โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘อาจารย์เจษฎ์’ ไขปริศนา ‘กล่องดำ’ ทำจากอะไร ทำไมเครื่องบินตกแล้วไม่พัง

The Bangkok Insight

อัพเดต 25 มี.ค. 2565 เวลา 00.41 น. • เผยแพร่ 25 มี.ค. 2565 เวลา 00.25 น. • The Bangkok Insight

"อาจารย์เจษฎ์" เผยที่มาของ กล่องดำ ทำจากอะไร มีความสำคัญอย่างไร ทำไมเครื่องบินตกแล้วไม่พัง 

รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพจเฟซบุ๊ก อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์ เรื่อง กล่องดำ ทำจากอะไร ทำไมเครื่องบินตกแล้วไม่พัง โดยระบุว่า

กล่องดำ ทำจากอะไร

จากเหตุการณ์อุบัติเหตุทางอากาศครั้งใหญ่อีกครั้งเมื่อวานนี้ ของเครื่องบินโดยสาร สายการบินไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส ซึ่งพุ่งตกในพื้นที่ภูเขาของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน จนเสียชีวิตหมดทั้งลำ

และเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ค้นพบ หนึ่งใน "กล่องดำ" จำนวน 2 กล่องของเครื่องบินโดยสารที่ประสบเหตุแล้ว (ดูรูปประกอบ) โดยสภาพภายนอกพังเสียหายอย่างรุนแรง แต่สภาพหน่วยจัดเก็บข้อมูลค่อนข้างสมบูรณ์ แม้เกิดความเสียหายบางส่วน

ได้คำถามตามมาจากลูกเพจ ว่ากล่องดำนี้มันคืออะไร ทำจากวัสดุอะไรกัน แล้วทำไมเวลาเครื่องบินตกจนพังไฟไหม้ทั้งลำแบบนี้ กล่องดำถึงยังไม่พังตามไปด้วย ?? เลยไปค้นข้อมูลมาเล่าสู่กันฟังครับ

เรียบเรียงจาก https://tonkit360.com/76308 อ้างอิงความรู้จาก ภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

กล่องดำ (Black Box) คือ อุปกรณ์บันทึกข้อมูลการบิน โดยเครื่องบินทั่วไปจะต้องติดตั้ง กล่องดำ ตามกฎด้านการบิน ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ โดยจะมีกล่องดำ 2 กล่อง สำหรับบันทึกข้อมูลการบินเพื่อใช้จำลองเหตุการณ์ก่อนหน้าที่จะเกิดอุบัติเหตุ แล้วนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุต่อไป

รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์

กล่องดำทั้ง 2 ได้แก่

1. The Cockpit Voice Recorder (CVR) ทำหน้าที่บันทึกเสียงพูดของนักบิน รวมทั้งเสียงอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในห้องนักบิน โดยถ้าเป็นแบบแถบแม่เหล็ก จะสามารถบันทึกประมาณ 30 นาที แล้วขึ้นรอบใหม่ แต่ถ้าเป็นแบบหน่วยความจำ จะบันทึกได้รอบละประมาณ 2 ชั่วโมง

2. The Flight Data Recorder (FDR) ทำหน้าที่บันทึกสภาวะต่าง ๆ ในระหว่างปฏิบัติการบิน ได้แก่ เวลา ระยะสูง ความเร็ว อัตราเร่งตามแนวดิ่ง ทิศทาง ตำแหน่งคันบังคับและอุปกรณ์บังคับการบินอื่น ๆ ตำแหน่งของแพนหางระดับ ท่าทางของเครื่องบิน อัตราการไหลของเชื้อเพลิง เป็นต้น

ข้อมูลที่ได้จะช่วยให้สามารถสร้างภาพเคลื่อนไหวของการบินได้ ทำให้รู้เหตุการณ์สุดท้ายระหว่างการบินก่อนเกิดอุบัติเหตุ

ตัวกล่องจริง ๆ ที่ใช้ในปัจจุบันนั้นไม่ได้มีสีดำ แต่จะมีสีแสดสะดุดตา มีตัวอักษร FLIGHT RECORDER DO NOT OPEN ข้างกล่อง และติดแถบสะท้อนแสง ทำให้กล่องดำสังเกตเห็นง่ายที่สุดว่ามันอยู่ที่ไหน จะได้เก็บกู้มาเป็นหลักฐานต่อไป

แต่มันเคยมีสีดำมาก่อนจริง ๆ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้จะเป็นความลับ ถูกห่อหุ้มด้วยกล่องหรือตัวเรือนสีดำที่ไม่สะท้อนแสง หรือไม่ก็เรียกตามสภาพที่เก็บกู้ได้ ส่วนใหญ่จะไหม้ไฟเพราะการระเบิด

กล่องดำมักจะติดตั้งไว้ใน ส่วนท้ายของเครื่องบิน เพราะมีโอกาสที่จะคงสภาพสมบูรณ์ที่สุดเมื่อเทียบกับส่วนอื่น

ส่วนของ Crash-Serviable Memory Unit (CSMU) ของทั้งกล่อง CVR และกล่อง FDR จะถูกออกแบบให้ทนทาน ทนความร้อน ทนไฟ กันน้ำ ทนแรงกระแทก ทนแรงกด

เปิดที่มา กล่องดำ ทำจากอะไร

กล่องห่อหุ้มด้วยสเตนเลสสตีลหรือไททาเนียม ที่ทนทานต่อการกัดกร่อน 2 ชั้น พร้อมฉนวนกันความร้อนอุณหภูมิสูง และต้องผ่านการทดสอบเหล่านี้ เช่น

  • ยิงอุปกรณ์นี้ให้กระทบเป้าอะลูมิเนียมเพื่อให้เกิดแรงกระแทก 3,400G
  • ทดสอบความทนต่อการเจาะ โดยปล่อยก้อนน้ำหนักขนาด 227 กิโลกรัม ที่มีเข็มเหล็กขนาด 0.25 นิ้ว อยู่ด้านล่างให้กระทบลงบน CSMU จากความสูง 3 เมตร
  • ทดสอบด้วยแรงกด 5,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เป็นเวลา 5 นาที ทุก ๆ ด้าน
  • เผาด้วยความร้อน 1,100 °C นาน 1 ชั่วโมง
  • แช่ในน้ำเค็มนาน 24 ชั่วโมง (กรณีเครื่องบินตกทะเล)
  • แช่น้ำนาน 30 วัน
  • ทดสอบความทนทานต่อของเหลวอื่น ๆ เช่น เชื้อเพลิงเครื่องบิน น้ำมันหล่อลื่น สารเคมีดับเพลิง

เครื่องบันทึกแต่ละเครื่องจะต้องมีเครื่องแจ้งตำแหน่งใต้น้ำ หรือเรียกว่า Pinger ด้วย จะทำงานเมื่อจมน้ำ โดยส่งคลื่นเสียงความถี่ที่ 37.5 kHz ได้จากความลึกถึงราว ๆ 4 กิโลเมตร

เจ้าหน้าที่กู้ภัยจะใช้อุปกรณ์พิเศษที่เรียกว่า Pinger Locator System (PLS) ลากไปในน้ำ เพื่อรับสัญญาณจาก Pinger เพื่อค้นหาตำแหน่งของกล่องดำ

เมื่อพบกล่องดำแล้ว เจ้าหน้าที่กู้ภัยจะต้องทำการเก็บกู้และขนส่งอย่างระมัดระวัง ให้คงสภาวะเดิมและเสียหายให้น้อยที่สุด คงสภาพแวดล้อม ณ บริเวณที่พบไว้ด้วย

หากพบในน้ำ เครื่องบันทึกจะถูกส่งไปตรวจสอบโดยบรรจุในถังพร้อมกับน้ำ เพราะเกรงว่าหากเครื่องบันทึกแห้ง ข้อมูลอาจสูญหายไปเนื่องจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยน จากนั้นจะนำไปเข้ากระบวนการตรวจสอบ

ถ้าเครื่องบันทึกไม่เสียหายมาก เจ้าหน้าที่สามารถรู้ข้อมูลได้ภายใน 2-3 นาที เพียงต่อเครื่องบันทึกเข้ากับเครื่องอ่าน แต่หากบุบสลายหรือถูกไฟไหม้ เจ้าหน้าที่จะถอดแผงหน่วยความจำออกมาทำความสะอาด แล้วค่อยเชื่อมต่อกับเครื่องบันทึกอีกเครื่องหนึ่ง

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...