สภาฯ จัดเสวนาอนาคตองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ
สภาฯ จัดเสวนาอนาคตองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ที่มา-สะท้อนปัญหา ชวนตั้งคำถามองค์กรอิสระไหนมือสะอาด
เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2567 ที่สภาผู้แทนราษฎร จัดงานวันรัฐธรรมนูญ 2567 “สู่รัฐธรรมนูญในฝัน” ณ อาคารรัฐสภา ระหว่างวันที่ 9-10 ธ.ค.67 โดยช่วงบ่ายได้จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “อนาคตองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ” โดยมีนางสาวณัฏฐา มหัทธนา เป็นผู้ดำเนินรายการ
รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ประธานคณะนิติศาสตร์วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย และอดีตที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการการร่างรัฐธรรมนูญ เล่าย้อนไปเมื่อครั้งยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่มีแนวคิดเกี่ยวกับว่า องค์กรอิสระควรอยู่หรือไม่ จึงมีการศึกษารัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ควบคู่ไปด้วย ภายหลังที่คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาพบว่า องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญยังต้องคงอยู่
ซึ่งความท้าทายของอนาคตองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่องค์กร แต่คือบริบทของการเมืองไทย และประชาชนจะเป็นผู้กุมอนาคต หากบอกว่าการได้มาซึ่ง สว. การเลือกตั้ง สส. การไม่ให้ สส.และ สว. ยึดอำนาจซึ่งกันและกัน ทั้งหมดอยู่ที่ประชาชนที่ต้องพยายามกันไม่ให้พรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ผู้ทรงคุณวุฒิจริง ๆ ได้เข้ามาในสภาฯ สุดท้ายอยู่ที่ประชาชนต้องช่วยกัน หากการเลือก สส.ได้เรื่องได้ราว คัดสรรพรรคการเมืองที่ทำประโยชน์ให้กับประชาชน เราคงไม่ต้องมาเถียงกันว่าจะได้คนมาทำหน้าที่ในองค์กรอิสระดีหรือไม่ดี
รศ.ดร.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่าเมื่อเห็นคำว่า “อนาคตองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ” ก็คิดในใจว่ามีอนาคตหรือ แต่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเรามาจากสาเหตุอะไร และจะเสนอแนวทางแก้ไขอย่างไร เรื่องขององค์กรอิสระเป็นสิ่งที่เรียกว่า “นวัตกรรม” เพราะเป็นสิ่งที่ประดิษฐ์ใหม่เมื่อปี 2540 เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีคำนี้ การตีความองค์กรอิสระว่าเป็นองค์การต่างคนต่างทำ มันไม่ใช่
การเกิดขึ้นขององค์กรอิสระเกิดขึ้นจากการใช้กลไกในอำนาจอธิปไตย ที่ประกอบด้วย ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการยังไม่เพียงพอในการปฏิรูปประเทศ ดังนั้นควรจะมีหน่วยงานที่เป็นอิสระไม่อยู่ภายใต้ฝ่ายบริหารมาทำหน้าที่ในเรื่องที่จำเป็น เช่น การมีองค์การที่จัดการคนโกงเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตามองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 กระจัดกระจายไม่มีหมวดหมู่ ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 องค์กรอิสระถูกจัดเป็นหมวดหมู่ และยังมีองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญด้วย ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ปรับเปลี่ยน กกต.จาก 5 คน เป็น 7 คน มีการโละ กกต.ยกคณะเพราะให้เหตุผลว่าเป็นปลาสองน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไร้สาระ ไม่เข้าท่าอย่างยิ่ง
รศ.ดร.สมชัย กล่าวถึงความจำเป็นที่ต้องมี กกต.เดิมการเลือกตั้งก่อนปี 2540 อยู่ในมือของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งต้องใช้คำว่า ”เรียบร้อย“ เพราะเคยมีเหตุการณ์โกงเลือกตั้งทั้งอำเภอ จึงต้องมี กกต.มาดูแลการเลือกตั้ง ซึ่งต้องมีคุณสมบัติระดับมหาเทพ มีประสบการณ์การทำงานมาหลายปี ซึ่งมีการตั้งคำถามว่าคุณสมบัติมหาเทพเช่นนี้จะทำให้ได้คนที่เหมาะสมมาทำหน้าที่จริงหรือไม่ ท้ายที่สุดกลับได้คนไม่ตรงกับหน้าที่
นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกรรมการสิทธิมนุษยชน ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ตัดสิทธิการให้อำนาจกรรมการสิทธิมนุษยชนในการฟ้องร้องแทนประชาชน ในกรณีถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้เพิ่มอำนาจบางประการให้กับกรรมการสิทธิมนุษย์ชน เช่น การตรวจค้นในเคหะสถาน กรณีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งต้องมีหลักฐานอันน่าเชื่อด้วย และให้สิทธิในการร้องทุกข์กล่าวโทษแทนประชาชน
องค์กรอิสระไทยมักถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการทำหน้าที่ ดังนั้นการที่องค์กรอิสระใช้อำนาจจะต้องถูกตรวจสอบและถอดถอนได้ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ไม่ได้ให้สิทธิ สส.และประชาชนในการเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระ แต่ให้เป็นอำนาจของ ป.ป.ช.พิจารณาไต่สวน ก่อนส่งให้ศาลฎีกาตัดสิน
ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) กล่าวว่าในฐานะผู้ใช้บริการองค์กรอิสระ ชวนตั้งคำถามว่าองค์กรอิสระที่มีอยู่ในปัจจุบัน มีองค์กรใดบ้างที่มือสะอาด มีผลงาน เป็นที่เชื่อมั่นเชื่อถือของประชาชนได้ ประชาชนให้คะแนนองค์กรใดบ้างที่สอบผ่านบ้าง เนื่องจากทุกวันนี้เห็นข่าวที่บั่นทอนความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ ทั้งเรื่องการตัดสินคดี หรือสารพัดเรื่องที่เรารู้สึกว่าไม่ถูกต้อง
หลังจากองค์กรอิสระเดินทางมานาน 20 ปีเหมือนอยู่ทางสามแพร่ง ถ้าองค์กรเหล่านี้พิสูจน์ตนเอง ปรับปรุงตนเองได้ ก็จะกลายเป็นองค์กรที่เข้มแข็งเป็นประโยชน์และเป็นที่พึ่งกับประชาชน แต่หากไปอีกทางปล่อยให้มือไม่สะอาดจริง ไม่สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ก็ปล่อยให้เจ๋ง ให้พังไป