กระชากหน้ากากฮีโร่ทัพออสซี่ ผิดจริงฆ่าชาวอัฟกันเพียบ-สื่อตีแผ่ไม่ผิด
กระชากหน้ากากฮีโร่ทัพออสซี่ ผิดจริงฆ่าชาวอัฟกันเพียบ-สื่อตีแผ่ไม่ผิด
กระชากหน้ากากฮีโร่ทัพออสซี่ - วันที่ 1 มิ.ย. บีบีซีรายงานว่า อดีตหน่วยปฏิบัติการพิเศษซึ่งเป็นทหารที่ได้รับการเชิดชูเกียรติมากที่สุดของกองทัพออสเตรเลียแพ้คดีที่ฟ้องสื่อว่าหมิ่นประมาททำลายชื่อเสียงกรณีสื่อเปิดโปงความลับที่ทหารคนดังกล่าวสังหารพลเรือนและนักโทษอัฟกัน
คดีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังบรรดาสื่อของออสเตรเลียหลายสำนักตีแผ่พฤติกรรมศาลเตี้ยของ นายเบ็น โรเบิร์ตส์-สมิธ อดีตทหารหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่สังกัดอยู่ในกรมบริการพิเศษทางอากาศแห่งกองทัพออสเตรเลีย หรือเอสเอเอส ว่าเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม
https://www.youtube.com/watch?v=MBFrb3EcJeA&t=527s&ab_channel=60MinutesAustralia
โดยการตีแผ่ข้างต้นพบว่า นายสมิธสังหารนักโทษชาวอัฟกันที่ไม่มีอาวุธระหว่างปฏิบัติภารกิจอยู่ในประเทศอัฟกานิสถาน ถือคดีอาชญากรรมสงครามคดีแรกของกองทัพออสเตรเลียที่ได้รับการไต่สวนโดยศาลพลเรือน
การตัดสินดังกล่าวเกิดขึ้นหลังศาลมองว่า ข้อครหาต่อนายสมิธจากบรรดาสื่อที่ตีแผ่เรื่องที่เกิดขึ้นมีส่วนจริง 4 จาก 6 เหตุสังหาร อาทิ ชาวนาอัฟกันที่ถูกใส่กุญแจมือแล้วถีบลงจากหน้าผาจนได้รับบาดเจ็บสาหัสฟันแตกหลายซี่ก่อนที่นายสมิธจะยิงทิ้งอย่างเลือดเย็น
กรณีนักรบตาลิบันรายหนึ่งถูกจับเป็นนักโทษแต่นายสมิธกลับนำตัวมายิงทิ้งโดยกระหน่ำยิงจากด้านหลังกว่า 10 นัด แล้วนำขาเทียมของเหยื่อมาเป็นที่ถ้วยรางวัล ก่อนจะให้บรรดาทหารร่วมรบนำไปใช้เป็นที่ใส่เบียร์ไว้ดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน
หนึ่งในหลักฐานที่สื่อออสเตรเลียนำมาเปิดโปงเผยให้เห็นสมาชิกหน่วยเอสเอเอสสังหารพลเรือนอัฟกัน (แฟ้มภาพ-แคนเบอร์รา ไทมส์)
นอกจากนี้ ยังมีกรณีสังหารนักโทษอีก 2 ครั้ง ที่นายสมิธออกคำสั่งให้ทหารน้องใหม่ไปดำเนินการเพื่อถือเป็นการประเดิมความเป็นทหารร่วมรบด้วย
ส่วนอีก 2 กรณีนั้นผู้พิพากษาแอนโธนี บีซานกา ระบุว่าไม่พบข้อพิสูจน์จากสื่อถึงข้อครหาที่นายสมิธเคยประทุษร้ายสตรีคนหนึ่งที่นายสมิธร่วมหลับนอนด้วย และกรณีมีพฤติกรรมข่มขู่คุกคามทหารชั้นผู้น้อยนายอื่นๆ แต่อีก 4 กรณีข้างต้นที่เป็นการสังหารนักโทษนั้นเป็นความจริง
รายงานระบุว่า นายสมิธลาออกจากกองทัพออสเตรเลียตั้งแต่ปี 2556 ยังไม่เคยถูกศาลอาญาแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ นอกจากนี้ การตัดสินที่เกิดขึ้นล่าสุด นายสมิธไม่ได้เดินทางมารับฟังคำพิพากษาด้วยตัวเอง
นายสมิธ ขณะปฏิบัติภารกิจในอัฟกานิสถาน (แฟ้มภาพ)
ด้านโฆษกนักรบตาลิบันที่สถาปนาตัวเองเป็นผู้ปกครองหลังเข้ายึดครองอัฟกานิสถาน ระบุว่า คำตัดสินที่เกิดขึ้นโดยศาลออสเตรเลียเป็นข้อพิสูจน์ถึงอาชญากรรมของกองกำลังต่างชาติมากมายที่ได้ก่อไว้ แต่ระบุว่าตนไม่ได้มีความหวังว่าบรรดาศาลทั่วโลกจะจัดการกับเรื่องที่เกิดขึ้น
กองทัพออสเตรเลียถูกส่งไปร่วมรบในอัฟกานิสถานระหว่างปี 2544 ถึง 2564 ขณะที่นายริชาร์ด มาร์เลส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นใดๆ อ้างว่าเป็นคดีความของพลเรือน
นายสมิธ อายุ 44 ปี นับเป็นอดีตทหารที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งได้รับการเชิดชูเกียรติและโด่งดังมากที่สุดของออสเตรเลีย ทั้งยังเคยสังกัดหน่วยรบพิเศษอย่างเอสเอเอส หนึ่งในหน่วยรบที่ได้รับความนับหน้าถือตามากที่สุดของกองทัพ
นายสมิธ หลังลาออกจากกองทัพออสเตรเลีย (แฟ้มภาพ - เอพี)
เหรียญรางวัลที่นายสมิธเคยได้รับนั้น อาทิ วิกตอเรีย ครอส (ปี 2554) ถือเป็นเหรียญเชิดชูเกียรติชั้นสูงสุดของกองทัพออสเตรเลีย จากวีรกรรมฉายเดี่ยวจัดการกับกลุ่มนักรบตาลิบันที่เข้าโจมตีหน่วยรบของนายสมิธ
ทว่า ภาพลักษณ์วีรบุรุษสงครามของนายสมิธต้องมัวหมองในปี 2561 หลังบรรดาสื่อออสเตรเลีย อาทิ เดอะ ซิดนีย์ มอร์นิง เฮอรัลด์ ดิ เอจ และเดอะ แคเบอร์รา ไทมส์ ตีแผ่ถึงพฤติกรรมโหดเหี้ยมของนายสมิธที่เกิดขึ้นระหว่างปฏิบัติภารกิจในอัฟกานิสถานระหว่างปี 2552 ถึง 2555
นายสมิธ ยืนยันว่า กรณีสังหารนักโทษชาวอัฟกัน 5 รายนั้นถูกต้องชอบธรรมตามระเบียบปฏิบัติระหว่างการสู้รบ ส่วนกรณีสังหารสุดท้ายที่สื่อกล่าวถึงนั้นไม่เคยเกิดขึ้นอย่างสิ้นเชิง
นายสมิธ พร้อมเหรียญตราวิกตอเรีย ครอส (แฟ้มภาพ)
คดีดังกล่าวได้รับการกล่าวขานจากนักวิชาการและสื่อว่าเป็น "คดีแห่งศตวรรษ" ใช้เวลาไต่สวน 110 วัน มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า 560 ล้านบาท โดยศาลไต่สวนพยานกว่า 40 คน รวมถึงสมาชิกหน่วยเอสเอเอสที่เปิดเผยพฤติกรรมของนายสมิธ
คดีที่เกิดขึ้นยังเป็นการเปิดโปงวัฒนธรรมองค์กรภายในของหน่วยปฏิบัติการพิเศษออสเตรเลีย โดยสมาชิกหน่วยเอสเอเอส ยอมรับว่า พฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายละเมิดวินัยนั้นมักไม่ถูกรายงานต่อผู้บังคังบัญชาได้รับทราบ ถึงขนาดมีสัญญาใจกันภายในหน่วยว่าจะต้องไม่แทงเพื่อนข้างหลัง
พยานในคดีของนายสมิธที่เดินทางมาหลายคนนั้นไม่เต็มใจแต่ถูกบีบบังคับทางกฎหมายให้ต้องมา ในจำนวนนี้ มีพยานถึง 3 คน ที่ปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูลใดๆ เนื่องจากเกรงว่าอาจถูกเพื่อนสมาชิกในหน่วยงานบอยคอต หรือแบ่งแยก
เหรียญวิกตอเรีย ครอส (ซ้ายสุด)
หลักฐานส่วนใหญ่ในคดีของนายสมิธจึงอาศัยการสืบพยานเป็นหลักและศาลต้องประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากพยานแต่ละบุคคลเปรียบเทียบกับข้อมูลจากสื่อซึ่งให้เหตุผล ว่าสื่อไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องเผยแพร่ข้อมูลเท็จดังกล่าวเพื่อทำลายนายสมิธ เป็นเพียงการทำหน้าที่สื่อ
ด้านตัวแทนสื่อที่ถูกฟ้องร้องและบรรดาผู้สื่อข่าวเชิงสืบสวน ระบุถึงคำตัดสินของศาลนครซิดนีย์ ว่าเป็นการชำระแค้นให้กับผลงานสืบสวนของพวกตน
"เป็นวันแห่งความยุติธรรมสำหรับบรรดาสมาชิกหน่วยเอสเอเอสที่ลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อความจริงเกี่ยวกับนายสมิธ ซึ่งเป็นบุคคลที่ถือว่าเป็นอาชญากรสงคราม คนที่ชอบกลั่นแกล้งผู้อื่น และเป็นคนโกหก และยังถือเป็นความยุติธรรมเล็กๆ ให้บรรดาชาวอัฟกันที่ตกเป็นเหยื่อนายสมิธด้วย"
เบ็น โรเบิร์ต-สมิธ ขณะยังเป็นทหารในหน่วยเอสเอเอส กองทัพออสเตรเลีย (แฟ้มภาพ)
องค์การสิทธิทมนุษยชนและประชาธิปไตยแห่งอัฟกานิสถาน กล่าวแสดงความชื่นชมต่อบรรดาผู้สื่อข่าวเชิงสืบสวนที่มีส่วนร่วมในการเปิดโปงและตีแผ่ความจริงที่เกิดขึ้นให้สังคมได้รับรู้
นายเคอร์รี สโตกส์ นายจ้างของนายสมิธ ที่เป็นเจ้าของธุรกิจสื่อขั้วตรงข้ามอย่าง เซเว่น เวสต์ มีเดีย ระบุว่า คำตัดสินข้างต้นไม่สอดคล้องกับตัวตนของนายสมิธที่ตนรู้จักคุ้นเคย ขณะที่นายสมิธ ระบุว่า ยินดีจะคืนเหรียญเชิดชูเกียรติ วิกตอเรีย ครอส เพื่อไม่ให้กองทัพเสื่อมเสีย
คดีข้างต้นเกิดขึ้น 3 ปี ให้หลังรายงานการเปิดโปงหลักฐานที่มีทหารออสเตรเลียสังหารพลเรือนและนักโทษชาวอัฟกัน 39 ราย ระหว่างปี 2550 ถึง 2556 ซึ่งหลายนายอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่เพิ่งมีทหารเพียง 1 นาย ที่ถูกแจ้งข้อหา ทราบชื่อว่า นายโอลิเวอร์ ชูลซ์
นอกจากนี้ ยังมีข้อครหาจำนวนมากต่อทหารในสังกัดกองทัพอังกฤษและสหรัฐอเมริกาด้วยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
นายปีเตอร์ สแตนลีย์ นักประวัติศาสตร์สงคราม ระบุก่อนการตัดสินของศาลนครซิดนีย์ ว่าเป็นคดีตัวอย่างที่จะทดสอบความสามารถของกระบวนการยุติธรรมออสเตรเลียในการจัดการกับความผิดที่เกิดขึ้นในอัฟกานิสถาน
"คดีของนายสมิธเป็นจุดเริ่มของการสอบสวนคดีอาชญากรรมสงคราม ข้อครหาต่างๆ และการดำเนินคดีผู้กระทำผิดที่จะตามมาอีกในอนาคต" นายสแตนลีย์ กล่าวทิ้งท้าย