พิษภาษีทรัมป์-การเมืองไม่นิ่ง ฉุดดัชนีเชื่อมั่นเม.ย. ต่ำสุดรอบ 7 เดือน จี้รัฐเร่งอัดงบกระตุ้นศก.
พิษภาษีทรัมป์-การเมืองไม่นิ่ง ฉุดดัชนีเชื่อมั่นเม.ย. ต่ำสุดรอบ 7 เดือน จี้รัฐเร่งอัดงบกระตุ้นศก.
เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยประจำเดือนเมษายน 2568 ช่วงที่สำรวจข้อมูล 23 เมษายน 2568 จำนวนตัวอย่าง 369 ตัวอย่าง พบว่า ความเชื่อมั่นภาพรวมปรับลดลงอยู่ที่ระดับ 48.3 จากระดับ 48.9 เทียบกับช่วงเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ดัชนีปัจจุบันอยู่ที่ 45.2 ลดลงจาก 45.6 ส่วนดัชนีในอนาคตอยู่ที่ 51.4 ลดลงจาก 52.3 ถือเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 2 เดือนติดต่อกัน โดยจากเดิมประเมินเศรษฐกิจไทยจะมีอุปสรรคด้านการส่งออกที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้เม็ดเงินต่อเศรษฐกิจหายไปประมาณ 1.6 แสนล้านบาท ซึ่งต้องมีผลบังคับใช้ทันที แต่ผลเริ่มต้นในเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ความเสียหายจึงคาดว่าจะอยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยย่อตัวลง 0.9-1% โดยหอการค้าจะมีการปรับคาดการณ์การเติบโตจีดีพีไทยปี 2568 อีกครั้งในสัปดาห์ถัดไป ซึ่งคาดว่าจะอยู่ประมาณ 1.8-2.2% มีค่ากลางที่ 2%
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคมีบรรยากาศชัดมากว่า นักธุรกิจกังวลถึงสงครามการค้า โดยเฉพาะจังหวัดที่เป็นเขตอุตสาหกรรม อาทิ กรุงเทพ ปริมณฑล ภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งมีจีดีพีรวมกัน 60% ของทั้งประเทศ โดยจุดเปราะบางคือ ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการหอการค้าไทยทั้งหมด อยู่ในแดนต่ำกว่า 50 ทุกภาค ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 สะท้อนถึงกำลังซื้อผู้บริโภคที่ถอยลง แม้อุตสาหกรรมบางจังหวัดจะพอไปได้ รวมถึงการท่องเที่ยวในบางภูมิภาค อาทิ ภาคใต้ที่ยังอยู่ในโซนดูดี ภาคการท่องเที่ยวจึงน่าจะพอรับได้ แม้จีนจะหายไป
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ภาคการท่องเที่ยว แม้เป็นเทศกาลสงกรานต์ แต่หลายจังหวัดมองว่าไม่ได้มีความคึกคักอย่างที่คาดหวังไว้ มีแค่เมืองหลักเท่านั้นที่มีความคึกคักบ้าง ส่วนภาคการเกษตรแม้มีบางรายการที่ราคาปรับดีขึ้น แต่สถานการณ์ในปัจจุบันพืชเกษตรยังแย่อยู่ ด้านภาคอุตสาหกรรมยังได้อานิสงส์ในการส่งออกช่วงเดือนเมษายนอยู่ โดยคาดการณ์ช่วง 6 เดือนต่อจากนี้ มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นกว่าปัจจุบัน แต่ยังชะลอตัวลง เพราะมีมุมมองว่าสถานการณ์จะดีขึ้นหรือแย่ลงไม่แตกต่างกัน รวมถึงการลงทุนยังคงแย่อยู่ ปี 2568 ผู้ประกอบการมองว่าการลงทุนของภาคเอกชนอาจชะลอตัวลงต่อเนื่อง
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนเมษายน 2568 ปรับตัวลดลงจากระดับ 56.7 เป็น 55.4 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และอยู่ในระดับที่ต่ำสุดในรอบ 7 เดือนนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 เช่นเดียวกับความเชื่อมั่นปัจจุบันที่ลดลงจาก 40.8 เป็น 39.8 และความเชื่อมั่นในอนาคตที่ลดลงจาก 64.4 มาอยู่ที่ระดับ 62.9 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ลดลงอยู่ที่ระดับ 49.3 จาก 50.5 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำ อยู่ที่ 53.0 ลดลง จาก 54.2 และความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 53.0 ลดลงจาก 64.4 โดยความเชื่อมั่นลดลงมาจากสงครามการค้าที่เริ่มต้นเดือนกุมภาพันธ์ ราคาพืชผลทางการเกษตรหลักๆ ได้แก่ ข้าว ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง ที่เทียบราคาปี 2567 มีการย่อตัวลง เม็ดเงินที่จะสะพัดในตลาดสินค้าเกษตรมีลดลง รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองไทย ทั้งข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) และศึกสีน้ำเงินและแดง สถานการณ์หมายเลขชั้น 14
“การเมืองเป็นสถานการณ์ที่เจือเข้ามาเป็นระยะๆ จนคนส่วนใหญ่มองการเมืองในปัจจุบันและอนาคตไม่โดดเด่น สะท้อนมุมมองทำให้คนไม่กล้าใช้จ่าย ดัชนีความเหมาะสมท่องเที่ยวซื้อรถ ซื้อบ้าน ทำธุรกิจเอสเอ็มอี อยู่ในระดับต่ำสุดตั้งแต่ 7 เดือน 25 เดือน และมี 26 เดือนด้วย แล้วแต่รายการที่จะทำ ผู้บริโภคจึงไม่ค่อยกล้าจับจ่ายใช้สอยโดยเฉพาะสินค้าคงทนถาวร ทั้งบ้าน รถ และการท่องเที่ยว สถานการณ์นี้เริ่มมีผลต่อระบบเศรษฐกิจที่คนจับจ่ายใช้สอบยน้อยลง รวมถึงผู้ประกอบการสะท้อนถึงยอดขายที่หายไปด้วย ส่งผลไปถึงดัชนีความสุขในการดำเนินชีวิตที่ปรับลดลงรอบ 26 เดือน” นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า เรายังไม่เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม อย่างการแจกเงินให้กลุุ่มวัยรุ่น 16-20 ก็ถูกเลื่อนออกไปในเบื้องต้น ส่วนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจะต้องรอถึงครึ่งหลังของปี 2568 แต่รัฐบาลประกาศว่าจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม มองว่ารัฐบาลจะหยิบเม็ดเงิน 2-5 แสนล้านบาทมากระตุ้นเศรษฐกิจครึ่่งปีหลัง แต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขว่า รัฐบาลจะยังอยู่หรือไม่ หากสะดุดหยุดไปผ่านการยุบสภา จะทำให้งบประมาณแผ่นดินหยุดไป 3-6 เดือน จึงขึ้นอยู่กับว่าจะมีอุบัติเหตุทางการเมืองหรือไม่ อาทิ การยุบสภา หากมีการยุบสภาจะกังวลเรื่องงบประมาณไม่ผ่าน และการเจรจาการค้ากับสหรัฐจะเป็นรัฐบาลรักษาการหรือรัฐบาลจริง ซึ่งมีผลต่อการเจรจาการค้า การเมืองน่าจะหาทางออกที่ไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจ แต่ปัจจัยการเมืองถือเป็นปัจจัยเสี่ยงในช่วงถัดไป
“ปัจจัยที่ต้องติดตามคือ 1.มาตรการกระตุ้นรัฐยังไม่ออก 2.การเมืองเสี่ยง 3.ราคาพืชเกษตร และ 4.เศรษฐกิจที่ซึมยังไม่ได้ถูกเยี่ยวยาเป็นพิเศษ แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะลดดอกเบี้ยลง 2 ครั้งแล้ว จึงมองว่ากำลังซื้อจะนิ่งๆ แบบนี้ ความเชื่อมั่นเป็นทิศทางขาลงต่อเนื่อง จึงอยากให้รัฐบาลเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อดึงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวช่วงปลายปีมากขึ้น โดยสนับสนุนการไม่ใช้โครงการดิจิทัลวอลเล็ตแจกเงินหมื่น แต่ใช้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ตัวคูณหมุนมากขึ้น เกิดการจ้างงานในพื้นที่เพิ่มเติม” นายธนวรรธน์ กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิษภาษีทรัมป์-การเมืองไม่นิ่ง ฉุดดัชนีเชื่อมั่นเม.ย. ต่ำสุดรอบ 7 เดือน จี้รัฐเร่งอัดงบกระตุ้นศก.
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th