โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“ธนกร”หนุนรัฐบาลออก“คนละครึ่ง”เวอร์ชันใหม่กระตุ้นกำลังซื้อ

ข่าวเวิร์คพอยท์ 23

อัพเดต 29 พ.ค. 2568 เวลา 16.26 น. • เผยแพร่ 29 พ.ค. 2568 เวลา 16.26 น. • ข่าวเวิร์คพอยท์

(29พ.ค.68) นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.บัญชี รายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) ร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2569 ว่า วันนี้งบประมาณปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 0.7% ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ

"วันนี้งบปี 69 ไม่ใช่เครื่องมือประคองในระยะสั้นเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ให้สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ เพราะปัจจุบันเราได้รับผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศเรื่องสงครามการค้าโลก" นายธนกร กล่าว

นายธนกร กล่าวต่อไปว่า โดยเมื่อไปดูในเนื้อหางบประมาณยังคงจัดงบประมาณในรูปแบบเดิมอยู่ ซึ่งมีรายจ่ายประจำสูงถึง 70.2% ทำให้ไปเบียดบังงบลงทุนเหลือแค่ 22.9% จึงทำให้การพัฒนาเดินหน้าไปได้ยาก จึงเสนอให้จำกัดรายจ่ายประจำไม่เกิน 68 - 69% และขอให้กันงบลงทุนไว้ที่ขั้นต่ำต้อง 25% เพื่อใช้ในการลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาเทคโนโลยี พัฒนาทุนมนุษย์

นายธนกร กล่าวอีกว่า ในภาพรวมของเศรษฐกิจวันนี้คิดว่ามีปัญหาสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันมีความเปราะบางเป็นอย่างมาก มีแรงต้านสูง สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ ได้แถลงตัวเลข GDP ไตรมาสแรกของปี 68 ขยายตัวแค่ 3.1% เท่านั้น เพราะมีปัจจัยจากปริมาณการส่งออกและการลงทุนภาครัฐเศรษฐกิจไทยแม้เติบโตแต่ก็มีปัญหาเพราะขับเคลื่อนยากมาก ภาคอุตสาหกรรมหดตัว ภาคท่องเที่ยวโดยเฉพาะจีน หายไปกว่า 40%

"ฝากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาด้วยว่าจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร เพราะในช่วงโควิดระบาดนักท่องเที่ยวจีนหายไปแค่ 35% แต่วันนี้หนักกว่าช่วงโควิด" นายธนกร ระบุ

นายธนกร กล่าวด้วยว่า ประเทศมีปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมและปัญหาแรงกดดันจากภายนอก ศักยภาพการเติบโตเหลือแค่ 3% เมื่อเทียบกับเวียดนามที่โต 6 -7% แล้ว วันนี้เกิดความเปราะบางด้านสงครามการค้า โดยเฉพาะกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา ตนเคยเสนอว่าให้ใช้อดีตผู้นำซึ่งเป็นญาติของนายกฯ และใช้นักธุรกิจของไทยไปเจรจา มองว่าเรื่องการเจรจากับสหรัฐฯ รัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว

"วันนี้การส่งออกไปสหรัฐอเมริกา สูงถึงร้อยละ 17.2 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด หรือประมาณร้อยละ 10 ของGDP เพราะฉะนั้นถ้าดำเนินการไม่ได้ ไทยจะเสียหายกว่าปีละ 3แสนล้าน กระทบแรงงานกว่า 100,000 อัตรา เพราะฉะนั้นวันนี้รัฐบาล ได้ส่งทีมไปเจรจาก็ต้องทำควบคู่กันไป" นายธนกร กล่าว

นายธนกร กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้โครงสร้างแรงงานของประเทศไทยยังไม่ตอบโจทย์เพราะส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรมกว่า 60 % ไม่มีความเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายเรื่องของยานยนต์ไฟฟ้าอีวี และเซมิคอนด็อคเตอร์ ซึ่งต้องขับเคลื่อนในเรื่องนี้เพิ่มเติม ซึ่งทุกคนทราบดีว่าสถานะทางการคลังของประเทศมีความเปราะบางเป็นอย่างมาก เพราะระดับหนี้สาธารณะของไทย ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 64.4% แม้ว่าอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง แต่ตนคิดว่ามันตึงตัวมาก ซึ่งต้องดูในเรื่องนี้

นายธนกร เสนอว่า การจัดทำงบประมาณต้องมีการทำเพื่อเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยจะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างมีเป้าหมาย โดยเฉพาะเรื่องการเบิกจ่าย การลงทุนโครงการขนาดใหญ่โลจิสติกต้องสนับสนุนมาตรการชั่วคราวที่เคยพูดหลายครั้งเพื่อเพิ่มกำลังซื้อ เรื่องการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

"ขอให้มีการทำโครงการคนละครึ่งเวอร์ชันใหม่ขึ้นมา หากปรับให้เหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจวันนี้ เชื่อว่าจะช่วยเหลือประเทศได้ ซึ่งรัฐบาลในชุดนี้คงต้องทำเนื่องจากนโยบายดี ๆ ในรัฐบาลชุดที่แล้วก็เห็นหลายอย่างที่รัฐบาลชุดนี้ทำต่อ" นายธนกร กล่าว

นายธนกร กล่าวต่อไปอีกว่า ส่วนการลงทุนระยะยาว จะต้องมีการยกระดับขีดความสามารถของประเทศจะต้องมีการจัดตั้งกองทุนเปลี่ยนผ่านประเทศ สนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียว อุตสาหกรรมดิจิทัล และยานยนต์ EV และจะต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจขนาดใหญ่เรื่องดิจิทัล 5G Big Data และการผลักดันภาษีใหม่เช่นคาร์บอนแทรคก็ต้องทำ

“จัดงบปี 69 ไม่ใช่บริหารแค่ 1 ปี แต่ต้องมองในระยะยาว ต้องกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ เป็นการใช้จ่ายที่ มีเป้าหมายชัดเจนสมดุล สร้างอนาคตใหม่ การสร้างวินัยทางการเงินการคลังที่ยั่งยืน วันนี้ก็ให้กำลังใจรัฐบาล เพราะปัญหาการเมืองก็มีหลากหลาย เป็นเวลาที่ต้องลดเรื่องการเมืองลงเอาบ้านเมืองเป็นหลัก เชื่อว่าจะสามารถเดินหน้าประเทศไปได้” นายธนกร ย้ำ

ข่าวเวิร์คพอยท์23

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...