นี่

เวลาเจอเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญที่แท้จริง ชิงซานจะเรียกรวมเหล่าศิษย์แล้วส่งไปประจำตำแหน่งต่างๆ ทั้งยังป่าวประกาศเขตหวงห้ามไปทั้งแผ่นดิน

ห้ามมิให้เข้าออกตามอำเภอใจในระยะกี่ลี้จากเขาชิงซาน ผู้ใดขัดขืน สังหารสิ้นโดยมิต้องไถ่ถาม

ระยะหวงห้ามยิ่งไกล ยิ่งแสดงให้ถึงความสำคัญของเรื่องราว

ในอดีตก่อนที่นักพรตไท่ผิงจะเก็บตัวบำเพ็ญเพียรไม่ยอมออกมา สำนักชิงซานเคยประกาศเขตหวงห้ามแปดร้อยลี้ ทั่วทั้งแผ่นดินตกตะลึง

ระยะแปดร้อยลี้นับจากเขาชิงซาน คำสั่งหวงห้ามครอบคลุมหนึ่งในห้าของแผ่นดินเฉาเทียน

เพื่อให้ความร่วมมือกับคำสั่งหวงห้ามของสำนักชิงซานแล้ว ฝ่าบาทเสินหวงถึงขนาดส่งกองทัพนับหลายหมื่นเดินทางขึ้นเหนือเป็นเวลาหลายคืนติดต่อกัน เพื่อขู่แคว้นเสว่ที่อยู่ทางเหนือและเผ่าหมิงให้หวาดกลัว

แต่ครานี้สำนักชิงซานประกาศเขตหวงห้ามสามพันลี้?

มันจะเกิดเรื่องใหญ่แบบไหนขึ้นกันแน่?

ดวงตาของเจ้าล่าเยวี่ยพลันหรี่เล็กลง

นั่นเพราะท้องฟ้าอึมครึมที่นางจับจ้องอยู่พลันสว่างไสวขึ้นมา

พระอาทิตย์ลอยเด่นกลางนภา เมฆาเคลื่อนคล้อยสลายตัว หมู่ยอดเขาที่อยู่อีกฟากมองดูเลือนลาง ประดุจดั่งกระบี่ยักษ์จำนวนนับไม่ถ้วนกำลังจ่อเล็งไปยังท้องฟ้า

สายตาศิษย์คนอื่นๆ ทอดยาวตามนางไป ก่อนจะไปหยุดอยู่ระหว่างหมู่ยอดเขา

แสงอาทิตย์สาดส่องไปบนใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของเหล่าศิษย์ สีหน้าทุกคนล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา

เหตุที่ประกาศเขตหวงห้ามสามพันลี้ราวกับจะมีกองทัพของศัตรูบุกเข้ามา นั่นเพราะวันนี้สำนักชิงซานกำลังจะมีเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบพันปีเกิดขึ้น

ปรมาจารย์อาจิ่งหยางจะบรรลุเป็นเซียนแล้ว

……………………………………………………………………………

อวี้ชวน[1] ฉายานามของกวีสมัยถังคนหนึ่ง

หลินเจียงเซียน เฟิงสุ่ยต้งจั้ว[2] ชื่อบทกวีภาษาจีนคือ 临江仙,风水洞作

ฮวาเจียว[3] คือ พริกไทยชนิดหนึ่งของจีน

ตอนที่ 2 หนึ่งกระบี่สะบั้นฟ้า

“ประเดี๋ยวไม่ว่าจะเกิดปรากฏการณ์ที่น่าตกตะลึงเพียงใด ก็อย่าได้แตกตื่นลนลาน”

ศิษย์ชิงซานขอร้องให้ชาวเมืองกลับบ้านของตน นักท่องเที่ยวต่างถิ่นที่มีจำนวนไม่มากต่างก็รีบกลับโรงเตี๊ยมเช่นเดียวกัน ไม่นานบนถนนก็มิเหลือผู้ใด

ศิษย์คนหนึ่งมองดูศพบนถนนร่างนั้น พลางเอ่ยถามอย่างสงสัยว่า “เพลิงวิญญาณของศิษย์เผ่าหมิงผู้นี้ธรรมดา พลังฝีมือต่ำต้อย เหตุใดถึงกล้ารั้งอยู่ที่นี่?”

ศิษย์อีกคนรับคำขึ้นมา “ใครจะรู้ล่ะ? บางทีมันอาจคิดอยากดูปรมาจารย์อาบรรลุกลายเป็นเซียนกระมัง ภาพอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ มีผู้ใดมิอยากดู?”

ทันใดนั้นลมพลันพัดโบก ใบไม้หลุดร่วงปลิดปลิว

เหล่าศิษย์แหงนหน้ามองฟ้า ลำแสงกระบี่นับหลายร้อยสายพุ่งตรงไปยังหมู่ยอดเขาจากทุกทิศทาง จากนั้นพลันมีแสงอันเป็นเอกลักษณ์ของอาวุธวิเศษอีกสิบกว่าสายพร่างพราวเจิดจ้าเต็มคุ้งฟ้า สุดท้ายเป็นฐานดอกบัวใหญ่ยักษ์ฐานหนึ่งลอยมาจากบนฟ้า พลังสภาวะอันแก่กล้าลอยฟุ้งเต็มนภา

“หรือนั่นจะเป็นเหล่าไท่จวินแห่งสำนักเสวียนหลิง”

“เจ้าสำนักอู๋เอินเหมิน!”

“รองอัครมหาเสนาบดีจิ้งจง!”

“ลำแสงกระบี่ที่พุ่งขึ้นไปบนฟ้าอันนั้น ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ หรือจะเป็นผู้นั้น?”

“เหล่าศิษย์พี่แห่งยอดเขาเหลี่ยงว่างกลับมาแล้ว หัวหน้าผู้อาวุโสแห่งยอดเขาซั่งเต๋อก็กลับมาแล้ว!”

“เจวี่ยนเหลียนเหรินก็มาด้วยหรือนี่?”

เหล่าลูกศิษย์ตะลึงลานจนมิสามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ หากไม่เป็นเพราะเหตุการณ์สำคัญที่จะอุบัติขึ้นในวันนี้ ไฉนเลยจะมีโอกาสได้เห็นผู้ยิ่งใหญ่พร้อมกันมากมายขนาดนี้

เจ้าล่าเยวี่ยมิได้สนใจแยแสเรื่องเหล่านี้ นางหิ้วร่างไร้วิญญาณของอินซานเดินออกไปนอกเมือง

……

……

อาจารย์เมิ่งผู้นั้นมิได้จากเมืองไป หากแต่ยืนอยู่บนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งด้านนอกเมือง สายตามองไปยังยอดเขาสูงใหญ่ยอดนั้น อารมณ์สับสนเล็กน้อย

ปรมาจารย์อาจิ่งหยางสถานะสูงส่งยิ่ง เขาคือศิษย์น้องของท่านนักพรตไท่ผิง ทั้งยังเป็นผู้ที่ท่านเจ้าสำนักต้องขานเรียกอาจารย์อาคนเล็กด้วยความเคารพ

ว่ากันว่าปรมาจารย์อาผู้นี้พรสวรรค์เป็นเลิศเหนือมนุษย์ สร้างสรรค์บันทึกแห่งการบำเพ็ญพรตอันน่าเหลือเชื่อมาแล้วนับไม่ถ้วน ทว่าเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอยู่บนยอดเขาที่เก้าอย่างเงียบๆ เป็นเวลายาวนาน น้อยครั้งนักที่จะพบคนนอก เหล่าศิษย์เอกในสำนักมีเพียงไม่กี่คนที่เคยได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของปรมาจารย์อาผู้นี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเขาเลย

วันนี้ไม่เพียงแต่เจ้าสำนักใหญ่ๆ เท่านั้นที่มารวมตัวกัน กระทั่งผู้ยิ่งใหญ่ที่ใช้ชีวิตสันโดษอยู่ในโลกภายนอกอีกมากมายก็มาด้วยเช่นกัน

เขามิคาดคิดเลยว่ากระทั่งฉานจึแห่งฝอจง[1] ที่ผู้คนพากันร่ำลือผู้นั้นก็มาด้วย

ได้ยินว่าในส่วนลึกของชั้นเมฆอาจจะมีผู้ยิ่งใหญ่จากส่วนอื่นของแผ่นดินหลบซ่อนอยู่

เป็นเรื่องอัศจรรย์ที่ไม่เคยพบพานในรอบพันปีจริงๆ ด้วย

หากลำแสงกระบี่นั้นมาจากเทพกระบี่ แล้วเทพดาบเล่า?

อาจารย์เมิ่งเหม่อลอยเล็กน้อย

นามเหล่านั้นห่างไกลตัวเขาเกินไป

ยอดเขายอดนั้นห่างไกลจากเขายิ่งกว่า

เรื่องราวเกี่ยวกับปรมาจารย์อาผู้นั้น เขาเพียงเคยได้ยินข่าวลือบางส่วนเท่านั้น

ว่ากันว่าเมื่อครั้งหลังจากที่รับตำแหน่งเจ้าสำนักแล้ว ในตอนที่เจ้าสำนักเอ่ยถึงผู้อาวุโสที่เก็บตัวบำเพ็ญเพียรอยู่บนยอดเขาผู้นี้ เขาพูดเพียงอาจารย์อาคนเล็กไม่กี่พยางค์นี้แล้วไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก ยังมีอะไรอีกหลายอย่างเกี่ยวกับอาจารย์อาคนเล็กผู้นี้ที่เจ้าสำนักไม่ได้กล่าวออกมา

เขาเข้าใจดีว่าเป็นเพราะเหตุใด ก็คล้ายกับที่ทั่วทั้งสำนักชิงซานต่างรู้ดีว่าเหตุใดเวลาที่อาจารย์ลุงเจี้ยนลวี่แห่งยอดเขาซั่งเต๋อเอ่ยถึงปรมาจารย์อาผู้นี้ถึงไม่เคยมีความเคารพยำเกรง มักจะมีเพียงเสียงแค่นหัวเราะเยือกเย็นอยู่ในลำคอ

ปรมาจารย์อาคนเล็กนั้นคือผู้ฝึกตนที่มีสภาวะแก่กล้าที่สุดในสำนักชิงซานไปจนถึงทั่วทั้งโลกแห่งการบำเพ็ญพรต

ทว่านับแต่ที่ย่างก้าวเข้าไปในเขาชิงซาน เขาก็เอาแต่เก็บตัวบำเพ็ญเพียรอยู่บนเขา น้อยครั้งที่จะปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน ยิ่งมิต้องพูดถึงเรื่องแสดงฝีมือ

เขามิเคยเป็นตัวแทนของสำนักชิงซานเข้าร่วมงานชุมนุมเหมยฮุ่ย[2] มิเคยต่อสู้กับยอดฝีมือของราชสำนักแห่งเจาเกอ ไม่เคยประมือกับผู้เยี่ยมยุทธ์ของสำนักอื่นที่หลบซ่อนตัวอยู่ ในสงครามอย่างลับๆ ของฝ่ายธรรมะกับผู้อาวุโสของเผ่าหมิงก็มิเคยเห็นเขา กระทั่งในศึกที่สู้กับผู้บำเพ็ญเพียรของแคว้นเสวี่ยทั้งสามคราก็มิเคยเห็นเขาปรากฏกาย

บนเส้นทางแห่งพรตอันยาวนาน เขามิเคยทำอะไรเลย นอกจากบำเพ็ญเพียร

ถูกต้อง คงจะมีเพียงผู้ฝึกตนที่ไม่สนใจโลกภายนอกแลตัดขาดจากอารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้ ถึงจะสามารถเดินไปถึงสุดทางของเส้นทางแห่งพรต และก้าวข้ามไปยังดินแดนที่สุดจะจินตนาการได้ถึงกระมัง

เพียงแต่การฝึกตนเช่นนี้…ต่อให้สภาวะของปรมาจารย์อาจะสูงส่งเพียงใด แล้วมันจะมีความหมายอันใดต่ออนุชนรุ่นหลังอย่างพวกเขากันเล่า? มันจะมีความหมายอันใดต่อสำนักชิงซานกันเล่า? มันจะมีความหมายอันใดต่อสรรพชีวิตในใต้หล้านี้กันเล่า?

แม้นจะน่าตกตะลึงเพียงใด ทว่าคำเล่าลือก็เป็นเพียงคำเล่าลือ ไม่มีทางที่จะอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงได้ เช่นนั้นไปดีกว่า

เมื่อมองดูยอดเขาสูงที่เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่อยู่ในม่านหมอกยอดนั้น มุมปากเขาพลันมีรอยยิ้มขมขื่นเล็กน้อยปรากฏขึ้นมา

กระทั่งเขาเห็นเจ้าล่าเยวี่ยเดินหิ้วศพของมารร้ายเผ่าหมิงผู้นั้นออกไปนอกเมือง ความขมขื่นภายในรอยยิ้มพลันหายไป ในใจรู้สึกตกใจเล็กน้อย แต่ที่มากกว่านั้นคือปลื้มใจ

ขณะที่ทั่วทั้งโลกกำลังจับจ้องไปยังยอดเขายอดนั้น นางกลับไม่มอง

อายุเท่านี้ ไฉนใจถึงนิ่งสงบเพียงนี้?

มิเสียทีที่เป็นสาวน้อยอัจฉริยะที่ทั้งสำนักชิงซานแอบจับตามองดูอยู่

ทันใดนั้นเอง รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาหายไป ก่อนจะมองไปทางยอดเขานั้นอีกครั้ง

ก็เหมือนดั่งที่เขาว่าไว้ คนที่มีสิทธิ์มองไปทางยอดเขานั้น เวลานี้ต่างมองไปทางนั้นกันหมดแล้ว

เมฆหมอกที่อยู่ระหว่างกลุ่มยอดเขาราวกับถูกมือยักษ์ข้างหนึ่งกวนไปมา มันหมุนวนอย่างรุนแรง จากนั้นกระจายตัวไหลออกไปรอบทิศ ค่อยๆ เผยให้เห็นท้องฟ้าที่ใสกระจ่าง

เงาตะคุ่มๆ สองสามเงาตรงส่วนลึกของชั้นเมฆถูกบีบให้เผยตัวออกมา เงาเหล่านั้นโค้งคำนับไปยังยอดเขาเทียนกวงของสำนักชิงซาน ดูคล้ายมิร้อนใจ แต่ความจริงแล้วกลับกระอักกระอ่วนอยู่มิน้อย

ไกลออกไปกว่านั้น เงาสีดำที่มีเปลวไฟเยือกเย็นลุกท่วมสองเงารีบถอยไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว แลดูทุลักทุเลยิ่งนัก

อาจารย์เมิ่งคาดเดาได้ว่าหนึ่งในนั้นน่าจะเป็นมหาปุโรหิตแห่งเผ่าหมิง แล้วอีกคนหนึ่งเล่า?

ข่ายพลังชิงซานมิได้เปิดฉากโจมตี บนยอดเขาเทียนกวงมีเสียงหัวร่อดังขึ้นมา สิ่งที่ปรากฏขึ้นมาในเวลาเดียวกันยังมีเจตน์กระบี่อันน่าครั่นคร้ามอย่างยิ่งยวดสายหนึ่งด้วย

เจตน์กระบี่กระจายตัวออกไปจากหมู่ยอดเขาคล้ายดั่งเกลียวคลื่น

ลำแสงกระบี่ส่ายหนึ่งพุ่งขึ้นมาจากหน้าผาราวกับถูกบีบบังคับให้ต้องตอบโต้ ก่อนจะลอยล่องออกไป

กระทั่งลำแสงกระบี่สายนั้นถอยร่นออกไปสามพันลี้ จนไปอยู่เหนือทะเลตะวันตก เจตน์กระบี่จากยอดเขาเทียนกวงจึงค่อยๆ สงบลง

“เจ้าสำนักลงมือแล้ว!” อาจารย์เมิ่งตกใจเล็กน้อย

คนที่มีคุณสมบัติพอจะทำให้เจ้าสำนักชิงซานใช้กระบี่แบกสวรรค์ ทั่วทั้งแผ่นดินมีเพียงไม่กี่คน

ลำแสงเยือกเย็นบนทะเลตะวันตกสายนั้น คือกระบี่ของเทพกระบี่อย่างนั้นหรือ?

……

……

ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น แม้นว่าบุคคลผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นจะทยอยกันปรากฏกายออกมา ทว่ามันก็หาได้มีผลใดๆ ต่อยอดเขาที่เก้าไม่

ยอดเขาอันโดดเดี่ยวยังคงเงียบสงบ ราวกับไร้ซึ่งลมหายใจ

ทันใดนั้น พสุธาแลนภากาศพลันเปลี่ยนสี สายฟ้าสิบกว่าเส้นฉีกกระชากคุ้งฟ้าสีน้ำเงินคราม เสียงฟ้ากู่ร้องคำรามหลายสิบเสียงพุ่งตรงไปหายอดเขาโดดเดี่ยวนั้น!

ยังมิทันที่สายฟ้าและเสียงร้องคำรามที่ซ่อนเร้นพลังของฟ้าดินจะสัมผัสถูกยอดเขา พวกมันก็ถูกฟันจนแตกเป็นเสี่ยงๆ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นกลุ่มควัน

นั่นเป็นเพราะในยอดเขาโดดเดี่ยวนั้นมีลำแสงกระบี่สายหนึ่งปรากฏขึ้นมา

ไม่มีผู้ใดทราบว่ากระบี่นี้เมื่อเทียบกับกระบี่แบกสวรรค์ก่อนหน้านี้ ใครกันแน่ที่แข็งแกร่งกว่า

อย่าว่าแต่อาจารย์เมิ่งผู้นี้เลย ต่อให้เป็นยอดฝีมือที่อยู่ห่างออกไปสามพันลี้เหล่านั้นก็มองไม่ออกเช่นเดียวกัน

ลำแสงกระบี่ที่ปรากฏขึ้นบนยอดเขาโดดเดี่ยวนั้นดูมิคล้ายว่ามีอานุภาพใดๆ

นั่นเป็นกระบี่ที่แสนเรียบง่าย สะบัดขึ้นฟ้าตามอารมณ์

แต่เสียงฟ้าคำรามกลับสลายไปเมื่อเจอกับมัน

ลำแสงกระบี่ยังคงทะยานขึ้นไป

เกิดเป็นเสียงฟิ้วเบาๆ ดังขึ้นมา

บนท้องฟ้าสีน้ำเงินมีรอยแตกเล็กๆ ปรากฏขึ้นมารอยหนึ่ง

ลำแสงระยิบระยับดูคล้ายทองคล้ายหยกจำนวนนับไม่ถ้วนไหลลงมาจากในรอยแตกนั้น ก่อนจะสลายตัวเมื่อเจอกับสายลม กลายเป็นจุดแสงเล็กๆ นับไม่ถ้วน ส่องสว่างไปทั่วทั้งแผ่นดิน

หนึ่งกระบี่สะบั้นฟ้า?

เวลาที่เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่ยิ่งใหญ่ในบันทึกโบราณกลายเป็นเซียน ล้วนแต่อาศัยสภาวะที่ตนเองได้เพียรสร้างมาในการต้านทานเสียงฟ้าคำรามอย่างยากลำบาก จวบจนกระทั่งผ่านการทดสอบในท้ายที่สุด ฟ้าจึงหยุดคำราม ลำแสงระยิบระยับตกโปรยปรายลงมาประดุจดั่งนางฟ้าโปรยมวลดอกไม้ ถึงจะมองเห็นเส้นทางขึ้นสู่สวรรค์เส้นนั้นได้

ทว่าวันนี้ปรมาจารย์อาจิ่งหยางกลับมิได้รอให้ฟ้าคำรามเป็นคำรบที่สอง ก็ชิงสะบัดกระบี่ออกไปเสียก่อนแล้ว

หรือเขาคิดจะใช้กระบี่ของตัวเอง ฝืนเปิดทางสู่สวรรค์เส้นนั้น?

นี่คือความกล้าแบบไหนกัน! แล้วก็เป็นความมั่นใจในตัวเองแบบไหนกัน!

อาจารย์เมิ่งตะลึงลาน ใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากสั่นเครือเล็กน้อย

เจ้าของลำแสงกระบี่บนทะเลตะวันตกนั้น อีกทั้งเหล่าผู้แข็งแกร่งที่รอชื่นชมวินาทีประวัติศาสตร์อยู่ในสำนักชิงซาน ต่างตกตะลึงจนมิอาจเปล่งวาจาออกมาเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นี้

บนยอดเขาโดดเดี่ยว ลำแสงกระบี่ยังคงพุ่งทะยานขึ้นไปบนฟ้า

ลมพายุโหมกระหน่ำ ฟ้าคำรามกู่ก้องไม่หยุด

กระบี่นั้นมิได้แยแสสนใจแม้แต่น้อย มันเพียงมุ่งจะขึ้นไปเท่านั้น

หากบอกว่านี่คือบททดสอบสุดท้ายที่ฟ้าดินมอบให้แก่ผู้บำเพ็ญตนที่กำลังจะบรรลุกลายเป็นเซียน เช่นนั้นการตอบโต้ของลำแสงกระบี่นี้ก็เรียกได้ว่าไร้ซึ่งความเกรงใจ

การต่อสู้กันของพลังแห่งฟ้าดินและเจตน์แห่งกระบี่นั้นได้ขับไล่เมฆหมอกที่ปกคลุมอยู่บนหมู่ยอดเขาให้สลายตัวไป ในที่สุดยอดเขาทั้งเก้าของสำนักชิงซานก็ปรากฏสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรก ทว่ากลับมิมีผู้ใดสังเกตเห็น เนื่องจากสายตาของทุกคนต่างจับจ้องอยู่บนลำแสงกระบี่นั้น

ลำแสงกระบี่พุ่งเข้าใกล้ท้องฟ้าไม่หยุด

รอยปริแตกบนท้องฟ้าใหญ่ขึ้นทุกขณะ ลำแสงระยิบระยับที่ไหลลงมายิ่งจับตัวหนาขึ้น ทำเอาพสุธาและนภากาศยิ่งสว่างเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ว่าเป็นบ้านเรือนที่อยู่ในเมืองหรือถ้ำที่อยู่ระหว่างยอดเขาล้วนแต่ฉาบไว้ด้วยแสงสีทอง ราวกับดินแดนแห่งเซียนหรืออาณาจักรของเทพก็มิปาน

……………………………………………………………………

[1] ฝอจงคือนิกายพุทธนิกายหนึ่ง

[2]งานชุมนุมเหมยฮุ่ย หมายถึง งานชุมนุมดอกเหมย

ตอนที่ 3 ชายหนุ่มชุดขาวที่ย่ำลงแม่น้ำสายนั้นอีกครั้ง

เจ้าล่าเยวี่ยหิ้วศพอินซานเดินออกไปนอกเมือง ฝีเท้าย่ำเหยียบไปบนหญ้าสีเขียว ดูปราดเปรียวแผ่วเบา

แสงสว่างเจิดจ้าจากฟากฟ้าสาดส่องมาบนร่างกายอันอรชรอ้อนแอ้นของนางจนทอดเป็นเงายาวเหยียดบนพื้น ก่อนจะค่อยๆ ถูกแสงที่สว่างยิ่งกว่ากลืนจนจางไป

เรื่องที่สำคัญที่สุดบนแผ่นดินกำลังอุบัติขึ้น ทว่านางกลับมิได้เหลียวหน้าแลมอง เพียงแต่จ้องดูเงาตรงหน้าที่เดี๋ยวเข้มเดี๋ยวอ่อนสลับสับเปลี่ยนกันไป คล้ายว่าเรื่องนี้น่าสนใจเสียยิ่งกว่าปรากฏการณ์ประหลาดที่กำลังเกิดขึ้นเสียอีก

ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นนาง แล้วก็ย่อมไม่มีใครสังเกตเห็นว่าในที่สุดสีหน้าของนางได้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ริมฝีปากนางยกขึ้นเล็กน้อย กำลังยิ้มอยู่

บนหมู่ยอดเขาค่อยๆ มีเสียงกู่ร้องชื่นชมดังขึ้น

ในเมืองก็คล้ายมีเสียงโห่ร้อง

เมื่อแผ่นฟ้าแลพสุธายิ่งสว่างขึ้น เสียงโห่ร้องยิ่งดังขึ้น รอยยิ้มของนางก็ยิ่งกว้างขึ้น จนกระทั่งเผยให้เห็นลักยิ้มเล็กๆ บนพวงแก้ม ดูน่ารักอยู่ทีเดียว

นางรู้สึกดีใจจริงๆ แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกเสียใจปนเสียดาย

หากได้อยู่ในยุคสมัยเดียวกับอัจฉริยะอย่างปรมาจารย์อา มันคงจะดีมิใช่น้อย

มิว่าจะเป็นการขอความรู้คำชี้แนะ หรืออะไรอย่างอื่น

เสียงโห่ร้องบนหมู่ยอดเขาพลันหายไป

ไม่มีอะไรน่าประหลาดใจ

ความเงียบในเวลานี้หมายถึงคำอวยพรและความปรารถนาดีที่งดงาม

เหมือนกับแสงที่ส่องสว่างไปบนโลก

แต่แน่นอน สุดท้ายแล้วยังคงมีความรู้สึกผิดหวังอยู่

ปรมาจารย์อาจิ่งหยางบรรลุเป็นเซียนแล้ว

ในที่สุดเจ้าล่าเยวี่ยก็หมุนตัว แลมองไปบนฟ้า

เมื่อมองดูรอยแตกที่ค่อยๆ จางหายไป อีกทั้งลำแสงกระบี่ที่เลือนรางจนใกล้จะมองไม่เห็น ไม่รู้เพราะเหตุใด สองคิ้วของนางพลันเลิกขึ้นเล็กน้อย

นางมองดูศพที่หิ้วอยู่ในมือ รอยยิ้มค่อยๆ หดหาย กลายเป็นความสงสัยปนไม่แน่ใจ

……

……

ม่านหมอกอบอวลด้วยความชุ่มชื้น สายธารเคียงคู่มิห่างหาย

ไม่ไกลจากตัวเมืองอวิ๋นจี๋มีลำธารสายหนึ่ง ลำธารสายนั้นนำพาหมอกเบาบางไหลอ้อมผาสูงแลเนินเขาไปไกลหลายสิบลี้ ก่อนจะไหลเข้าไปในหน้าผาของอีกยอดเขาหนึ่งใหม่อีกครั้ง

ไม่รู้ไหลเข้าหน้าผาไปไกลเท่าไร สายธารค่อยๆ กว้างขึ้น แสงสว่างค่อยๆ สว่างขึ้น ด้านในกลับมีโพรงหินอยู่โพรงหนึ่ง บนผนังฝังไว้ด้วยหยกล้ำค่าที่ยากพานพบได้บนโลก

ภายในโพรงหินเรียบง่าย มีเพียงเตียงหินที่เชื่อมต่อกับหน้าผาอยู่หลังหนึ่ง ด้านหน้าเตียงมีเบาะสานที่ผุพังวางอยู่สองอัน

บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งยืนสองมือไพล่พลัง เอียงศีรษะมองดูเตียงหิน สายลมพัดโบกเป็นครั้งคราว ชุดขาวพริ้วตามลม

บนเตียงหินนอนไว้ด้วยคนผู้หนึ่ง ทั่วทั้งร่างอาบเลือด ทุกแห่งล้วนเต็มไปด้วยบาดแผล บางแผลแคบ บางแผลกว้าง บางแผลลึก บางแผลตื้น มิอาจแยกแยะได้เลยว่าถูกอาวุธชนิดใดทำร้ายกันแน่ เสื้อผ้าเองก็ขาดวิ่นไม่เป็นชิ้นดี ไหนเลยจะมองออกว่านั่นเป็นผ้าที่ถักทอขึ้นมาจากไหมฟ้า เข็มขัดเส้นนั้นยังคงสมบูรณ์ ไอชั่วร้ายจางๆ สายหนึ่งห่อหุ้มเข็มขัดเอาไว้ ประเดี๋ยวปรากฏประเดี๋ยวหาย นั่นคือเข็มขัดที่ทำจากเอ็นมังกรหมิงเจียว บนเข็มขัดมีแผ่นป้ายชิ้นหนึ่งห้อยไว้ ดูคล้ายว่าแกะสลักขึ้นมาจากไม้สีดำธรรมดา

คนผู้นี้ไร้ลมหายใจ เสียชีวิตไปนานแล้ว แต่สิ่งที่น่าแปลกคือบนใบหน้ายังคงมีไอหมอกปกคลุมอยู่ชั้นหนึ่ง ไอหมอกหนาทึบจนไม่อาจมองเห็นใบหน้าได้ชัดเจน

บุรุษหนุ่มยืนอยู่หน้าเตียงหิน สายตามองดูคนผู้นั้นไม่พูดจา มิรู้ว่ากำลังครุ่นคิดอันใดอยู่

ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร ในที่สุดเขาจึงกล่าวออกมา

“น่าหงุดหงิด…จริงๆ”

เสียงของเขาชัดเจน แต่กลับแหบแห้งเล็กน้อย การพูดเชื่องช้ายิ่ง คล้ายปกติมิค่อยได้เอ่ยวาจา

แสงสว่างส่องไปในดวงตาเขา

ดวงตาของเขาดุจดั่งมหาสมุทร คล้ายเงียบสงบและใสกระจ่าง แต่กลับลึกและกว้างใหญ่จนสุดคณานับ ทั้งยังแอบซ่อนเกลียวคลื่นและลมพายุไว้จำนวนนับไม่ถ้วน

มีทั้งความไม่เข้าใจ ความโกรธเกรี้ยว ความเสียใจ ความเหนื่อยล้า อีกทั้งความเจนโลกที่ไม่สมกับอายุ

จากนั้นครู่หนึ่ง สรรพอารมณ์ในดวงตาของเขาพลันสลายหายไปจนหมด คงเหลือแต่เพียงความสงบนิ่ง

ดูคล้ายเมฆหมอกที่สลายตัวไปบนยอดเขาเก้ายอด และดูคล้ายแสงระยิบระยับที่ไหลลงมาจากบนฟ้าก่อนที่สุดท้ายจะสลายหายไป

“อิจฉาเจ้าเหมือนกันนะ ได้พักผ่อนเสียที แต่ข้ากลับยังต้องยุ่งอีกหลายปี”

บุรุษหนุ่มชุดขาวกล่าวกับคนตายที่อยู่บนเตียงหิน

เข็มขัดของคนตายขยับเล็กน้อย แผ่นป้ายไม้ชิ้นนั้นพลันหายไป

ลำแสงเยือกเย็นสายหนึ่งลอยออกมาจากเตียงหิน ก่อนจะบินวนรอบตัวเขาอย่างรวดเร็ว พลางส่องแสงวิบวับอยู่ในโพรงหินไม่หยุด ผ่านไปครู่หนึ่งจึงมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา

นั่นคือกระบี่บินเล่มหนึ่ง ยาวประมาณสองฉื่อ[1] กว้างสองนิ้วมือ ตัวกระบี่มันวาวราวกระจก นอกจากนี้แล้วก็ไม่มีอะไรพิเศษ ทว่ากลับให้ความรู้สึกที่ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง

บุรุษหนุ่มชุดขาวยกมือขวาขึ้น กระบี่บินร่วงหล่นลงมา เสียงแปะเบาๆ ดังขึ้นก่อนจะม้วนไปบนข้อมือของเขา สีของมันค่อยๆ คล้ำขึ้น ดูคล้ายสร้อยข้อมือธรรมดาเส้นหนึ่ง

บุรุษหนุ่มชุดขาวหมุนตัวเดินไปข้างสายธาร ภายในหัวพลันนึกถึงคำพูดที่คนๆ นั้นเคยกล่าวกับตนเมื่อครั้งอดีต

คนไม่มีทางย่ำลงไปในแม่น้ำสายเดิมสองครั้งได้

เป็นเช่นนี้จริงงั้นหรือ?

เขาเดินลงไปในแม่น้ำสายเล็กๆ พลางคิดถึงปัญหานี้

……

……

ไม่รู้สายน้ำไหลทะลุไหล่เขาไปไกลเท่าไร ก่อนจะทะลุออกไปยังอีกด้านหนึ่งของยอดเขากลายเป็นน้ำตกสายเล็กๆ ที่สูงสิบกว่าจ้าง[2] ดูงดงามยิ่งนัก

ชายหนุ่มชุดขาวร่วงตกลงมาจากหน้าผาตามสายน้ำ เขาคิดเตรียมจะเดินไปบนผิวน้ำ ทว่าสองเท้ากลับเหยียบทะลุผิวน้ำร่วงตกลงไปในทะเลสาบ

กระทั่งจมลงไปถึงส่วนลึกของทะเลสาบ เมื่อสองเท้าสัมผัสพื้นทะเลสาบ เขาถึงได้พอเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น พลางรู้สึกตกใจเล็กน้อย

ทว่าเขาคล้ายจะไม่รู้ว่าควรใช้สีหน้าแบบไหนมาบรรยายความรู้สึกตกใจเช่นนี้ ด้วยเหตุนี้จึงดูเหมือนเขาเหม่อลอย

น้ำในทะเลสาบที่เย็นเล็กน้อยไม่อาจทำอะไรเขาได้ เขาลืมตามองไปรอบตัว ก่อนจะมองเห็นหินก้อนหนึ่งที่อยู่ใต้ทะเลสาบ

เขายกหินก้อนนั้นขึ้นมากอดไว้ แล้วเดินตามพื้นที่ลาดเอียงขึ้นไป ระยะห่างจากผิวน้ำหดสั้นลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเดินพ้นจากผิวน้ำขึ้นมาบนฝั่ง

เสียงทึบเสียงหนึ่งดังขึ้น พื้นดินสั่นสะเทือน น้ำที่อยู่ริมฝั่งกระจายตัวเป็นระลอกคลื่นขนาดเล็ก นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเขาวางก้อนหินลง พอจะจินตนาการออกเลยว่าหินก้อนนี้หนักอึ้งเพียงใด

ทั้งร่างเขาเปียกโชก รู้สึกไม่สบายนิดหน่อย เขาขยับความคิดเตรียมจะใช้เพลิงจากกระบี่ทำให้ร่างกายแห้ง แต่กลับไม่มีอะไรปรากฏออกมา

เส้นผมที่กำลังมีน้ำหยดและเสื้อผ้าที่เปียกจนแนบชิดร่างกายเตือนเขาว่าในเวลานี้เขาควรจะก่อไฟ แต่หลังจากนั้นเขาก็คิดขึ้นมาได้ว่าตัวเองไม่เคยก่อไฟมาก่อน

เขาเอียงศีรษะ ย้อนคิดถึงหนังสือที่เขาเคยได้อ่านเมื่อหลายปีก่อนเหล่านั้น ก่อนจะใช้น้ำเสียงแหบแห้งพูดทวนออกมา “จำเป็นต้องใช้หญ้าแห้งและกิ่งไม้ขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน”

หลังมั่นใจว่าน้ำที่อยู่ในหูซ้ายออกมาจนหมดแล้ว เขาก็เอียงหัวไปทางขวาแล้วค้นหาความทรงจำที่ฝังลึกเหล่านั้นต่อ พลางกล่าวว่า “หากไม่มีหินจุดไฟ ก็ใช้หินผลึกหรือใช้การหมุนไม้”

ริมฝั่งคือป่าผืนหนึ่ง เขาสืบเท้าเดินเข้าไปในป่า ยื่นมือออกไปลูบไล้แผ่วเบา กิ่งไม้ร่วงตกลงมา ไม่นานก็กองเป็นภูเขาขนาดย่อมๆ

เขาเลือกเอาแผ่นไม้ที่มีผิวเรียบที่สุดออกมาชิ้นหนึ่ง จากนั้นวางฝอยไม้ที่ได้จากใต้เปลือกไม้ลงไปด้านบนจำนวนหนึ่ง ความคิดขยับเล็กน้อย สร้อยเงินตรงข้อมือพลันเปลี่ยนเป็นกระบี่เล่มนั้นใหม่อีกครั้ง ก่อนจะลอยหยุดอยู่เหนือแผ่นไม้

ปลายกระบี่อันแหลมคมปักลงบนแผ่นไม้ที่อยู่ด้านล่างโดยมีฝอยไม้คั่นกลาง กระบี่หมุนขึ้นมาด้วยความเร็วอย่างที่ยากจะจินตนาการได้ ไม่นานก็มีสะเก็ดไฟปะทุขึ้นมา จากนั้นเป็นควัน แล้วก็มีเปลวไฟลุกขึ้น

เสื้อผ้าวางไว้บนกิ่งไม้ ไอน้ำลอยฟุ้งออกมา

ครั้นเห็นความหนาแน่นของไอน้ำและความเร็วที่มันลอยออกมา ชายหนุ่มก็คิดคำนวณได้อย่างง่ายดายว่าต้องใช้เวลาอีกสามเค่อ[3] เสื้อผ้าจึงจะแห้งสนิท

จะใช้ช่วงเวลาที่รอคอยนี้กระทำอันใด สำหรับเขาแล้วมันมิใช่เรื่องที่จำเป็นต้องครุ่นคิดเลย

สำหรับเขาแล้ว เวลาทั้งหมดมีไว้เพื่อเป้าหมายเดียว

เขานั่งขัดสมาธิ หลับตาลงแล้วเริ่มสงบจิตภาวนา ท่าทางดูเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง

แต่จากนั้นเขาพลันลืมตาขึ้น ก่อนจะครุ่นคิดอย่างงุนงงว่า ‘เคล็ดเข้าสมาธิมันว่าอย่างไรนะ?’
……………………………………………..

ฉื่อ[1] หน่วยวัดความยาวในสมัยก่อน โดยหนึ่งฉื่อยาวประมาณ 0.33 เมตร

จ้าง[2] หน่วยวัดความยาวในสมัยก่อน โดยหนึ่งจ้างยาวประมาณ 3.33 เมตร

เค่อ[3] เป็นหน่วยบอกเวลา โดยหนึ่งเค่อคือเวลาประมาณ 15 นาที

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...