โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะอินไซต์ เทรนด์ประกันภัยรถ ปี 2566 อาจถูกลง 30%

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 ธ.ค. 2565 เวลา 06.15 น. • เผยแพร่ 04 ธ.ค. 2565 เวลา 09.39 น.

Priceza Money เผยข้อมูลเทรนด์ประกันภัยรถยนต์มีแนวโน้มถูกลงกว่า 30% จากการเติบโตแผนประกันเฉพาะบุคคล การขายโดยตรง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

วันที่ 4 ธันวาคม 2565 นายสิรวิชญ์ ฉายะวาณิชย์ Head of Priceza Money แพลตฟอร์มเว็บไซต์เปรียบเทียบประกันรถยนต์ และ Insurance Content Creator เปิดเผยข้อมูลอินไซต์ (Insight) ที่ได้จากการร่วมงานกับบริษัทประกันหลายรายที่แสดงแนวโน้มของวงการประกันภัยรถยนต์ หลังจากวิกฤตโควิด-19 หรือช่วงเวลาระหว่างปี พ.ศ. 2562 ที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึง พ.ศ. 2565 และคาดการณ์ว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อและการขายประกันรถยนต์ในประเทศไทยไปอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้บริโภคในด้านราคาประกันรถยนต์อาจจะถูกลง 30-40% ในช่วงปี 2566 เป็นต้นไป

“ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา วิกฤตโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อวงการประกันภัยในหลาย ๆ ด้าน นอกจากนั้นยังส่งผลกระทบของพฤติกรรมการซื้อสินค้าประกันรถยนต์ของคนไทยอีกด้วย ซึ่ง Priceza Money ได้นำข้อมูลอินไซต์จากการที่ได้ร่วมงานกับบริษัทประกันหลายแห่งของไทย มาสรุปเป็น 3 เทรนด์หลัก ๆ ได้แก่ เทรนด์ Personalize insurance, เทรนด์การขายตรงโดยบริษัทประกัน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปหลังการล้มละลายของบริษัทประกันช่วงโควิด-19″

  • เทรนด์ Personalize insurance

นายสิรวิชญ์ระบุว่า ก่อนหน้าวิกฤตโควิด-19 คนไทยคุ้นเคยกับการซื้อประกันรถยนต์แบบคุ้มครองแบบครอบคลุม หรือผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์แบบดั้งเดิม ที่เฉลี่ยราคา 10,000-20,000 บาท แต่พอถึงช่วงโควิด-19 ระบาด คนส่วนใหญ่ที่เคยใช้รถยนต์อย่างเคยชินกันทุกวัน แทบจะไม่ได้ใช้รถยนต์เลย ทำให้หลาย ๆ คนเริ่มรู้สึกไม่คุ้มค่าที่จะต้องจ่ายค่าประกันภัยรถยนต์ในราคาระดับนี้อีกต่อไป

มุมมองที่เปลี่ยนไป จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดกระแสความสนใจประกันรถยนต์แบบตามความต้องการของผู้ใช้ (Personalize insurance) ขึ้นมา

จากสถิติของ Priceza Money จะเห็นแนวโน้มของ “ประกันเติมไมล์” หรือประกันที่คุ้มครองตามระยะทางการขับรถเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงโควิด-19 ระบาด

โดยปริมาณการเข้าค้นหาและเปรียบเทียบประกันภัยรถยนต์แบบดังกล่าว มีอัตราการเพิ่มขึ้นของความสนใจจากปี 2562 เป็น 210% ในช่วงปี 2563 และเพิ่มจากปี 2563 อีก 85% ในช่วงปี 2564 ถึงปัจจุบัน ในขณะที่ฝั่งยอดขายของแผนประกันเติมไมล์เพิ่มขึ้น 10 เท่าระหว่างปี 2563-2564

นอกจากนี้ ประกันรถยนต์แบบเปิด-ปิด ที่คุ้มครองตามชั่วโมงการขับรถ ก็มีคนค้นหาใน Google มากขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันด้วย ขณะเดียวกันประกันรถยนต์ตามโปรไฟล์ผู้ขับก็เป็นอีกบริษัทที่มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นในระหว่างช่วงโควิด-19

โดยข้อมูลการค้นหาคำว่า ประกันเปิด-ปิด ในปี 2563 เพิ่มขึ้น 72.79% และลดลง -2.31 ในปี 2564 แต่ยังถือว่าอยู่ในอัตราที่สูงกว่าก่อนโควิดมาก

เทรนด์ประกันรถยนต์ตามความต้องการของผู้ใช้ (Personalize insurance) ในต่างประเทศถือเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้ใช้ประกันรถยนต์มาหลายปีแล้ว เช่น https://www.bymiles.co.uk/ ประกันรถยนต์จากประเทศอังกฤษที่คิดราคาเบี้ยตามระยะทางการขับขี่ https://www.tesla.com/insurance ประกันรถยนต์ของ tesla มีการให้ reward เป็นส่วนลดค่าประกัน ถ้าหากผู้ขับขี่ขับรถแบบปลอดภัย

ข้อดีของประกันรถยนต์ตามความต้องการของผู้ใช้ (Personalize insurance) มีราคาเฉลี่ยที่ถูกกว่าประกันรถยนต์แบบคุ้มครองจัดเต็มถึง 30-40% (ข้อมูลจาก Priceza Money)

ตัวอย่างของประกันรถยนต์ตามความต้องการของผู้ใช้ (Personalize insurance) ไนไทย เช่น ประกันรถยนต์ TIP Shock Price : ลดความคุ้มครองที่ไม่เป็นบางส่วนลงมา ทำให้ราคาประกันถูกลง ประกันตามโปรไฟล์ผู้ขับขี่ Roojai : ยิ่งอายุมากยิ่งราคาถูก เพราะบริษัทประกันมองว่ามีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุน้อย ประกันระยะสั้นคุ้มครอง 1-3 เดือน : สำหรับคนที่ไม่ต้องการจ่ายเบี้ยประกันรถยนต์เป็นก้อนใหญ่ ๆ เป็นต้น

ในปัจจุบันหลังจากวิกฤตโควิด-19 ผ่านไปแล้ว แต่ประกันรถยนต์ตามความต้องการของผู้ใช้ (Personalize insurance) ก็ยังมีอัตราเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องครับ

“เรามองว่าอนาคตในปี 2566 ที่จะถึง และปีต่อ ๆ ไป จะมีคนที่สนใจและเลือกซื้อประกันรถยนต์ตามความต้องการของผู้ใช้ (Personalize insurance) มากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน จากราคาที่ถูกลง และการใช้งานที่เหมาะสมกับแต่ละคนมากขึ้น ยังไม่รวมการมาถึงของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่จะสามารถเก็บข้อมูลการขับขี่ได้ละเอียดขึ้น ทำให้บริษัทประกันสามารถบริหารความเสี่ยงในการเลือกรับประกันภัยให้กับลูกค้าแต่ละคนได้ดีขึ้นอีกด้วยนั่นเอง” นายสิรวิชญ์กล่าว

2. Direct to customers

เทรนด์ต่อมา คือ การขายประกันรถยนต์ตรงจากบริษัทประกัน (Direct to customers) ประกันรถยนต์ในอดีตมาถึงปัจจุบัน สัดส่วนการขายส่วนใหญ่ถึง 90% จะเป็นการซื้อขายผ่านตัวแทนประกันรถยนต์ (Agent) หรือ นายหน้าประกันรถยนต์ (Broker)

โดยบริษัทประกันรถยนต์จะทำหน้าที่เป็น back office ให้กับตัวแทนและนายหน้าเท่านั้น แต่ด้วยผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้พฤติกรรมการซื้อสินค้าต่าง ๆ ของคนไทยเปลี่ยนไป เริ่มคุ้นเคยกับการ “ซื้อออนไลน์” กันมากขึ้น

ทำให้บริษัทประกันรถยนต์หลาย ๆ บริษัทมองเห็นโอกาสที่จะเข้าถึงลูกค้าโดยตรงผ่านช่องทางออนไลน์ของตัวเอง ซึ่งจากสถิติของ คปภ. หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย จะเห็นได้เลยว่าการซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์โตขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงโควิด-19

โดยอัตราการเติบโตในปี 2563 เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่ 223.41% ขณะที่ปี 2021 เติบโตลดลง -33.87% จากปี 2563 แต่ยังคงแสดงให้เห็นเเนวโน้มขาขึ้นของการซื้อประกันออนไลน์

เมื่อประกอบกับการขายประกันรถยนต์ตามความต้องการของผู้ใช้ (Personalize insurance) ที่ทำให้เบี้ยประกันรถยนต์ถูกลง 30-40% ทำให้ประกันรถยนต์กลุ่มนี้ไม่ได้เป็นที่นิยมสำหรับตัวแทนและโบรคเกอร์มากนัก เพราะได้ค่านายหน้า (commission) น้อยลงอย่างมาก

เมื่อพิจารณาจากทั้ง 2 ปัจจัยที่เกิดขึ้น ทำให้บริษัทประกันรถยนต์มีโอกาสในการสร้างช่องทาง Direct to customers ได้ โดยพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับตัวแทนและนายหน้าที่เป็นช่องทางการขายหลัก ๆ ให้มากที่สุด

โดยกรณีศึกษาที่เป็นตัวอย่างที่ดีอย่างบริษัท ไทยวิวัฒน์ประกันภัย ที่เน้นขายประกันรถยนต์ตามความต้องการของผู้ใช้ (Personalize insurance) อย่างเดียวในหน้าเว็บ Thaiviat.co.th และยกประกันของไทยวิวัฒน์ที่มีความคุ้มครองแบบจัดเต็มให้ตัวแทนและนายหน้าขาย เพื่อพยายามให้เกิดความขัดแย้งน้อยที่สุด

อีกกรณีศึกษาคือ ทิพยประกันภัย ที่เปิดตัวเน้นขายประกันรถยนต์แบบ Direct to customers ในทุก ๆ แผนประกัน โดยข้อดีคือทำให้ราคาประกันรถยนต์ของทิพยประกันภัยดึงดูดลูกค้ามาก เพราะเอาค่า commission ที่จะให้ตัวแทนหรือนายหน้า มาเป็นส่วนลดให้ลูกค้าแทน ส่วนข้อเสียก็ทำให้เกิดความขัดแย้งกับตัวแทนและโบรกเกอร์ ทำให้ตัวแทนและโบรกเกอร์ในปัจจุบันเลือกที่จะขายประกันรถยนต์ของทิพยประกันภัยเป็นตัวเลือกท้าย ๆ

และสุดท้าย บริษัทประกันยักษ์ใหญ่ยอดขายอันดับ 1 อย่าง วิริยะประกันภัย ที่ช่องทางการขายในอดีตและปัจจุบันเป็นการขายผ่านตัวแทนและนายหน้าเป็นส่วนใหญ่ ก็ได้ลงมาทำการตลาดเองอย่างเงียบ ๆ ผ่านการทำ SEO (Search Engine Optimization) และการสร้าง content ที่มีสาระให้ลูกค้า ตั้งแต่ปลายปี 2021 เพื่อดึงลูกค้าเข้าเว็บ viriyah.com ที่มีระบบการซื้อประกันออนไลน์ได้โดยตรงผ่านบริษัทเอง

โดยยอด Traffic ของเว็บไซต์วิริยประกันภัยเติบโตแบบ Organic จากเดือนสิงหาคม 2564-สิงหาคม 2022 จากหลักร้อยถึงพันครั้งต่อเดือนเป็น 1.47 แสนครั้งต่อเดือน

“ถ้าเรามองภาพรวมในประเทศไทยในปัจจุบัน ช่องทางการขายประกันรถยนต์แบบ Direct to customers มีสัดส่วนราว ๆ 1% จากช่องทางการขายประกันรถยนต์ทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีสัดส่วนการซื้อแบบ Direct to customers เฉลี่ยสูงถึง 20% และในสหราชอาณาจักร (UK) ก็มีสัดส่วนเฉลี่ยสูงถึง 35% ก็อาจจะหมายความว่าช่องทาง Direct to customers ในประเทศไทยยังมีโอกาสที่จะเติบโตอีกเยอะมาก ๆ” นายสิรวิชญ์กล่าว

3. พฤติกรรมหลังโควิด-19

ข้อมูลจาก Priceza Money ระบุว่า ช่วงก่อนโควิด-19 ถึง ระหว่างโควิด-19 พฤติกรรมการเลือกซื้อประกันรถยนต์ของลูกค้าจะเลือกจากการเน้นดู “ราคาถูก” เป็นหลัก เนื่องจากลูกค้ายังไม่ได้ตระหนักถึงความแตกต่างกันของบริษัทประกันแต่ละแห่ง จึงเน้นว่า “ที่ไหนขายถูก ก็เลือกที่นั่น”

ในช่วงปี 2562-2564 บริษัทประกันรถยนต์ที่ลูกค้านิยมเลือกมากที่สุดคือ สินมั่นคงประกันภัย ไทยศรีประกันภัย และรู้ใจประกันภัย ที่มีเบี้ยประกันรถยนต์ชั้น 1 เฉลี่ยที่ราคา 9,000-12,000 บาท

แต่พอถึงช่วงปลายปี 2564 เข้าปี 2565 เกิดเหตุการณ์ที่มีผลกระทบมาจากโควิด-19 นั่นก็คือ “ประกันโควิด-19” ที่ทำให้บริษัทประกันหลาย ๆ บริษัทถึงกับต้องปิดกิจการ ทิ้งให้ลูกค้าที่เคลมประกันโควิดรอเงินค่าเคลมกันมาถึงปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อความตระหนักถึงความสำคัญของบริษัทประกันภัยขึ้นมาทันที หลาย ๆคนเอาบริษัทที่ตัวเองทำประกันโควิดด้วยแล้วจ่ายเร็ว เคลมได้ อย่างวิริยะประกันภัย มาเปรียบเทียบว่าไว้ใจได้ มีความน่าเชื่อถือ ไม่ทิ้งลูกค้า

ดังนั้นสถิติการซื้อประกันรถยนต์ของลูกค้าในปี 2565 ถึงปัจจุบัน บริษัทที่มีชื่อเสียงที่ดี มีความน่าเชื่อถือ อย่างวิริยะประกันภัย และธนชาติประกันภัยในเครือของธนาคาร TTB ที่ถึงแม้จะขายเบี้ยประกันรถยนต์ที่แพงกว่าเจ้าอื่น ๆ ได้รับความนิยมจากลูกค้าเพิ่มขึ้นเต็ม ๆ

ราคาเบี้ยประกันรถยนต์ชั้น 1 ที่ลูกค้าเลือก โดยเฉลี่ยในปี 2565 เพิ่มสูงขึ้นเป็น 15,000-18,000 บาท โดยบริษัทยอดนิยมที่ถูกเลือกมากที่สุดคือ วิริยะประกันภัย ธนชาติประกันภัย กรุงเทพประกันภัย สวนทางกับบริษัทที่กำลังฟื้นฟูกิจการอยู่อย่างสินมั่นคงประกันภัย ที่ถึงแม้จะยังขายประกันรถยนต์ในราคาที่ถูกมาก ๆ (เฉลี่ย 9,000 บาท) แต่ลูกค้าหลาย ๆ คนก็เลือกที่จะไม่ไว้วางใจที่จะซื้อประกันด้วย

โดยแนวโน้มของเทรนด์ “การเลือกบริษัทประกันก่อนราคา” จะดำเนินต่อไปในปีหน้าอย่างแน่นอนซึ่งบริษัทประกันขนาดเล็กที่ไม่ได้มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานก็จะต้องใส่ใจในเรื่องของบริการและการรับประกันคุณภาพให้ลูกค้ามั่นใจมากขึ้น แทนที่จะสนใจแต่ราคาถูกอย่างเดียว และบริษัทใหญ่ ๆ ก็จะได้เปรียบในการแข่งขันไปอีกสักพักอย่างแน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...