โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไข้หวัดนก ถึง “อหิวาต์หมู” … บทเรียนซ้ำซาก

The Story Thailand

อัพเดต 17 ม.ค. 2565 เวลา 01.24 น. • เผยแพร่ 17 ม.ค. 2565 เวลา 01.24 น.

ปรากฏการณ์ "โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร” หรือ ASF (African swine fever) จนล้มตายเป็นเบือนั้น มีการประเมินว่าโรคระบาดครั้งนี้มีหมูจากฟาร์มต่าง ๆ ทั่วประเทศล้มตายมากเป็นประวัติการณ์ราว ๆ 700,000 ตัว มูลค่าความเสียหายรวมไม่ต่ำกว่า 150,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

จะว่าไปแล้วกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด รวมถึงการแก้ปัญหาและ "การปกปิดข้อมูล" ของ "รัฐบาล" และ "หน่วยงานราชการไทย" ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมปศุสัตว์ ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่เช่นกัน กรณีที่เป็นดัชนีชี้วัดความล้มเหลวและความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลและระบบราชการไทยได้ดีที่สุด คือ กรณีโรคไข้หวัดนกระบาดในฟาร์มไก่เมื่อเกือบ ๆ 20 ปีที่แล้ว

หากย้อนกลับไปราว ๆ ปี 2546-2549 ประเทศไทยเกิดการแพร่ระบาดของ "ไข้หวัดนก" ถึง 3 ระลอกใหญ่ ๆ ทำให้ผู้เลี้ยงไก่โดยเฉพาะฟาร์มขนาดกลางและฟาร์มรายย่อยได้รับความเสียหายอย่างหนัก จนต้องเลิกอาชีพนี้ไปเลย รวมถึงก่อให้เกิดผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมมากมาย ได้มีการประเมินความสูญเสียด้านการส่งออกสัตว์ปีกมากกว่า 100,000 ล้านบาท รวมถึงมีการทำลายไก่ไปมากกว่า 60 ล้านตัว มีคนต้องตกงานนับแสนคน 

การแก้ปัญหาของรัฐบาลและหน่วยงานราชการไทยในกรณีไข้หวัดนกเมื่อ 20 ปีที่แล้วก็คล้าย ๆ กรณีโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่กำลังระบาดในปัจจุบัน กล่าวคือ ทั้งไร้ประสิทธิภาพและมีการ "ปกปิดข้อมูล" ทั้งที่โรคไข้หวัดนกเริ่มเข้ามาระบาดในประเทศไทยตั้งแต่ปลายปี 2546 และพบว่ามีไก่และสัตว์ปีกล้มตายเป็นจำนวนมากจนเป็นข่าวใหญ่โต แต่รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรงเกษตรฯ สมัยนั้นรวมถึงกรมปศุสัตว์ก็ยืนยันว่าไม่ใช่ไข้หวัดนก กลับบอกว่าไก่และสัตว์ปีกที่ล้มตายเพราะเป็น "อหิวาตกโรค" หรือ "เป็นโรคหลอดลมอักเสบ" ซึ่งมีความรุนแรงน้อยกว่า  

จากการปกปิดข้อมูลเหล่านี้นี่เอง ทำให้โรคไข้หวัดนกแพร่ระบาดลุกลามใหญ่โตจนผู้เลี้ยงได้รับความเสียหายอย่างหนัก กระทั่งต่อมามีผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดพากันออกมายืนยันหนักแน่น รวมถึงสื่อมวลชนต่าง ๆ ช่วยกันนำเสนอข่าวกันคึกโครม และช่วยกันเปิดโปงพฤติกรรมรัฐบาลและนักการเมืองและข้าราชการที่ปกปิดข้อมูล 

ในที่สุดรัฐบาลในขณะนั้นก็ต้องออกมายอมรับ แต่กว่าจะออกมายอมรับได้ก็ใช้เวลานาน ต้องแสดงหลักฐานและผลการสอบสวนโรคในห้องแล็บเพื่อยืนยัน แต่ทุกอย่างก็สายเกินไป เพราะโรคได้ระบาดออกไปจนยากควบคุม และสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินของเกษตรกรจำนวนมาก 

เบื้องหน้าเบื้องหลังเรื่องนี้ต่อมาทราบว่าเป็นเพราะรัฐบาลสมัยนั้นเกรงอกเกรงใจกลุ่มทุนเจ้าของฟาร์มรายใหญ่ที่ส่งออกไก่ไปต่างประเทศ หากรัฐบาลยอมรับว่าไก่ที่ตายเกิดจากไข้หวัดนกจะกระทบภาพลักษณ์ธุรกิจส่งออกไก่ได้

นอกจากจะปกปิดข้อมูลแล้ว แถมการแก้ปัญหาก็เลือกปฏิบัติ อย่างกรณีการเข้าตรวจสอบและทำลายไก่ในฟาร์มก็จะเลือกเข้าเฉพาะฟาร์มขนาดเล็กของชาวบ้าน ส่วนฟาร์มขนาดใหญ่ซึ่งเป็นระบบฟาร์มระบบปิดกลับไม่ยอมเข้าไปตรวจสอบและทำลาย ในการเลือกปฏิบัติเช่นนี้จึงเป็นสาเหตุสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้เชื้อไข้หวัดนกยังคงอยู่เพราะทำให้การตรวจสอบและทำลายไก่และสัตว์ปีกที่ติดเชื้อทำได้ไม่ทั่วถึง

อีกทั้งในการแก้ปัญหา รัฐบาลก็เน้น "สร้างภาพทางการเมือง" เช่นการจัดงานกินไก่โชว์ที่ทำเนียบรัฐบาลและท้องสนามหลวง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ชาวบ้านกล้ากินไก่ แต่ไม่ได้มีมาตรการในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

จะเห็นว่า 20 ปีผ่านไปประวัติศาสตร์ก็ยังซ้ำรอย การปัญหาของรัฐบาลและหน่วยงานราชการก็เป็นแบบเดิม ๆ อย่างกรณีหมูป่วยด้วยโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ทั้งที่ข้อมูลชี้ว่าโรคนี้เข้ามาระบาดในไทยตั้งแต่ 2562 และได้แพร่กระจายไปจังหวัดต่าง ๆ แต่ทางกรมปศุสัตว์ก็ปฏิเสธข่าวมาตลอด เพิ่งจะแถลงข่าวยอมรับความจริงเมื่อไม่กี่วันมานี่เอง คนในรัฐบาลเองก็ไม่มีใครออกมาพูดอะไรปล่อยให้มีการปกปิดเรื่องนี้มานานถึง 2 ปี

เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายหนึ่งเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่าคนเลี้ยงหมูเขารู้เรื่องนี้กันทั่ว แต่ก็พูดอะไรไม่ได้เพราะว่าต้องการขนย้ายหมูที่ยังไม่เป็นโรคออกจากฟาร์มเพื่อลดความสูญเสีย ซึ่งในการขนย้ายต้องมีใบอนุญาต แต่อำนาจออกใบอนุญาตขนย้ายขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ ฉะนั้นหากใครไม่ปกปิดเรื่องหมูป่วยก็จะไม่ได้รับอนุญาต เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูจึงตกอยู่ในสภาพหวานอมขมกลืน

ถามว่าทำไมต้องปกปิด ก็คงเป็นเหตุผลเดียวกับกรณีไข้หวัดนก นั่นคือ ต้องการ "ปกป้องการส่งออก" ทั้งที่การส่งออกหมูนั้นมีมูลค่าน้อยกว่าการบริโภคในประเทศมาก ในการส่งออกเนื้อสุกรชำแหละ เนื้อสุกรแปรรูป รวมทั้งการสูญเสียโอกาสการส่งออกสุกรมีชีวิตเป็นรวมกันปีละราว ๆ 20,000 ล้านบาทเท่านั้น จึงเทียบไม่ได้กับการบริโภคในประเทศ และความเสียหายของผู้เลี้ยงหมูรายย่อย

อย่าลืมว่าการปกปิดข้อมูลทำให้ฟาร์มขนาดกลางและผู้เลี้ยงรายย่อยต้องล้มหายตายจาก ต้องออกจากวงจรธุรกิจนี้กว่าแสนราย การหลับหูหลับตาปกป้องการส่งออกเอาใจกลุ่มทุนและผู้เลี้ยงรายใหญ่จึงได้ไม่คุ้มเสีย

ผู้เขียน: ทวี มีเงิน …. นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ คอลัมนิสต์ อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ธุรกิจยักษ์ใหญ่ ผู้คร่ำหวอดในวงการสื่อหนังสือพิมพ์ธุรกิจมากว่า 30 ปี

บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน

ไขความจริง “วิกฤติหมู” ที่ไม่หมู

ระเบิดเวลา …หรือ “ยากระตุ้นเศรษฐกิจ”

ภาษีขายหุ้น…ฤาจะ “กระตุกหนวดเสือ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...