โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'พระนางสามผิว' และ 'พระนางมะลิกา' เรื่องจริงหรืออิงนิยาย? (2)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 13 ม.ค. 2566 เวลา 17.58 น. • เผยแพร่ 13 ม.ค. 2566 เวลา 17.57 น.

บุคคลผู้ที่ศึกษาเรื่อง “พระนางสามผิว” และ “พระเจ้าอุดมสิน” อย่างละเอียดตั้งแต่ช่วง 4-5 ทศวรรษที่ผ่านมาก็คือ “อาจารย์อินทร์ศวร แย้มแสง” ปราชญ์เมืองฝาง โดยท่านได้หาหลักฐานเชื่อมโยงไว้หลายแนวทาง เมื่อเทียบกับอาจารย์สงวน โชติสุขรัตน์ ท่านทำเพียงแค่ถอดเทปคำสัมภาษณ์คนเฒ่าคนแก่ที่ให้ข้อมูลเรื่องพระนางสามผิวเป็นคำบอกเล่าเท่านั้น ยังมิทันได้เจาะลึกในรายละเอียด อาจารย์สงวนก็เสียชีวิตไปเสียก่อน

การจะตอบคำถามว่า พระนางสามผิวเป็นเรื่องจริงหรืออิงนิยายนั้น จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูรายละเอียดของสงครามสมัยพระเจ้าสุทโธรรมราชาเสียก่อน ว่าท่านสู้รบกับใครที่เมืองฝาง

เจ้าเมืองฝางขณะนั้นใช่ชื่อ “พระเจ้าอุดมสิน” หรือไม่?
มูลเหตุแห่งการตีเมืองฝางของตลุนมิน

เราจึงต้องเริ่มต้นที่บุคคลชื่อ “พระเจ้าสุทโธธรรมราชา” (สิริสุธรรมราชา) ก่อน เขาคือกษัตริย์พม่าผู้มีหลายพระนาม เอกสารฝ่ายพม่าเรียก “ตลุนมิน” (สาลุน-Thalun Min) บ้างเรียก “ภวมังทรา” ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2172-2191 เทียบให้ง่ายคือ ร่วมสมัยกับสมเด็จพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา (2173-2199)

ในขณะนั้นอาณาจักรล้านนาซึ่งเคยมีศูนย์กลางอยู่ที่เชียงใหม่ ไม่มีกษัตริย์ ด้วยมิใช่รัฐเอกราช มีแต่เจ้าเมืองต่างพระเนตรพระกรรณที่พม่าแต่งตั้ง บางเมืองปกครองโดยขุนนางพม่า บางเมืองสถาปนาคนพื้นถิ่นให้ดูแลกันเอง บางห้วงบางตอนบ้านเล็กเมืองน้อยก็สู้รบแย่งชิงอำนาจกัน บางครั้งบางเมืองก็แข็งข้อต่อพม่าไปสวามิภักดิ์ต่อกษัตริย์อยุธยาให้มาคานอำนาจ ในขณะที่หลายเมืองยังจงรักภักดีต่อพม่า

จากหนังสือ “ประวัติศาสตร์พม่า” ของ “หม่องทินอ่อง” กล่าวถึงพระเจ้าตลุนมินว่า เป็นผู้ย้ายเมืองหลวงจากหงสาวดี (พระโค) ไปอยู่กรุงอังวะ และ “ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่เชียงใหม่หรือแคว้นไทใหญ่อื่นๆ”

นอกจากนี้ ยังมีความกังวล เฝ้าหวังว่า “สยามจะไม่ยุยงพวกไทใหญ่ให้ก่อกบฏตามตะเข็บพรมแดนอีก” แต่ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการตีเมืองฝางของพระเจ้าตลุนมินในเอกสารเล่มนี้

หันมาดูเอกสารของฝ่ายล้านนาคือ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่และตำนาน 15 ราชวงศ์ กล่าวว่า

“จุลศักราช 994 ตัว ปีเต่าสัน (ตรงกับ พ.ศ.2175) พระเจ้าสุทโธธัมมราชามังทรา มาเอาเมืองฝาง 3 ปีจิ่งได้”

อาจารย์อินทร์ศวรกล่าวว่า พ.ศ.2175 ช่วงที่ตำนานระบุว่าพระเจ้าสุทโธธรรมราชามาตีเมืองฝางนานถึง 3 ปีนั้น บุคคลที่ปกครองเมืองฝางหาได้ระบุนามว่า “พระเจ้าอุดมสิน” แต่อย่างใดไม่ (เรียกกันเพียงพระญาฝาง) และคิดว่าเมืองฝางช่วงนั้นเป็นเมืองขนาดเล็ก ขึ้นตรงต่อเชียงใหม่ สถานะของผู้ปกครองเมืองในแว่นแคว้นล้านนา โดยปกติก็ไม่เคยเรียกใครว่า “พระเจ้า” นำหน้าอยู่แล้ว

ช่วงนั้นทราบแต่ชื่อของเจ้าเมืองเชียงใหม่คือ “เจ้าพลศึกซ้ายไชยสงคราม” (ท่านนี้เคยเป็นเจ้าเมืองน่านมาก่อน) เจ้าพลศึกซ้ายอยู่ฝ่าย “มังแรทิพพ์” (มังแรทิพพ์มีสถานะเป็นหลานอาของสุทโธธรรมราชา) มังแรทิพพ์ได้ปลงพระชนม์พระราชบิดานาม “พระเจ้าอนอคเปตลุน” (หนองภักหวาน/มหาธรรมราชา) แล้วปราบดาขึ้นเป็นกษัตริย์อยู่ 1 ปีเศษ จากนั้นสุทโธธรรมราชาผู้เป็นอนุชาของอนอคเปตลุนก็แย่งชิงอำนาจหลานได้สำเร็จ

การบุกเมืองฝางของตลุนมิน เรื่องของเรื่องเกิดจากการที่เจ้าพลศึกซ้ายไชยสงครามได้กระทำการอุกอาจปลดพระญาทิพพเนตรและพระญาหน่อคำ (หมวกคำ) สองพ่อลูกเจ้าเมืองเชียงแสน ซึ่งอยู่ฝ่ายตลุนมินมาขังไว้ที่เชียงใหม่ แล้วแต่งตั้งให้เจ้าเมืองละคอรคนของฝ่ายตนขึ้นเป็น พระญาศรีสองเมืองวิไชยปราการ ปกครองเชียงแสนแทน

ความล่วงรู้ถึงพระเจ้าสุทโธธรรมราชา จึงจำเป็นต้องยกทัพมาปราบเชียงใหม่ จับพระญาพลศึกซ้ายพร้อมกวาดต้อนผู้คนไปไว้ที่หงสาวดี และทำการลดอำนาจ ลดกำลังของเมืองเชียงใหม่ หลังจัดการเมืองเชียงใหม่แล้ว พระเจ้าตลุนมินก็ขึ้นไปปราบหัวเมืองทางเหนือของล้านนาต่อ โดยเฉพาะเมืองฝาง เป็นเมืองที่ต่อต้านพม่าอย่างเข้มแข็ง ต้องใช้เวลาปราบนานถึง 3 ปี 3 เดือนจึงจักสำเร็จ

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ต้องการชี้ให้เห็นถึงมูลเหตุแห่งการสู้รบกันระหว่างพระเจ้าสุทโธธรรมราชา กับเจ้าเมืองฝาง (ซึ่งเราไม่อาจทราบนามของพระองค์รวมทั้งพระชายา) ว่ามิได้มีสาเหตุมาจากการที่พระเจ้าสุทโธธรรมราชาลุ่มหลงความงามจนต้องแย่งชิงตัวพระนางสามผิวแต่อย่างใดเลย

มี “นางสามผิว” อีกคนเป็นธิดาล้านช้าง

ในประชุมพงศาวดารภาคที่ 5 ได้กล่าวถึงสตรีนางหนึ่งมีนามว่า “นางสามผิว” เช่นเดียวกัน แต่เป็นเหตุการณ์ที่ห่างไกลจากสมัยพระเจ้าสุทโธธรรมราชานานถึง 132 ปี

“พม่าแต่งตั้งเจ้าฟ้าชายแก้วเป็นเจ้าเมืองปกครองลำปางปี จ.ศ.1126 (พ.ศ.2307) ล้อโป่ซุก แม่ทัพพม่าได้เอาตัวขนานกาวิล กับนายดวงทิพ บุตรเจ้าฟ้าชายแก้ว ยกพลชาวเมืองลำปาง สมทบกับกองทัพพม่า ยกไปตีเอาเมืองเวียงจันทน์ ได้เมืองแล้วก็เอาตัวธิดาเจ้าเมืองเวียงจันทน์ชื่อ “นางสามผิว” ส่งไปถวายพระเจ้าอังวะมังลอง”

เห็นได้ว่าชื่อของ “นางสามผิว” ก็มีอยู่จริงในช่วงปี พ.ศ.2307 ก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 (ปี 2310) ทว่า เป็นคนละคน คนละเหตุการณ์กัน นางสามผิวคนนี้เป็นธิดาเจ้าเวียงจันทน์ ถูกส่งไปเป็นบาทบริจาริกาของพระเจ้ามังลอง แห่งกรุงอังวะ

น่าสนใจว่า นางสามผิวคนนี้มีความสัมพันธ์กับกษัตริย์อังวะจริง อาจเป็นเหตุให้ คนรุ่นหลังจดจำเอาชื่อพร้อมทั้งเรื่องราวระหว่างสตรีผู้มีนามว่า “นางสามผิว” กับ “กษัตริย์อังวะ” มาผสมปนเปกันกับเรื่องราวของเมืองฝางในอีกยุคสมัยหนึ่ง

เจ้าพิมมะสาร นางแสงรุ้ง?

จิ๊กซอว์อีกสองชิ้นที่อาจารย์อินทร์ศวร แย้มแสง พยายามสืบค้นหาร่องรอยเกี่ยวกับ “พระญาฝาง” ในช่วงพม่าปกครองล้านนา แล้วนำมาปะติดปะต่อเพื่อให้ได้ทราบชื่อที่แท้จริงของพระเจ้าอุดมสินกับพระนางสามผิวก็คือ

1. หลักฐานชิ้นแรก ข้อมูลจากหนังสือ The Thousand Miles on an Elephant in the Shan States เขียนโดย Holt Samuel Hallett เมื่อปี พ.ศ.2427

2. หลักฐานอีกชิ้นคือ จารึกที่ฐานพระพุทธรูปสำริดสกุลช่างฝางองค์หนึ่ง ที่ระบุศักราชและนามของผู้อุทิศถวาย

หลักฐานทั้งสองชิ้นนี้มีรหัสของชื่อ “พิมมะสาร” กับ “นางแสงรุ้ง” ซึ่งอาจารย์อินทร์ศวรสันนิษฐานว่าน่าจะหมายถึงพระเจ้าอุดมสินกับพระนางสามผิว ตามการถอดรหัสดังนี้

หลักฐานชิ้นแรก หนังสือที่เขียนโดย “โฮลต์ ซามูแอล ฮาลเลตต์” วิศวกรรถไฟชาวอังกฤษ ที่เข้ามาบนแผ่นดินสยาม ล้านนา และรัฐฉาน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 นั้น มีการแปลเป็นภาษาไทยสองครั้ง ครั้งล่าสุดโดย คุณสุทธิศักดิ์ ปาลโพธิ์ ในบทที่ 28 ช่วงท้ายๆ ของหนังสือกล่าวถึงการเดินทางผ่านเมืองฝาง

ฮาลเลตต์บันทึกไว้ (ตามสำนวนแปลครั้งแรกที่อาจารย์อินทร์ศวร นำมาอ้างในหนังสือประวัติเมืองฝางของท่าน) ว่า

“พญาฝางชื่อ พญาพิมมะสาร พร้อมด้วยภริยาชื่อ รุ้งแสง หรือรุจา และคนสนิทชายหญิงอีกสองคนถูกจับได้ตอนเมืองฝางแตกในเวลากลางคืน และถูกมัดไว้จะนำตัวไปอังวะ แต่พอรุ่งเช้ากลับหายไป ที่มีคนพบคนตายในบ่อน้ำนั้นจริง”

สำนวนการแปลครั้งแรก ระบุชื่อภริยาของพญาพิมมะสาร ว่าชื่อรุ้งแสง ในขณะที่สำนวนแปลล่าสุดของสุทธิศักดิ์ ปาลโพธิ์ กลับระบุชื่อว่า “โนชา”

“กลับมาเรื่องที่สนทนากับเจ้าพญา (หมายถึงเจ้าพญาไชย เจ้าเมืองฝาง ผู้ให้ข้อมูล) ท่านเล่าว่า แม่ทัพพม่าชื่อสุทโธ (Soo Too) เคยยึดเมืองฝางไว้ 3 ปี 3 เดือน ผู้คนส่วนใหญ่หลบหนีไปเมืองเชียงใหม่ ตอนนั้น พญาพิมพิสาร (Phya Pim-ma-san) เป็นเจ้าหลวง ภรรยาชื่อ “นางโนชา” (Nang Lo cha) ในคืนที่เมืองฝางแตก เจ้าหลวงปีนไปซ่อนตัวบนต้นไม้ แต่ทหารพม่าจับได้ กลายเป็นนักโทษถูกล่ามโซ่ติดกับภรรยา และขุนนางตัวโปรดอีก 2 คน ถึงตอนเช้าทั้ง 4 คนก็หายตัวไป และพบเป็นศพในบ่อน้ำที่ท่านชี้ให้ดูนั่นเอง”

ฮาลเลตต์บันทึกเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อ 140 ปีก่อนนับจากปัจจุบัน โดยผู้ที่เล่าให้เขาฟังต้องเล่าเหตุการณ์ย้อนหลังกลับไปอีกนานถึง 248 ปี (เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของปี 2175 ในปี 2423) โดยที่ตัวผู้บันทึกเองก็มีการแสดงความเห็นต่อท้ายไว้ว่า

“เรื่องนี้เหมือนดัดแปลงมาจากประวัติเจ้าชายมองโกลแห่งเมืองคุนหมิง ที่เมื่อจักรพรรดิพระองค์แรกแห่งราชวงศ์หมิงทรงยึดเมืองคุนหมิงได้ใน พ.ศ.1924 ทั้งเจ้าชาย ชายา และขุนนางคนสนิทต่างกระโดดน้ำตายในทะเลสาบใกล้เมือง”

ย้อนกลับมาดูการแปลคำว่า พิมมะสาร-พิมพิสาร จากต้นฉบับ Pimmasan นั้นพอเข้าใจได้ว่าคือชื่อเดียวกัน ทว่า ชื่อ Lo Cha นี่สิ ซึ่งเมื่อแปลเป็น โนชา โนจา รุจา ยังพอกล้อมแกล้ม เหตุไฉนการแปลครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อนจึงลากไปไกลเป็นรุ้งแสง?

หลักฐานชื่อของ “รุ้งแสง” แม้ไม่มีในบันทึกของวิศวกรชาวอังกฤษ หากปรากฏในจารึกที่ฐานพระพุทธรูปสกุลช่างฝาง ณ วัดแห่งหนึ่ง เรื่องนี้ต้องอธิบายกันอีกยาวในฉบับหน้า •

‘พระนางสามผิว’ และ ‘พระนางมะลิกา’ เรื่องจริงหรืออิงนิยาย? (1)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...