โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กรดไหลย้อน ต้องระวังมะเร็ง!

The Bangkok Insight

อัพเดต 29 ม.ค. 2568 เวลา 03.17 น. • เผยแพร่ 29 ม.ค. 2568 เวลา 02.54 น. • The Bangkok Insight

กรดไหลย้อน อาการที่ไม่ควรมองข้าม สุดท้ายอาจกลายเป็นมะเร็ง

ปัจจุบันในกลุ่มคนทำงาน นอกจากอาการ “ออฟฟิศซินโดรม” ที่พบบ่อยได้บ่อยแล้ว ยังมีอีกหนึ่งโรคที่เกี่ยวข้อง และมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับเรื่องของออฟฟิศซินโดรม ก็คือ “โรคกรดไหลย้อน” นั่นเอง

ซึ่งพฤติกรรมที่เป็นตัวการสำคัญให้เกิดโรคนี้ก็คือการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะการรับประทานอาหารจำพวกช็อกโกแลต โกโก้ นม หรือการดื่ม ชา กาแฟ เป็นประจำ หรือการดื่มเครื่องดื่มอื่นๆ ที่มีคาเฟอีนเป็นหลัก และ อาหารมัน อาหารทอด อาหาร Junk Food เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เป็นอาหารที่หากินได้ง่าย สะดวกสบายของวัยทำงานในช่วงพักกลางวัน แต่หารู้ไหมว่า เมื่อเกิดอาการกรดไหลย้อนแล้ว ยังเสี่ยงเป็นมะเร็งได้ด้วย หากปล่อยไว้เป็นเวลานาน

ในเรื่องนี้ นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมาได้ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องอาการกรดไหลย้อน ดังนี้

1. กรดไหลย้อนคืออะไร? ทำไมต้องระวัง!

กรดไหลย้อน (GERD) อาจฟังดูเป็นโรคที่หลายคนมองว่าไม่ร้ายแรง แค่แสบคอหรือแน่นหน้าอก แต่จริงๆ แล้วมันอันตรายกว่านั้นนะ กรดไหลย้อนเกิดจากกล้ามเนื้อหูรูดที่กั้นระหว่างกระเพาะอาหารกับหลอดอาหารทำงานผิดปกติ ทำให้กรดจากกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาถึงคอ บางคนคิดว่าเป็นแค่อาการจุกแน่นหรือปวดร้อนกลางอก แต่ความจริงคือถ้าปล่อยไว้เรื้อรัง อาจเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้ เรื่องนี้ไม่ใช่การขู่ แต่มีหลักฐานชัดเจนว่าผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อนเรื้อรังอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในหลอดอาหาร กลายเป็นเซลล์ที่ผิดปกติได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องดูแลและรักษาให้ถูกต้องนะครับ

2. อาการแบบไหนที่มีความเสี่ยง!

บางคนอาจจะคิดว่าแค่อาการจุกแน่นกลางอกบ้าง ไม่ต้องไปหาหมอหรอก! แต่อาการกรดไหลย้อนแบบเรื้อรังอาจทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของหลอดอาหาร และส่งผลให้เกิดแผลในหลอดอาหารได้ อาการที่ควรระวังคือ จุกเสียดกลางอกเป็นเวลานาน โดยเฉพาะถ้าเป็นบ่อยมากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือมีอาการแสบที่คอ เสียงแหบตอนเช้า รู้สึกกลืนอาหารลำบาก อาการเหล่านี้ถ้าไม่รักษาอาจเกิดเป็นภาวะหลอดอาหารของ Barrett (Barrett’s Esophagus) ซึ่งเป็นภาวะที่เพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งหลอดอาหาร ดังนั้นหากมีอาการเหล่านี้ควรเข้ารับการตรวจเพื่อความสบายใจ

3. การป้องกันกรดไหลย้อนแบบง่ายๆ ที่ทำได้เอง

อย่าเพิ่งคิดว่าต้องกินยารักษาเท่านั้น การป้องกันกรดไหลย้อนสามารถทำได้ด้วยการปรับพฤติกรรมบางอย่างที่ช่วยลดความเสี่ยง เช่น หลีกเลี่ยงการกินอาหารเผ็ดจัด มันจัด เปรี้ยวจัด และเลี่ยงอาหารมื้อดึก เพราะอาหารเหล่านี้อาจกระตุ้นให้กรดไหลย้อนง่ายขึ้น นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการนอนหลังทานอาหารใหม่ๆ ควรเว้นอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนนอน และที่สำคัญคือหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทั้งสองอย่างนี้ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารอ่อนแอลง ทำให้กรดไหลย้อนง่ายขึ้น การป้องกันกรดไหลย้อนจึงไม่ได้ยาก แค่เริ่มต้นด้วยการปรับพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำได้เอง

4. การรักษากรดไหลย้อนเมื่ออาการเริ่มเรื้อรัง

เมื่ออาการกรดไหลย้อนเริ่มเป็นบ่อยและนานเกินไป การรักษาจึงเป็นสิ่งจำเป็น ส่วนใหญ่การรักษาจะเริ่มด้วยยาลดกรดเพื่อลดการอักเสบ และช่วยบรรเทาอาการแน่นกลางอกหรือแสบคอ ในบางกรณีแพทย์อาจแนะนำการใช้ยาลดกรดชนิดที่แข็งแรงขึ้นเพื่อรักษาภาวะกรดไหลย้อนเรื้อรัง ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นและเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง อาจจำเป็นต้องใช้การผ่าตัดเพื่อลดการไหลย้อนของกรด ไม่ว่าการรักษาจะเป็นแบบใด การรักษาให้เร็วที่สุดจะช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดมะเร็งในหลอดอาหารได้

5. กรดไหลย้อนกับมะเร็งหลอดอาหาร ความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

การเป็นกรดไหลย้อนเรื้อรังถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดมะเร็งหลอดอาหาร เนื่องจากการที่กรดไหลย้อนขึ้นมาสัมผัสเยื่อหลอดอาหารบ่อยๆ จะกระตุ้นให้เซลล์บริเวณหลอดอาหารมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ภาวะ Barrett’s Esophagus ซึ่งถือว่าเป็นภาวะก่อนมะเร็ง การตรวจวินิจฉัยเร็วจะช่วยในการรักษาและลดโอกาสเกิดมะเร็งได้ โดยวิธีการตรวจที่ใช้กันทั่วไปคือการส่องกล้อง (endoscopy) เพื่อดูหลอดอาหาร การตรวจและรักษาแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในหลอดอาหารและรักษาคุณภาพชีวิตของเราไว้ได้

“โรคกรดไหลย้อน” มีวิธีการรักษาอย่างไร ?

1.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  • พฤติกรรมในการรับประทานอาหาร ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารอาหารบางอย่างที่มีความสุ่มเสี่ยงทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนมากขึ้น เพราะอาหารกลุ่มนี้มักจะเป็นอาหารที่ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนปลายมีการผ่อนคลายตัวและไม่กระชับ
  • พฤติกรรมส่วนตัว ลดน้ำหนัก เพราะการที่เรามีน้ำหนักตัวเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน หรือดูจากดัชนีมวลกายเป็นหลัก เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนเป็นมากขึ้นหรือรุนแรงมากขึ้นได้ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่
  • พฤติกรรมการนอน เราไม่ควรที่จะนอน หรือปรับพฤติกรรมการเอนตัวลงไปในท่านอนทันทีหลังจากรับประทานอาหาร ควรเว้นห่างอย่างน้อย 3 ชั่วโมง

ขอบคุณข้อมูล Dr.Jade Happy Life , https://www.nonthavej.co.th/

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...