โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กระชากหน้ากากฮีโร่ทัพออสซี่ ผิดจริงฆ่าชาวอัฟกันเพียบ-สื่อตีแผ่ไม่ผิด

Khaosod

อัพเดต 01 มิ.ย. 2566 เวลา 13.57 น. • เผยแพร่ 01 มิ.ย. 2566 เวลา 13.47 น.

กระชากหน้ากากฮีโร่ทัพออสซี่ ผิดจริงฆ่าชาวอัฟกันเพียบ-สื่อตีแผ่ไม่ผิด

กระชากหน้ากากฮีโร่ทัพออสซี่ - วันที่ 1 มิ.ย. บีบีซีรายงานว่า อดีตหน่วยปฏิบัติการพิเศษซึ่งเป็นทหารที่ได้รับการเชิดชูเกียรติมากที่สุดของกองทัพออสเตรเลียแพ้คดีที่ฟ้องสื่อว่าหมิ่นประมาททำลายชื่อเสียงกรณีสื่อเปิดโปงความลับที่ทหารคนดังกล่าวสังหารพลเรือนและนักโทษอัฟกัน

คดีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังบรรดาสื่อของออสเตรเลียหลายสำนักตีแผ่พฤติกรรมศาลเตี้ยของ นายเบ็น โรเบิร์ตส์-สมิธ อดีตทหารหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่สังกัดอยู่ในกรมบริการพิเศษทางอากาศแห่งกองทัพออสเตรเลีย หรือเอสเอเอส ว่าเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

https://www.youtube.com/watch?v=MBFrb3EcJeA&t=527s&ab_channel=60MinutesAustralia

โดยการตีแผ่ข้างต้นพบว่า นายสมิธสังหารนักโทษชาวอัฟกันที่ไม่มีอาวุธระหว่างปฏิบัติภารกิจอยู่ในประเทศอัฟกานิสถาน ถือคดีอาชญากรรมสงครามคดีแรกของกองทัพออสเตรเลียที่ได้รับการไต่สวนโดยศาลพลเรือน

การตัดสินดังกล่าวเกิดขึ้นหลังศาลมองว่า ข้อครหาต่อนายสมิธจากบรรดาสื่อที่ตีแผ่เรื่องที่เกิดขึ้นมีส่วนจริง 4 จาก 6 เหตุสังหาร อาทิ ชาวนาอัฟกันที่ถูกใส่กุญแจมือแล้วถีบลงจากหน้าผาจนได้รับบาดเจ็บสาหัสฟันแตกหลายซี่ก่อนที่นายสมิธจะยิงทิ้งอย่างเลือดเย็น

กรณีนักรบตาลิบันรายหนึ่งถูกจับเป็นนักโทษแต่นายสมิธกลับนำตัวมายิงทิ้งโดยกระหน่ำยิงจากด้านหลังกว่า 10 นัด แล้วนำขาเทียมของเหยื่อมาเป็นที่ถ้วยรางวัล ก่อนจะให้บรรดาทหารร่วมรบนำไปใช้เป็นที่ใส่เบียร์ไว้ดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน

กระชากหน้ากากฮีโร่ทัพออสซี่

หนึ่งในหลักฐานที่สื่อออสเตรเลียนำมาเปิดโปงเผยให้เห็นสมาชิกหน่วยเอสเอเอสสังหารพลเรือนอัฟกัน (แฟ้มภาพ-แคนเบอร์รา ไทมส์)

นอกจากนี้ ยังมีกรณีสังหารนักโทษอีก 2 ครั้ง ที่นายสมิธออกคำสั่งให้ทหารน้องใหม่ไปดำเนินการเพื่อถือเป็นการประเดิมความเป็นทหารร่วมรบด้วย

ส่วนอีก 2 กรณีนั้นผู้พิพากษาแอนโธนี บีซานกา ระบุว่าไม่พบข้อพิสูจน์จากสื่อถึงข้อครหาที่นายสมิธเคยประทุษร้ายสตรีคนหนึ่งที่นายสมิธร่วมหลับนอนด้วย และกรณีมีพฤติกรรมข่มขู่คุกคามทหารชั้นผู้น้อยนายอื่นๆ แต่อีก 4 กรณีข้างต้นที่เป็นการสังหารนักโทษนั้นเป็นความจริง

รายงานระบุว่า นายสมิธลาออกจากกองทัพออสเตรเลียตั้งแต่ปี 2556 ยังไม่เคยถูกศาลอาญาแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ นอกจากนี้ การตัดสินที่เกิดขึ้นล่าสุด นายสมิธไม่ได้เดินทางมารับฟังคำพิพากษาด้วยตัวเอง

กระชากหน้ากากฮีโร่ทัพออสซี่

นายสมิธ ขณะปฏิบัติภารกิจในอัฟกานิสถาน (แฟ้มภาพ)

ด้านโฆษกนักรบตาลิบันที่สถาปนาตัวเองเป็นผู้ปกครองหลังเข้ายึดครองอัฟกานิสถาน ระบุว่า คำตัดสินที่เกิดขึ้นโดยศาลออสเตรเลียเป็นข้อพิสูจน์ถึงอาชญากรรมของกองกำลังต่างชาติมากมายที่ได้ก่อไว้ แต่ระบุว่าตนไม่ได้มีความหวังว่าบรรดาศาลทั่วโลกจะจัดการกับเรื่องที่เกิดขึ้น

กองทัพออสเตรเลียถูกส่งไปร่วมรบในอัฟกานิสถานระหว่างปี 2544 ถึง 2564 ขณะที่นายริชาร์ด มาร์เลส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นใดๆ อ้างว่าเป็นคดีความของพลเรือน

นายสมิธ อายุ 44 ปี นับเป็นอดีตทหารที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งได้รับการเชิดชูเกียรติและโด่งดังมากที่สุดของออสเตรเลีย ทั้งยังเคยสังกัดหน่วยรบพิเศษอย่างเอสเอเอส หนึ่งในหน่วยรบที่ได้รับความนับหน้าถือตามากที่สุดของกองทัพ

กระชากหน้ากากฮีโร่ทัพออสซี่

นายสมิธ หลังลาออกจากกองทัพออสเตรเลีย (แฟ้มภาพ - เอพี)

เหรียญรางวัลที่นายสมิธเคยได้รับนั้น อาทิ วิกตอเรีย ครอส (ปี 2554) ถือเป็นเหรียญเชิดชูเกียรติชั้นสูงสุดของกองทัพออสเตรเลีย จากวีรกรรมฉายเดี่ยวจัดการกับกลุ่มนักรบตาลิบันที่เข้าโจมตีหน่วยรบของนายสมิธ

ทว่า ภาพลักษณ์วีรบุรุษสงครามของนายสมิธต้องมัวหมองในปี 2561 หลังบรรดาสื่อออสเตรเลีย อาทิ เดอะ ซิดนีย์ มอร์นิง เฮอรัลด์ ดิ เอจ และเดอะ แคเบอร์รา ไทมส์ ตีแผ่ถึงพฤติกรรมโหดเหี้ยมของนายสมิธที่เกิดขึ้นระหว่างปฏิบัติภารกิจในอัฟกานิสถานระหว่างปี 2552 ถึง 2555

นายสมิธ ยืนยันว่า กรณีสังหารนักโทษชาวอัฟกัน 5 รายนั้นถูกต้องชอบธรรมตามระเบียบปฏิบัติระหว่างการสู้รบ ส่วนกรณีสังหารสุดท้ายที่สื่อกล่าวถึงนั้นไม่เคยเกิดขึ้นอย่างสิ้นเชิง

กระชากหน้ากากฮีโร่ทัพออสซี่

นายสมิธ พร้อมเหรียญตราวิกตอเรีย ครอส (แฟ้มภาพ)

คดีดังกล่าวได้รับการกล่าวขานจากนักวิชาการและสื่อว่าเป็น "คดีแห่งศตวรรษ" ใช้เวลาไต่สวน 110 วัน มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า 560 ล้านบาท โดยศาลไต่สวนพยานกว่า 40 คน รวมถึงสมาชิกหน่วยเอสเอเอสที่เปิดเผยพฤติกรรมของนายสมิธ

คดีที่เกิดขึ้นยังเป็นการเปิดโปงวัฒนธรรมองค์กรภายในของหน่วยปฏิบัติการพิเศษออสเตรเลีย โดยสมาชิกหน่วยเอสเอเอส ยอมรับว่า พฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายละเมิดวินัยนั้นมักไม่ถูกรายงานต่อผู้บังคังบัญชาได้รับทราบ ถึงขนาดมีสัญญาใจกันภายในหน่วยว่าจะต้องไม่แทงเพื่อนข้างหลัง

พยานในคดีของนายสมิธที่เดินทางมาหลายคนนั้นไม่เต็มใจแต่ถูกบีบบังคับทางกฎหมายให้ต้องมา ในจำนวนนี้ มีพยานถึง 3 คน ที่ปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูลใดๆ เนื่องจากเกรงว่าอาจถูกเพื่อนสมาชิกในหน่วยงานบอยคอต หรือแบ่งแยก

กระชากหน้ากากฮีโร่ทัพออสซี่

เหรียญวิกตอเรีย ครอส (ซ้ายสุด)

หลักฐานส่วนใหญ่ในคดีของนายสมิธจึงอาศัยการสืบพยานเป็นหลักและศาลต้องประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากพยานแต่ละบุคคลเปรียบเทียบกับข้อมูลจากสื่อซึ่งให้เหตุผล ว่าสื่อไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องเผยแพร่ข้อมูลเท็จดังกล่าวเพื่อทำลายนายสมิธ เป็นเพียงการทำหน้าที่สื่อ

ด้านตัวแทนสื่อที่ถูกฟ้องร้องและบรรดาผู้สื่อข่าวเชิงสืบสวน ระบุถึงคำตัดสินของศาลนครซิดนีย์ ว่าเป็นการชำระแค้นให้กับผลงานสืบสวนของพวกตน

"เป็นวันแห่งความยุติธรรมสำหรับบรรดาสมาชิกหน่วยเอสเอเอสที่ลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อความจริงเกี่ยวกับนายสมิธ ซึ่งเป็นบุคคลที่ถือว่าเป็นอาชญากรสงคราม คนที่ชอบกลั่นแกล้งผู้อื่น และเป็นคนโกหก และยังถือเป็นความยุติธรรมเล็กๆ ให้บรรดาชาวอัฟกันที่ตกเป็นเหยื่อนายสมิธด้วย"

กระชากหน้ากากฮีโร่ทัพออสซี่

เบ็น โรเบิร์ต-สมิธ ขณะยังเป็นทหารในหน่วยเอสเอเอส กองทัพออสเตรเลีย (แฟ้มภาพ)

องค์การสิทธิทมนุษยชนและประชาธิปไตยแห่งอัฟกานิสถาน กล่าวแสดงความชื่นชมต่อบรรดาผู้สื่อข่าวเชิงสืบสวนที่มีส่วนร่วมในการเปิดโปงและตีแผ่ความจริงที่เกิดขึ้นให้สังคมได้รับรู้

นายเคอร์รี สโตกส์ นายจ้างของนายสมิธ ที่เป็นเจ้าของธุรกิจสื่อขั้วตรงข้ามอย่าง เซเว่น เวสต์ มีเดีย ระบุว่า คำตัดสินข้างต้นไม่สอดคล้องกับตัวตนของนายสมิธที่ตนรู้จักคุ้นเคย ขณะที่นายสมิธ ระบุว่า ยินดีจะคืนเหรียญเชิดชูเกียรติ วิกตอเรีย ครอส เพื่อไม่ให้กองทัพเสื่อมเสีย

คดีข้างต้นเกิดขึ้น 3 ปี ให้หลังรายงานการเปิดโปงหลักฐานที่มีทหารออสเตรเลียสังหารพลเรือนและนักโทษชาวอัฟกัน 39 ราย ระหว่างปี 2550 ถึง 2556 ซึ่งหลายนายอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่เพิ่งมีทหารเพียง 1 นาย ที่ถูกแจ้งข้อหา ทราบชื่อว่า นายโอลิเวอร์ ชูลซ์

นอกจากนี้ ยังมีข้อครหาจำนวนมากต่อทหารในสังกัดกองทัพอังกฤษและสหรัฐอเมริกาด้วยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

นายปีเตอร์ สแตนลีย์ นักประวัติศาสตร์สงคราม ระบุก่อนการตัดสินของศาลนครซิดนีย์ ว่าเป็นคดีตัวอย่างที่จะทดสอบความสามารถของกระบวนการยุติธรรมออสเตรเลียในการจัดการกับความผิดที่เกิดขึ้นในอัฟกานิสถาน

"คดีของนายสมิธเป็นจุดเริ่มของการสอบสวนคดีอาชญากรรมสงคราม ข้อครหาต่างๆ และการดำเนินคดีผู้กระทำผิดที่จะตามมาอีกในอนาคต" นายสแตนลีย์ กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...