โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถนนทุกสายมุ่งสู่ “No Sugar” น้ำอัดลม “ไม่มีน้ำตาล” สุดฮิต! เติบโตปีละ 30%

Positioningmag

อัพเดต 25 พ.ค. 2566 เวลา 11.45 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. 2566 เวลา 06.29 น.

มองไปบนเชลฟ์วางจำหน่ายวันนี้ น้ำอัดลมประเภท “ไม่มีน้ำตาล” ถูกวางประกบคู่กับสูตรปกติชนิดที่ว่าขาดจากกันไม่ได้ ด้วยปัจจัยที่ทั้งผลักทั้งดึง เริ่มจาก “ภาษีความหวาน” เป็นแรงกดดัน ต่อด้วยเทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคเองใส่ใจ “สุขภาพ” มากขึ้นในช่วงโควิด-19 ยิ่งส่งกระแสเครื่องดื่มอัดลม “No Sugar” ให้โต 30% เมื่อปีก่อน และน่าจะโตต่อเนื่องอีกในปีนี้

“ริชา ซิงห์” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โคคา-โคล่า ประจำประเทศไทย เมียนมา และลาว ให้ข้อมูลตลาด “น้ำอัดลม” อ้างอิงจากนีลเส็น พบว่าเมื่อปี 2565 ตลาดน้ำอัดลมไทยมูลค่า 56,000 ล้านบาทนั้นเติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้า 7% แต่ที่มาแรงมากคือน้ำอัดลม “ไม่มีน้ำตาล” ซึ่งเติบโตแรงถึง 30% หรือมากกว่าการเติบโตของตลาดถึง 4 เท่า
ขณะที่ “อนวัช สังขะทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดบริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กลุ่มน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาลนั้นมีสัดส่วนประมาณ 10% ของตลาดรวม แม้ตลาดยังเล็กอยู่แต่เติบโตเร็วมาก ปีนี้คาดว่าจะโตต่อเนื่องอีก 30%
อนวัชคาดการณ์ไว้ด้วยว่า หากกลุ่มน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาลยังโตแรงต่อเนื่อง 30% ทุกปี เป็นไปได้ว่าภายใน 5 ปี น้ำอัดลมไม่มีน้ำตาลจะกินส่วนแบ่งเกือบ “ครึ่งหนึ่ง” ของตลาดน้ำอัดลม ดังนั้น น้ำอัดลม ‘No Sugar’ จึงเป็นสินค้ากลยุทธ์ที่สำคัญมาก

เริ่มจาก “ภาษีความหวาน” สู่เทรนด์ “รักสุขภาพ”

กระแสเครื่องดื่มไม่มีน้ำตาลเริ่มต้นมาจากการเก็บภาษีสรรพสามิตใหม่เมื่อปี 2560 เรียกเก็บ “ภาษีความหวาน” จากเครื่องดื่มทุกชนิด ยิ่งใส่น้ำตาลมากยิ่งถูกเรียกเก็บภาษีมาก และปรับขึ้นเป็นขั้นบันไดมาเรื่อยๆ รอบล่าสุดที่ปรับขึ้นคือรอบ 1 เมษายน 2566
[caption id="attachment_1431778" align="alignnone" width="1000"]

Photo by Suzy Hazelwood / Pexels[/caption]
ภาษีความหวานนี้กลายเป็นต้นทุนสำคัญ ทำให้บรรดาผู้ผลิตเครื่องดื่มโดยเฉพาะกลุ่มน้ำอัดลมต้องหาทางปรับสูตรลดน้ำตาลสำหรับรสชาติออริจินอล และเริ่มเข็นผลิตภัณฑ์ไม่มีน้ำตาลออกสู่ตลาดให้มากขึ้น เพื่อแก้เกมการเก็บภาษีความหวาน
ตั้งแต่ปี 2562 เราจึงเริ่มเห็นกระแสการตลาดผลักดันน้ำอัดลมสูตรไม่มีน้ำตาลชัดเจนขึ้น ประจวบเหมาะที่ปี 2563 เกิดโรคระบาดโควิด-19 ขึ้นทั่วโลก และกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้พฤติกรรมผู้บริโภคใส่ใจเรื่อง “สุขภาพ” สูงขึ้น โดยมีเรื่องโภชนาการ “อาหาร-เครื่องดื่ม” เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้บริโภคระมัดระวัง ลงล็อกกับการผลักดันตลาด “No Sugar” ว่าเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า

ตะลุมบอนสมรภูมิ “ไม่มีน้ำตาล”

ปี 2565-66 ยิ่งชัดเจนว่าถนนทุกสายกำลังไปสู่สมรภูมิน้ำอัดลม “ไม่มีน้ำตาล” โดยบริษัทที่ประกาศกลยุทธ์ชัดเจนคือ“PepsiCo” โดย รามอน ลากัวร์ตา ซีอีโอของยักษ์เครื่องดื่มรายนี้ประกาศเมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่า ผลิตภัณฑ์ไม่มีน้ำตาลจะเป็นศูนย์กลางของกลยุทธ์ธุรกิจต่อจากนี้ เริ่มจากตลาดสหรัฐฯ ก่อน ต่อด้วยยุโรป และตลาดอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งความตั้งใจของ PepsiCo สะท้อนมาในโลโก้และการออกแบบกระป๋องใหม่ที่เน้นโปรโมตกระป๋องเครื่องดื่มประเภท “Zero Sugar”
[caption id="attachment_1425220" align="alignnone" width="800"]

Pepsi เปลี่ยนโลโก้ใหม่

โลโก้ใหม่ Pepsi ที่จะเริ่มใช้ปี 2023[/caption]
ส่วนในตลาดไทยเอง เครื่องดื่มไม่มีน้ำตาลก็เป็นความหวังของเป๊ปซี่ในการ‘พลิกเกม’ ตีตื้นชิงมาร์เก็ตแชร์ เพราะปัจจุบันเป๊ปซี่ยังเป็นอันดับ 2 ในตลาด มีส่วนแบ่งตลาด 37% ห่างค่อนข้างมากจากโคคา-โคล่าที่ยึดตำแหน่งอันดับ 1 มีมาร์เก็ตแชร์ 51% ทำให้ปัจจุบันเป๊ปซี่โคมีสินค้าสูตรไม่มีน้ำตาลให้เลือกทั้ง “เป๊ปซี่” และ “เซเว่นอัพ”
ขณะที่เจ้าใหญ่ โคคา-โคล่า ประเทศไทย แม้ไม่ได้ประกาศตรงๆ ว่ากลยุทธ์ธุรกิจจะมุ่งตลาด ‘No Sugar’ แต่สะท้อนออกมาจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่เมื่อปี 2565 จำนวน 15 รายการ ปรากฏว่าเกือบทั้งหมดเป็นสินค้าประเภทไม่มีน้ำตาล
[caption id="attachment_1431223" align="alignnone" width="1536"]

เครื่องดื่มแบรนด์ใหม่ "อู-ฮ่า" (OOHA) โซดากลิ่นผลไม้ ไม่มีน้ำตาล ในเครือโคคา-โคล่า[/caption]
ตัวเลือกสูตรไม่มีน้ำตาลของโคคา-โคล่าขณะนี้จึงมีครบหมดทุกยี่ห้อน้ำอัดลมในเครือ ไม่ว่าจะเป็น “โค้ก” “สไปรท์” “แฟนต้า” “ชเวปส์”แถมบางยี่ห้อหรือไลน์ผลิตภัณฑ์ยังพลิกมาผลิตเฉพาะสูตรไม่มีน้ำตาลด้วย เช่น แบรนด์โซดากลิ่นผลไม้“อู-ฮ่า” หรือไลน์สินค้า “โค้ก ลิมิเต็ด อิดิชั่น”

ไม่ใช่แค่ ‘ช้างชนช้าง’ เท่านั้น แต่ผู้ท้าชิงรายอื่นก็โดดร่วมวงในศึกน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาลเหมือนกัน เช่น ค่ายน้ำอัดลมเบอร์ 3 ในไทย“เอส” มี “เอส โคล่า ชูการ์ฟรี” มาให้ผู้บริโภคเลือก


แม้แต่ในกลุ่มที่ไม่ได้ผลิตน้ำอัดลมมาแต่แรกก็เห็นโอกาสเมื่อตลาดเปลี่ยน เช่นค่ายสิงห์ ส่ง “สิงห์ เลมอน โซดา” น้ำตาล 0% เข้าตลาดมาตั้งแต่ปี 2563 ขณะที่ปี 2566 สองบิ๊กเครื่องดื่มชูกำลังก็เดินทัพไม่มีน้ำตาลบ้าง โดย โอสถสภา เปิดตัว “ชาร์ค อุเมะ โซดา” ไปเมื่อเดือนเมษายน ส่วนค่าย TCP มีแบรนด์ใหม่ 2 แบรนด์คือ “FarmZaa มะปี๊ดโซดา” และ “Planett โซดากลิ่นดอกไม้และผลไม้” ซึ่งน่าจะลงขายในโมเดิร์นเทรดได้เร็วๆ นี้

วัดพลังกันที่ “รสชาติ”

เห็นได้ว่าตลาดน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาลกำลังสุกงอมเต็มที่ แต่ใครจะเป็นผู้ชนะในเกมนี้อาจต้องวัดกันที่ “รสชาติ” เพราะที่ผ่านมากำแพงขนาดใหญ่ที่ขวางกั้นทำให้ลูกค้าไม่เลือกสินค้า No Sugar ก็เพราะภาพจำว่าสินค้าประเภทนี้ “ไม่อร่อย”
ดังนั้น แบรนด์ไหนก็ตามที่สามารถพัฒนารสชาติให้อร่อยโดดเด่นกว่ายี่ห้ออื่นในตลาดได้ จึงน่าจะเป็นผู้ชนะไปในศึกน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล
ปี 2566 จึงเป็นปีที่น่าสนใจว่าใครที่จะเข้าไปนั่งแท่นอันดับ 1 ยึดหัวหาดได้ยาวๆ สำหรับกลุ่มเครื่องดื่มน้ำอัดลม “ไม่มีน้ำตาล” !!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...