โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บริหารแบบมืออาชีพ 9 เทรนด์สร้าง “คน” เพื่อองค์กร

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 ม.ค. 2566 เวลา 13.01 น. • เผยแพร่ 08 ม.ค. 2566 เวลา 03.03 น.

ตลอดช่วง 2-3 ปีผ่านมา ผู้นำองค์กร และผู้นำฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ถูกท้าทายในเรื่อง “คน” อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งนั้นอาจเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานไปเป็นการทำงานจากระยะไกลอย่างกะทันหัน โดยมีแรงกดดันจากการควบคุมต้นทุนเรื่อง “คน” เพื่อพยุงธุรกิจ ไม่เว้นแม้แต่พนักงานหมดไฟ และเกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจ

ผลเช่นนี้ จึงทำให้ Gartner บริษัทวิจัย และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับผู้บริหารจากสแตมฟอร์ด สหรัฐอเมริกาสรุป 9 เทรนด์การทำงานในอนาคตที่ส่งผลต่อกลยุทธ์ปี 2566 ที่ผู้นำองค์กร และผู้นำ HR จะต้องโฟกัสในเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น

เทรนด์ที่ 1 : quiet hiring (การจ้างงานแบบเงียบ ๆ) เป็นวิธีการจ้างงานที่ใช้ตอกกลับ “quiet quitting” (เลิกแบบเงียบ ๆ) อันเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 โดยพนักงานส่วนใหญ่มีความคิดปฏิเสธการทำงานหนัก หรือทำงานให้น้อยที่สุดตามหน้าที่ที่กำหนดไว้

แต่ไม่มีการทุ่มเทเป็นพิเศษเพื่อสร้างความประทับใจให้เจ้านาย เพราะต้องการรักษาชีวิตที่สมดุลระหว่างการทำงานกับชีวิตส่วนตัว จึงทำให้พนักงานยังคงอยู่ต่อในองค์กร แต่องค์กรสูญเสียทักษะ และความสามารถในการแข่งขัน

ดังนั้น ในปี 2566 ผู้นำองค์กรจึงเปลี่ยนแนวปฏิบัตินี้ด้วย “การจ้างงานแบบเงียบ ๆ” เพื่อรับทักษะ และความสามารถใหม่ ๆ โดยไม่ต้องเพิ่มพนักงาน แต่ใช้รูปแบบบางประการ เช่น การเคลื่อนย้ายผู้มีความสามารถภายใน โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนพนักงาน ขยาย

และเพิ่มทักษะกับพนักงานที่มีอยู่ให้ตอบสนองความต้องการขององค์กรที่เปลี่ยนแปลงไป การใช้ประโยชน์จากเครือข่ายพนักงานเก่า และคนทำงานอิสระ โดยจ้างแบบ GIG workers เพื่อดึงผู้มีความสามารถมาช่วยทำงานตามความจำเป็นเท่านั้น

ตัวอย่างขององค์กรที่ใช้รูปแบบนี้คือ Google เนื่องจากบริษัทมองหาพนักงานภายในก่อนว่าใครเป็นคนที่ลงแรงลงใจ และทุ่มเททำงานเหนือขอบเขตงานที่ระบุไว้ จากนั้นจึงเสนอตำแหน่งงานใหม่ให้คนคนนั้น เพื่อมาเติมเต็มตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งคนที่ดูจะได้ประโยชน์สูงสุดจากรูปแบบนี้คือพนักงานที่ทำงานหนัก แต่คนที่จะเสียประโยชน์ที่สุดคือพนักงานที่เป็น quiet quitters

เทรนด์ที่ 2 : hybrid flexibility for the front lines (ขยายความยืดหยุ่นแบบไฮบริดสู่พนักงานหน้างาน) ที่ผ่านมาองค์กรจำนวนมากเข้าสู่รูปแบบการทำงานแบบผสมผสานอย่างถาวร สำหรับพนักงานที่ทำงานประจำที่โต๊ะหรือที่เรียกว่าพนักงานออฟฟิศ แต่ปี 2566 จะเป็นเวลาที่หลายองค์กรจะเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานให้เท่าเทียมสำหรับ frontline workers (พนักงานหน้างาน) ที่เป็นกระดูกสันหลังของธุรกิจ

เช่น พนักงานในโรงงาน อุตสาหกรรมการผลิต พนักงานบริการ พนักงานขาย ทีมคอลเซ็นเตอร์ พนักงานทำความสะอาด บุคลากรทางการแพทย์ ช่างเทคนิค เจ้าหน้าที่แผนกต้อนรับ เป็นต้น

จากผลสำรวจ Reinvented Survey ของ Gartner ในปี 2565 พบว่า 58% ขององค์กรที่ตอบแบบสอบถามลงทุนปรับปรุงประสบการณ์ของ frontline workers ในปีที่ผ่านมา และประมาณ 1 ใน 3 ขององค์กรที่ยังไม่ได้ลงมือทำ จะเริ่มทำในอีก 12 เดือนข้างหน้า

โดยสร้างความยืดหยุ่นแบบไฮบริดให้กับ frontline workers ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการควบคุมตารางการทำงาน มีการลาที่ได้รับค่าจ้าง สร้างความสมดุลในตารางการทำงาน ขณะเดียวกัน พนักงานหน้างานจะมีความยืดหยุ่นอื่น ๆ เช่น มีสิทธิเลือกสถานที่ทำงาน และเลือกกลุ่มคนที่ทำงานด้วย

เทรนด์ที่ 3 : alleviate pressure on managers (คลายความกดดันให้ผู้คนทำงานตำแหน่งผู้จัดการ) คนกลุ่มนี้เป็นเพื่อนร่วมงานที่พนักงานใต้บังคับบัญชามีปฏิสัมพันธ์ด้วยเป็นประจำมากที่สุด เพราะพนักงานเลือกจะพูดคุยกับผู้จัดการมากกว่าตรงไปที่ฝ่ายเอชอาร์ หรือผู้บริหารระดับสูง

ที่สำคัญ Gartner ยังระบุด้วยว่าพนักงานที่ทำงานแบบไฮบริด 60% ยกให้ผู้จัดการเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาวัฒนธรรมองค์กร แต่สภาพแวดล้อมกลับสวนทาง เพราะทำให้ผู้จัดการระดับล่าง และระดับกลางรู้สึกกดดัน ทั้งจากผู้บริหารระดับสูง และพนักงาน

พวกเขาจึงต้องใช้กลยุทธ์ที่คำนึงถึงการทำงานแบบผสมผสาน มีความยืดหยุ่น ขณะเดียวกัน ต้องขับเคลื่อนคนไปสู่เป้าหมายของบริษัท ดังนั้น การจัดการเรื่องคนจึงเป็นทักษะที่จำเป็นของคนทำงานตำแหน่งผู้จัดการ และพวกเขาจะต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี

เทรนด์ที่ 4 : pursuit of nontraditional candidates (การหาคนทำงานที่ไม่ใช่แบบดั้งเดิม) หลายปีผ่านมาองค์กรต่างพูดถึงกลยุทธ์เพิ่มความยืดหยุ่น และกระจายความหลากหลายในการเลือกรับคน เพื่อขยายท่อส่งคนเก่งสู่องค์กร แต่ในปี 2566 ถึงเวลาที่คำพูดเหล่านั้นจะถูกนำมาสู่การลงมือปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริง โดยคนหางานกว่า 56% อยากสมัครงานนอกสาขาที่ตนเชี่ยวชาญ

ที่สำคัญ Gartner คาดว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นอีกในปีต่อ ๆ ไป ดังนั้น องค์กรไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านบุคลากรด้วยวิธีการจัดหาแบบเดิม ๆ ได้อีกต่อไป แต่ต้องประเมินผู้สมัครจากความสามารถปัจจุบันในการปฏิบัติงาน ไม่ใช่จากวุฒิการศึกษา เพศ หรือประสบการณ์เดิมของพนักงาน

เทรนด์ที่ 5 : address employee mental well-being (ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน) พนักงานปัจจุบันประสบกับปัญหาสุขภาพจิต อันเป็นผลมาจากความปั่นป่วนทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในช่วงผ่านมา สิ่งเหล่านี้อาจลดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการทำงาน

ทั้งยังมีการระเบิดอารมณ์โกรธ, การลาออกโดยไม่แจ้งล่วงหน้า จนสร้างความขัดแย้งในที่ทำงาน จนทำให้ประสิทธิภาพการทำงานต่ำกว่าเกณฑ์อย่างกะทันหัน

ฉะนั้น ในปี 2566 หลายองค์กรจะให้ความสำคัญกับการช่วยพนักงานรักษาความยืดหยุ่นทางอารมณ์ และประสิทธิภาพการทำงาน ลดการประชุมที่ไม่มีความจำเป็น จัดสรรเวลาให้พนักงานดูแลสุขภาพ มีผู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับความขัดแย้งในที่ทำงานมากขึ้น

เทรนด์ที่ 6 : move DEI forward despite resistance (ผลักดัน DEI ไปข้างหน้าท่ามกลางแรงต่อต้าน) ความหลากหลาย (diversity), equity (ความเท่าเทียม) และ inclusion (การรวมเข้าด้วยกัน) หรือ DEI เป็นเรื่องสำคัญ แต่พนักงาน 42% เชื่อว่าความพยายามด้าน DEI ขององค์กรยังไม่ประสบความสำเร็จ และพวกเขายังรู้สึกแปลกแยกจากคนอื่นในองค์กร ดังนั้น องค์กรต้องทำเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น และสร้างผลลัพธ์ให้ดีขึ้นกว่าเดิม

เทรนด์ที่ 7 : tackle employee data privacy (เก็บข้อมูลส่วนตัวของพนักงาน) องค์กรต่าง ๆ กำลังใช้เทคโนโลยีเพื่อรวบรวมข้อมูลของพนักงาน ทั้งด้านสถานการณ์ครอบครัว สภาพความเป็นอยู่ สุขภาพกายและจิตใจ แม้แต่กิจกรรมที่พนักงานทำในช่วงเวลาว่างจากงาน เพราะต้องการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของบริษัทอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แต่สิ่งนี้จะทำให้เกิดการละเมิดขอบเขตเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล เพราะความสามารถทางเทคโนโลยีกำลังขยายขอบเขตรวดเร็วเกินกว่าที่ผู้นำองค์กรจะเข้าใจ และควบคุมได้ทั้งหมด ดังนั้น ในปี 2566 นายจ้างต้องให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในการรวบรวมใช้ข้อมูล และจัดเก็บข้อมูลให้ปลอดภัย รวมถึงอนุญาตให้พนักงานเลือกให้ข้อมูลตามที่เห็นว่าเหมาะสม

เทรนด์ที่ 8 : mitigate bias in recruiting algorithms (ลดอคติในอัลกอริทึมการสรรหาบุคลากร) องค์กรที่ใช้ AI และแมชีนเลิร์นนิ่งในกระบวนการจ้างงาน พวกเขาจะต้องมีความโปร่งใสมากขึ้น เผยแพร่การตรวจสอบข้อมูล เพื่อให้พนักงาน และผู้สมัครเลือกที่จะไม่เข้าร่วมกระบวนการที่ทำโดย AI ได้

เทรนด์ที่ 9 : confront Gen Z soft skills gap (เผชิญกับช่องว่างด้านทักษะของ Gen Z) เนื่องจากคนหนุ่มสาว 46% ที่เป็น Gen Z กล่าวว่า โควิด-19 ทำให้การบรรลุเป้าหมายทางอาชีพทำได้ยากขึ้น และ 51% กล่าวว่า การศึกษาไม่ได้เตรียมพวกเขาให้พร้อมกับการทำงาน โดยแรงงาน Gen Z พลาดการพัฒนา soft skills เช่น การสื่อสาร การสร้างเครือข่าย การเข้าสังคม และความอดทนต่อการทำงานหลายชั่วโมงในสภาพแวดล้อมแบบตัวต่อตัว

นอกจากนั้น ผลการสำรวจของ Gartner ยังระบุว่าทักษะการเข้าสังคมของทุกคนลดลงตั้งแต่ปี 2563 จนทำให้คนทำงานเกิดความเบื่อหน่าย และรู้สึกไม่มั่นคงต่ออาชีพ ผลตรงนี้ จึงส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงาน ดังนั้น องค์กรต่าง ๆ จำเป็นต้องนิยามความเป็นมืออาชีพใหม่สำหรับพนักงานทั้งหมดเพื่อขจัดความท้าทายเหล่านี้ลงโดยเร็ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...