โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เข้าใจงบกำไร-ขาดทุน ให้มากกว่าที่เคยเป็น

Stock2morrow

อัพเดต 17 พ.ย. 2566 เวลา 03.45 น. • เผยแพร่ 17 พ.ย. 2566 เวลา 07.48 น. • Stock2morrow
เข้าใจงบกำไร-ขาดทุน ให้มากกว่าที่เคยเป็น

ดูเหมือนว่าช่วงนี้ปัญหาอย่างหนึ่งของนักลงทุนที่ดูงบการเงิน
มักจะมองว่า "งบกำไร - ขาดทุน" เป็นงบที่ใช้ดูไม่ได้
เพราะสุดท้ายแล้ว บริษัทที่มีกำไร แต่ก็มีปัญหาในภายหลังได้เหมือนกัน
ซึ่งความเข้าใจนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด อย่างสิ้นเชิง
สาเหตุเป็นเพราะว่า งบกำไร - ขาดทุน คือสิ่งสำคัญอย่างแรกที่ใช้ดูว่า บริษัทค้าขายแล้ว ได้กำไรหรือขาดทุนมากน้อยแค่ไหน

แต่ประเด็น คือ นักลงทุนมักจะใช้ผิดวิธี กล่าวคือ
ดูแค่กำไร หรือขาดทุนเพียงอย่างเดียว
หรือไม่ก็ ถ้ากำไร (หรือขาดทุน) แล้วบริษัทได้กำไรมากแค่ไหน
โดยไม่ได้ดูส่วนอื่นๆประกอบเลย โดยเฉพาะงบดุลและงบกระแสเงินสด

เราต้องเข้าใจก่อนว่า งบการเงินประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ
1. งบกำไร - ขาดทุน
2. งบดุล
3. งบกระแสเงินสด
สำหรับงบกำไร-ขาดทุน จะเป็นตัวช่วยบอกเราว่า ผลดำเนินงานของบริษัทในช่วงเวลานั้นๆ เป็นอย่างไร
และทำให้เรารู้ว่า บริษัทมีรายได้เท่าไร มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง และธุรกิจมีกำไรเท่าไร
ถ้าพูดถึงภาพกว้างๆ คือ รายได้ - ค่าใช้จ่ายทั้งหมด = กำไร
แต่ในความเป็นจริงแล้ว งบกำไรขาดทุนมีรายละเอียดมากกว่านั้น

ส่วนแรกๆที่เราต้องดู คือ "รายได้"
รายได้ จะบอกให้เรารู้ว่า รายได้ของบริษัทในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไร
ซึ่งหากเรานำไปเทียบกับรายได้ในช่วงที่ผ่านมา จะทำให้เราเห็นแนวโน้มของรายได้ว่าเพิ่มขึ้น หรือลดลงมากน้อยแค่ไหน เทียบ YoY หรือ QoQ

ส่วนต่อไป คือ "รายจ่าย"
รายจ่ายแบ่งออกเป็นหลายประเภท หลักๆ คือ ต้นทุนของสินค้าและบริการ
รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร หรือที่เรามักเรียกว่า SG&A (Selling, General, and Administrative expenses)
รอลงมาอีกจะเป็น ต้นทุนทางการเงิน ค่าใช้จ่ายทางภาษี
และยังมีค่าใช้จ่ายที่เป็นเรื่องของบัญชี เช่น การด้อยค่าของสินทรัพย์ ค่าเสื่อมราคา เป็นต้น

ส่วนที่นักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุด คือ "กำไร"
โดยกำไรจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือ
1. กำไรขั้นต้น หรือ Gross Profit
คือ รายได้ - ต้นทุนขาย
บ่งบอกว่า สินค้าและบริการของบริษัท สามารถตั้งราคาขายได้สูงกว่าต้นทุนมากน้อยเพียงใด

2. กำไรจากการดำเนินงาน หรือ Operating Profit
คือ รายได้ - ต้นทุนขาย - SG&A
พูดง่ายๆคือ กำไรขั้นต้น ที่นำมาหักลบกับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เงินเดือนพนักงานเรียบร้อยแล้ว
บ่งบอกว่า การทำธุรกิจของบริษัท มีกำไรดีมากแค่ไหน
บางบริษัทมีกำไรขั้นต้นสูง แต่พอมาเป็นกำไรจากการดำเนินงานออกมาค่อนข้างต่ำ สาเหตุเป็นเพราะว่ามีการจัดโปรโมชั่น ทำการตลาดค่อนข้างมาก หรือเงินเดือนพนักงานที่ค่อนข้างสูง จ้างคนงานเข้่ามามาก ซึ่งก็จะส่งผลมายังกำไรจากการดำเนินงานนั่นเอง

3. กำไรสุทธิ หรือ Net Profit
คือ รายได้ - ต้นทุนขาย - ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร - ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย - ภาษี
พูดง่ายๆ คือ กำไรจากการดำเนินงาน นำมาหักค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยและภาษี
หรือในอีกแง่หนึ่ง คือ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว และพร้อมจะนำส่งให้กับผู้ถือหุ้นในรูปแบบของเงินปันผล (หรือเก็บไว้ลงทุนต่อในปีหน้า)
ซึ่งกำไรสุทธิในบรรทัดสุดท้าย จะเป็นการสะท้อนภาพการทำกำไรของบริษัท
ว่าท้ายที่สุดแล้ว หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด บริษัทของเราจะมีกำไรเหลือเท่าไร

งบกำไร - ขาดทุน ถูกเข้าใจผิดว่าไม่สำคัญ
ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย เพราะงบกำไร-ขาดทุน คือด่านแรกๆที่ใช้ในการตรวจสอบบริษัท
เพียงแต่นักลงทุนให้ความสำคัญกับมันเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ตรวจสอบงบดุล และงบกระแสเงินสดเพิ่มเติม
เราแค่เข้าใจว่า บริษัทมีกำไรแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
โดยไม่ได้ตรวจสอบงบอย่างอื่น
ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะทำให้นักลงทุนรอบคอบขึ้น และเรียนรู้ว่า ดูงบกำไรขาดทุนแล้วอย่าลืมดูงบดุลและงบกระแสเงินสดที่สำคัญไม่แพ้กัน ไปพร้อมๆกัน ครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...