โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

อาการป่วยสังคมไทยวันนี้ : โรคซึมเศร้า+โรคตาลขโมย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 20 มี.ค. 2567 เวลา 02.51 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. 2567 เวลา 02.51 น.

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

อาการป่วยสังคมไทยวันนี้

: โรคซึมเศร้า+โรคตาลขโมย

ถ้าเราไม่ทบทวนยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง ท้ายที่สุดเราก็อาจจะตกอยู่ในสภาพ

ยิ่งพัฒนา ยิ่งเหลื่อมล้ำ

ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งล้าหลัง

กลายเป็นรัฐกึ่งล้มเหลว

ตกอยู่ในภาวะที่เรียกว่า Permacrisis

แปลตรงตัวคือ “วิกฤตถาวร”

หรือระยะเวลาอันยาวนานของความไม่มั่นคงและความไร้เสถียรภาพ (an extended period of instability and insecurity)

หรืออีกนัย ก็นิยามว่าเป็น “ช่วงระยะเวลาหนึ่งของความไม่มั่นคงและความไม่มั่นคงที่ยืดเยื้อ”

เป็นสภาวะหลังการระบาดใหญ่ของ Covid ท่ามกลางสงครามรัสเซีย-ยูเครน และในช่วงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจซึ่งส่งผลให้ต้นทุนทุกอย่างแพงขึ้น

กลายเป็น “วิกฤตของการดำรงชีวิตอยู่” ที่มีผลกระทบไปทั่วโลก

แต่สำหรับไทยแล้ว เราอาจจะก้าวเข้าสู่ภาวะ Permacrisis โดยไม่รู้ตัว

เพราะเราหลอกตัวเองว่าได้ก้าวพ้นความเป็นโลกที่สามแล้ว กำลังจะเป็นประเทศรายได้ปานกลางและน่าจะขยับขึ้นเป็นประเทศที่ร่ำรวยได้

แต่แล้วเราก็ติดอยู่กับ “กับดักรายได้ปานกลาง” มายาวนาน

จนถึงวันนี้ยังไม่รู้ว่าเราจะมีวิธีการหลุดออกจากบ่วงนี้ได้อย่างไร

เราอาจจะเห็นสถิติว่าคนส่วนใหญ่พ้นจากเส้นความยากจนแล้ว

แต่ความเป็นจริงที่มิอาจปฏิเสธได้คือสินทรัพย์หรือความมั่งคั่งของสังคมไทยมีลักษะ “กระจุกตัว”

ความรวยกระจุก ความจนกระจาย

ดูเหมือนจะดีขึ้น แต่ความจริงแย่ลง

รัฐบาลชุดนี้บอกว่าเราอยู่ใน “วิกฤต” มากว่าสิบปี แต่ถึงวันนี้ก็ยังมองไม่เห็นหนทางที่จะแหวกหนีจากภาวะตีบตันนั้นได้

เพราะแม้จะมีเงินแจกคนละหมื่นยื่นให้ 50 ล้านคนก็คงเป็นเพียงยาแก้ปวดชั่วคราวเท่านั้น

ตราบที่ยังไม่มีการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืนและถาวร

ข้อมูลแบงก์ชาติบอกว่าคนไทยมีเงินฝากในธนาคาร 110 ล้านบัญชี และกว่าร้อยละ 90 มีเงินฝากเฉลี่ยเพียง 4,000 บาท

ที่น่าตกใจมากไปกว่านั้นคือสินทรัพย์ของคนไทยส่วนใหญ่เริ่มหลุดมือไปมากขึ้นเรื่อยๆ

เพราะเกษตรกรเป็นหนี้มากขึ้น จึงต้องขายไร่นาเพื่อไปใช้หนี้บ้าง ขายที่เพื่อส่งลูกเรียนบ้าง

กลายเป็นที่ว่าที่ดินไปตกอยู่ในมือของคนจำนวนหนึ่งเท่านั้น

สถิติที่น่าตกใจบอกว่า คนไทย 20% ที่รวยที่สุดเป็นเจ้าของที่ดิน 80% ของทั้งประเทศ

คนจนที่สุด 20% เป็นเจ้าของที่ดินเพียง 0.25%

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล บอกว่า เศรษฐกิจไทยวันนี้เป็น “โรคซึมเศร้า” เรื้อรัง

ไร้ชีวิตชีวา ไร้ความกระตือรือร้น และไร้ความหวัง

เท่านั้นไม่พอ วันนี้สังคมไทยยังมีโรคมาซ้ำเติมอีกโรคคือ “โรคตาลขโมย”

หัวโต พุงป่อง แขนขาลีบ

ทั้งตัวก็โตไปมากกว่านี้ไม่ได้

มิหนำซ้ำยังขยายตัวเฉพาะจุด นั่นคือมาโตอยู่ที่กรุงเทพฯ, อีอีซี และหัวเมืองหลักไม่กี่แห่งเช่นเชียงใหม่, ภูเก็ตเป็นหลัก

แต่ส่วนอื่นๆ ที่เหลือของประเทศโดยเฉพาะในชุมชนมีความอ่อนแอ, ปวกเปียก

ในชุมชนเหลือแต่ผู้สูงอายุและเด็ก

หนุ่มสาวมาหางานในโรงงานนอกชุมชนเดิมของตน พอมีลูกก็ส่งกลับไปหาตายายเลี้ยง

ผลก็คือเด็กไทยก็เติบโตมาโดยไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม

ชุมชนหลายแห่งก็ยากจนลง เป็นหนี้ และก็สูญเสียที่ดินของตนไป

ภาพที่เห็นคือยิ่งพัฒนา ประเทศก็ยิ่งอ่อนแอ

นั่นคือสภาวะอันตราย

ภาพที่เห็นในเมืองใหญ่คือการก่อสร้างที่ทันสมัย

ดร.กอบศักดิ์ที่ทำเรื่องการพัฒนาชนบทมายาวนานยอมรับว่า “สิ่งที่น่ากลัวคือยิ่งเราพัฒนา ประเทศเรายิ่งอ่อนแอลงเรื่อยๆ”

แม้ในเมืองหลวงเอง 30% ของประชากรอยู่ในแหล่งเสื่อมโทรม

และมีปัญหาในการดำรงชีพ

เอาเข้าจริงๆ ถ้าเรากล้าเผชิญกับความเป็นจริง ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยมีอยู่ทุกที่…เราจะมองมันให้ลึกหรือเปล่า

และใช่ว่าจะไม่ได้ใช้งบประมาณเพื่อเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำ

ตัวเลขในงบประมาณปี 2566 นี้มีกิจกรรมยุทธศาสตร์ “สร้างความเสมอภาค, ลดความเหลื่อมล้ำ” จัดสรรไว้กว่า 7 แสนล้านบาท

รัฐบาลเชื่อว่าเงินก้อนใหญ่นี้คือการโอนเงินให้คนจน

ในรูปของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, เบี้ยคนชรา เป็นต้น

นักการเมืองคิดว่านี่คือคำตอบ

แต่ความจริงไม่ใช่

เพราะความเหลื่อมล้ำที่เป็นปัญหานั้นคือคนสองกลุ่มที่วิ่งได้ไม่เท่ากัน

เหมือนวิ่งมาราธอน

หากวิ่งเกาะกลุ่มกัน ความเหลื่อมล้ำอาจจะลดลง

แต่เมื่อวิ่งไป คนกลุ่มต่างๆ ก็ยิ่งวิ่งออกห่างจากกัน ช่องว่างระหว่างกลุ่มคนต่างๆ ก็ยิ่งห่างออกไปอีก

รัฐบาลมักคิดว่าการช่วยคนจนก็คือการช่วย “พอให้เขายืนขึ้นมาได้”

ทั้งๆ ที่ความจริงต้อง “ช่วยให้เขาวิ่งได้”

หากคิดว่าการเอาเงินคนรวยมาแจกคนจนคือการช่วยเหลือคนด้อยโอกาสแล้ว ก็เป็นการมองผิดความเป็นจริง

เพราะคนกลุ่มหนึ่งวิ่งได้อย่างเต็มพิกัด

แต่อีกหลายกลุ่ม (ซึ่งเป็นส่วนใหญ่) กลับยังเดินไม่ได้ด้วยซ้ำ

“รัฐบาลคิดว่าแจกเงินแล้วจบ แต่ความจริงมันไม่จบเพราะว่ามันคือความต่างของความสามารถก้าวไปข้างหน้าของคนสองกลุ่ม…” ดร.กอบศักดิ์บอก

แต่รัฐบาลคิดว่าใช้งบประมาณมากมาย ปีละไม่น้อยกว่า 7 แสนล้านแล้วก็น่าจะต้องถือว่าได้ทุ่มเทเต็มกำลังแล้ว

“ผมว่ารัฐบาลขาดความเข้าใจเรื่องตลาด” ดร.กอบศักดิ์ซึ่งเคยทำงานทั้งเป็นรัฐมนตรีและคุ้นเคยกับเอกชนบอก

ชุมชนและผู้มีรายได้น้อยจะสามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่างเข้มแข็งโดยไม่ถูกทิ้งเอาไว้ข้างหลังนั้นจะต้องวิ่งให้ทัน

เพียงแค่รับเงินที่รัฐบาลแจกมานั้นไม่สามารถทำให้ชาวบ้านวิ่งได้ เพราะก็ยังต้องพึ่งพารัฐบาลอยู่

“การจะวิ่งได้ รัฐบาลต้องช่วยให้ชาวบ้านเข้าถึงตลาดเพราะนั่นคือรายได้หลัก”

รัฐบาลบอกว่าจะต้องสอนให้ชาวบ้านตกปลา

“แต่คนสอนเองก็ไม่เคยตกปลาเลย…ตกปลาไม่เป็น!” ดร.กอบศักดิ์พูดแล้วพลางหัวเราะร่วน

ข้าราชการไปบอกชาวบ้านว่า “คุณป้าคุณลุงต้องทำ logistics ต้องทำ packaging ต้องทำ e-commerce”

แต่คนสอนไม่เคยทำ ไม่มีประสบการณ์ ไม่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวเรื่องการผลิตและการขายของมาก่อน

ลงท้ายก็เท่ากับเตี้ยอุ้มค่อมเท่านั้น

สําหรับคนที่เข้าไปทำงานในรัฐบาลกว่า 6 ปี ดร.กอบศักดิ์ได้บทเรียนที่ลุ่มลึกหลายประการ

“ตอนนี้ ผมอายุมากพอที่จะพูดอะไรตรงไปตรงมาแล้ว ไม่ต้องเกรงใจใครแล้ว” ดร.กอบศักดิ์บอกผม

ผมยืนยันว่าเมื่อคนเราถึงอายุวัยที่อาวุโสระดับหนึ่ง และไม่ต้องเป็นหนี้บุญคุณนักการเมืองคนใดก็ต้องพูดความจริงที่ประสบมา

อย่างน้อยก็จะได้ไม่รู้สึกเสียใจก่อนจะจากโลกนี้ไปว่า “ไม่เสียชาติเกิด” ได้อย่างเต็มปาก

รัฐบาลสอนให้ชาวบ้านผลิตสินค้าต่างๆ โดยเชื่อว่าจะช่วยสร้างรายได้

แต่ไม่ได้คุณภาพที่ตลาดต้องการ

“ตอนทำก็สนุกสนาน ออกข่าวกันคึกคัก แต่เมื่อไม่เป็นที่ต้องการของตลาดก็กองกันอยู่ตรงนั้น”

นั่นคือคำอธิบายว่าทำไมใช้เงินตั้งเยอะ แต่ไม่ลดความเหลื่อมล้ำ

แต่เมื่อเกิดนิสัยต้องแจกเงิน ก็กลับมาใช้วิธีแจกเงินต่อไป

ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่ได้แก้ปัญหาตรงจุดแต่อย่างไร

ท้ายที่สุด ทางออกคือจะต้องให้เอกชนต้องเข้ามามีบทบาทอย่างมีนัยสำคัญ

เพราะการแจกเงินของรัฐบาลไม่สามารถทำให้ชาวบ้านขายสินค้าเข้าตลาดได้

ทำไมเอกชนต้องช่วย

“คำตอบคือถ้าเอกชนไม่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำของสังคม อีกหน่อยเอกชนไม่ว่าจะร่ำรวยแค่ไหนก็อยู่ไม่ได้ เพราะเอกชนจะนั่งอยู่ส่วนบนของพีระมิดขณะที่คนส่วนใหญ่ของประเทศยังลำบาก และจะลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ…”

สังคมใดที่มีความเหลื่อมล้ำมากขึ้นตลอดเวลา สังคมนั้นก็จะเกิดความแตกแยก และสังคมก็จะปั่นป่วน ความรุนแรงก็จะตามมา และธุรกิจเองก็อยู่ไม่ได้

สังคมก็จะมีอันล่มสลาย

นี่คือคำอธิบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุด

ส่วนเอกชนจะช่วยอย่างไร รัฐจะต้องแก้กฎกติกาให้คล่องตัวขึ้นอย่างไร ใครในสังคมต้องทำอะไรบ้าง เป็นอีกหัวข้อใหญ่ที่ต้องระดมความคิดความอ่านกันครั้งใหญ่กันเลยทีเดียว!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อาการป่วยสังคมไทยวันนี้ : โรคซึมเศร้า+โรคตาลขโมย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...