โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แพทย์เผย 10 สาเหตุ ทำไมไอเรื้อรัง ซ่อนอาการป่วยหนัก ระวังภาวะหัวใจล้มเหลว

Khaosod

อัพเดต 11 ธ.ค. 2566 เวลา 06.13 น. • เผยแพร่ 11 ธ.ค. 2566 เวลา 05.04 น.

แพทย์เผย 10 สาเหตุ ทำไมไอเรื้อรัง ซ่อนอาการป่วยหนัก และเป็นอันตรายมากกว่าที่คิด ระวังภาวะหัวใจล้มเหลว โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย หลาย ๆ คนก็เริ่มมีอาการไอซ้ำ ๆ ต่อเนื่อง จนเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยมักไปพบแพทย์ที่คลินิกผู้ป่วยนอกหรือโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม แพทย์เตือนว่า การไอมีสาเหตุหลายประการและอาจซ่อนโรคสำคัญอื่น ๆ ได้

ซือ หยุนหนิง แพทย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ทรวงอกที่โรงพยาบาลไทเปชี้ให้เห็นว่า การไอเป็นกลไกการป้องกันตามธรรมชาติของร่างกายมนุษย์และเป็นปฏิกิริยาที่พบบ่อยเมื่อระบบทางเดินหายใจเกิดการระคายเคือง

การไอสามารถล้างสารคัดหลั่งในหลอดลมและกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่สูดดมเข้าไป แต่อาการไอที่เกิดจากปัญหาต่าง ๆ อาจเกิดจากการกระตุ้นเส้นประสาทไอด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันและมีความหมายทางสรีรวิทยาหรือพยาธิวิทยาที่แตกต่างกัน การไอทั้งหมดไม่สามารถรักษาได้เหมือนกัน

สำหรับสาเหตุที่แท้จริงของอาการไอเรื้อรัง วิธีที่ดีที่สุดคือ ปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวินิจฉัยโดยละเอียด ซือหยุนหนิงเผยว่า แพทย์สามารถระบุสาเหตุของอาการไอเรื้อรังได้จากประวัติทางการแพทย์ การตรวจร่างกาย และการทดสอบในห้องปฏิบัติการที่จำเป็น และกำหนดแผนการรักษาที่สอดคล้องกัน

อีกทั้งนพ. ซือหยุนหนิง กล่าวว่า อาการไอเรื้อรัง หมายถึง อาการไอที่กินเวลานานกว่า 8 สัปดาห์ จากการวิเคราะห์พบว่าอัตราความชุกของโรคไอเรื้อรังในผู้ใหญ่ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 10% ส่วนใหญ่เป็นคนวัยกลางคนและพบได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

การศึกษาพบว่า มีรายงานว่าผู้ป่วย 66% ถึง 73% เป็นผู้หญิง และอายุที่พบมากที่สุดที่วินิจฉัยคือ 60 - 69 ปี ทั้งนี้ ตามรายของการวิจัยหากมีอาการจุกเสียด และแสบร้อนหน้าอก มากกว่าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง การปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งหลอดอาหารได้

สาเหตุของอาการไอมีได้หลายสาเหตุ และที่พบบ่อย ได้แก่ 10 สาเหตุต่อไปนี้

  • การสูบบุหรี่ โดยการสูบบุหรี่เป็นเวลานานเป็นปัจจัยหลักประการหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการไอเรื้อรัง การสูดควันเข้าไปอาจทำให้เกิดการอักเสบของทางเดินหายใจ ส่งผลให้การไอเป็นอาการที่พบบ่อย
  • มลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสกับอากาศเสีย เช่น ฝุ่นละออง สารเคมี และก๊าซที่เป็นอันตราย อาจระคายเคืองต่อทางเดินหายใจและทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังได้
  • การแพ้สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น เกสรดอกไม้ ไรฝุ่น หรือขนสัตว์ อาจทำให้เกิดอาการไอเรื้อรัง
  • โรคหอบหืด เป็นโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง มักจะมีอาการไอ หายใจลำบาก และแน่นหน้าอก

  • การติดเชื้อทางเดินหายใจ อาการไอเรื้อรังอาจเป็นอาการของการติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ไซนัสอักเสบ หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)
  • กรดไหลย้อน อาการไอเรื้อรังจากภาวะกรดไหลย้อนเกิดจากการที่กรดไหลย้อนเข้าไปในหลอดอาหารและลำคอ ส่งผลให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไประคายเคืองเส้นประสาทบริเวณหลอดอาหารส่วนปลายจนเกิดการระคายเคืองของเนื้อเยื่อและนำไปสู่อาการจุกเสียด เรอ คลื่นไส้ และแสบร้อนกลางอก รวมถึงอาจทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังโดยเฉพาะในเวลากลางคืนหรือหลังรับประทานอาหาร
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น สารยับยั้ง ACE, ยาที่ใช้รักษาความดันโลหิตสูงอาจทำให้เกิดการไอ

  • โรคปอดต่าง ๆ เช่น วัณโรค พังผืดในปอด หรือมะเร็งปอด ก็อาจทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังได้เช่นกัน พร้อมทั้งอาจมีไข้ในตอนบ่าย มีเหงื่อออกมากในตอนเย็น ร่วมกับอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด และมีเลือดปนเสมหะ
  • ปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยสภาพภูมิอากาศที่เย็น แห้ง หรือมีมลพิษสูง รวมถึงการสัมผัสกับสารเคมีหรือก๊าซพิษ อาจทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังได้
  • ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจ หัวใจล้มเหลว หรือปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดอื่น ๆ มักแสดงสัญญาณเตือนก่อนเริ่มมีอาการรุนแรง ซึ่งอาการไอเรื้อรังเป็นอีกหนึ่งอาการที่สังเกตได้

โดยมีอาการไอไม่หยุดหรือหายใจมีเสียงหวีด ร่วมกับมีเสมหะสีขาวหรือสีชมพูออกมาขณะไอ ขอแนะนำให้รีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเกิดจากการมีของเหลวคั่งอยู่ภายในปอด เนื่องจากหัวใจสูบฉีดเลือดที่ไหลกลับมาจากปอดได้ไม่ทัน

ขอบคุณที่มาจากEttoday

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...