“NEET” ปัญหาทางสังคม...ที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” ของทุกประเทศ !!!
Where2put Ur Money: ในยุคที่ “ภาวะเศรษฐกิจถดถอย” ตลาดแรงงานมีคนตกงานกันมากขึ้น เนื่องจากการจ้างงานที่ลดลง บางบริษัทก็ปิดกิจการลง บางบริษัทมีการลดขนาดองค์กรด้วยการเลิกจ้าง หรือปลดพนักงาน บางบริษัทมีการเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานจากเต็มเวลา (Full Time) มาเป็นการจ้างงานแบบชั่วคราว (Part-time)แทน ส่งผลให้ “อัตราการว่างงาน” เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“งานวิจัยพบว่า คนในช่วงอายุ 15-24 ปี ถูกเลิกจ้างงานเป็นจำนวนมากในหลายประเทศทั่วโลก และยังเป็นกลุ่มประชากรที่ตกงานมากกว่าคนในวัยอื่นๆ ขณะที่บัณฑิตจบใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน ก็หางานได้ยากขึ้น และเสี่ยงต่อการว่างงานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การเรียน การฝึกงาน ตลอดจนการฝึกอบรมพัฒนาทักษะของพนักงานก็เริ่มหยุดชะงัก เนื่องจากสถาบันการศึกษา และสถาบันฝึกอาชีพมีการปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก รวมถึงการรับเด็กเข้าฝึกงาน และการฝึกอบรมพนักงานก็ลดจำนวนลง หรือเปลี่ยนมาเป็นการฝึกอบรมทางออนไลน์แทน”
อย่างไรก็ตาม กลับมีปรากฎการณ์ที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ไม่ยอมเข้าเรียน และไม่ยอมทำงานทำการอะไรเลย เอาแต่รอแบมือขอเงินพ่อแม่ใช้ ซึ่งสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น โดยบุคคลกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า “NEET” หรือที่เรียกกันในประเทศญี่ปุ่นว่า “นีทโตะ” ทั้งนี้ คำว่า “NEET” เป็นตัวย่อที่มาจากวลีที่ว่า “Not in Education, Employment or Training” ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศอังกฤษตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1990 เป็นต้นมาโดยสามารถแปลเป็นไทยตรงๆ ได้ว่า “ไม่ศึกษาเล่าเรียน ไม่ทำงาน หรือไม่เข้ารับการอบรมฝึกฝนใดๆ เลย”
หากจะกล่าวให้เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น “NEET” หมายถึง ปรากกฎการณ์ที่กลุ่มบุคคลซี่งมีอายุอยู่ระหว่าง 15 – 24 ปี ไม่ได้เข้าเรียน (ไม่อยู่ในระบบการศึกษา) ไม่ได้ทำงาน หรือไม่ได้ฝึกฝนทักษะอะไรเลย แต่จะเก็บตัวอยู่ในห้องลำพังเพียงคนเดียว และจะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ตนเองสนใจเท่านั้น เช่น เกม การ์ตูน คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ หรืออาจจะออกไปใช้ชีวิตเที่ยวเล่นไปวันๆ ไม่สนใจอะไรที่นอกเหนือไปจากตัวเอง
บางคนถึงขนาดหลอกลวงคนที่บ้าน และเพื่อนฝูงว่า มีหน้าที่การงานที่ดี โดยจะออกจากบ้านแต่เช้าแล้วกลับช่วงเย็นทุกวัน ทว่าในความเป็นจริงแล้วไม่ได้ไปทำงานแต่อย่างใด หากแต่ใช้ชีวิตเที่ยวเล่นให้หมดไปในแต่ละวันแทน คนพวกนี้จึงไม่แสวงหางานทำ (ที่ประเทศญี่ปุ่น จะเรียกบุคคลกลุ่มนี้ว่า "คนว่างงานด้วยความสมัครใจ") ไม่แต่งงาน และไม่ได้ทำอะไรให้แก่สังคมเลย แต่ยังคงพึ่งพาพ่อแม่ หรือครอบครัวของตนในเรื่องที่อยู่อาศัย และเรื่องการเงินเพื่อใช้จ่ายในการดำรงชีวิตต่างๆ ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้เกิด “NEET” อาจมาจาก
การที่บุคคลนั้นประสบความล้มเหลวในชีวิต ทั้งในวัยเรียนที่เครียดจากการเรียนไม่เก่ง และโดนกลั่นแกล้งจากเพื่อนๆ รวมถึงในวัยทำงานที่เต็มไปด้วยความเครียดจากการทำงานหนัก จนไม่สามารถทนแรงกดดันจากคนรอบข้างได้ จึงต้องปลีกตัวออกจากสังคมไปในที่สุด
การถูกกีดกัน หรือถูกด้อยค่าจากคนรอบข้าง หรือขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา หรือตลาดแรงงาน เนื่องจากความเหลื่อมล้ำทางการเงิน เพศ และเชื้อชาติ
การที่ทักษะ หรือความรู้ที่ตนมีอยู่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน จนทำให้รู้สึกว่า มองไม่เห็นอนาคตของตนเอง
การขาดแรงจูงใจ เบื่อง่ายหน่ายเร็ว ไม่กระตือรือร้น รักความสบาย ไม่ยอมอดทนต่อความยากลำบาก และไม่ชอบทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น
การเลี้ยงดูจากครอบครัวที่ตามใจกันจนมากเกินไป ทำให้ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้
“โดย ‘NEET’ มักถูกมองจากสายตาผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมว่า เป็นปัญหาส่วนตัวที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่เข้าข่ายเป็นพวกที่เกียจคร้าน เฉื่อยชา ไม่สู้งาน หรือทำตัวไม่มีค่า รอแต่แบมือขอเงินจากพ่อแม่ใช้ จนกลายเป็นภาระทางการเงินที่หนักหน่วงของพ่อแม่ และถ้าพ่อแม่เสียชีวิตไป NEET ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับความยากจน และกลายเป็นปัญหาของสังคมในที่สุด นอกจากนี้ ในบางประเทศที่มีนโยบายมอบเงินค่าครองชีพให้แก่ NEET ก็ทำให้เกิดกระแสการต่อต้านที่รุนแรงขึ้น เนื่องจากเงินค่าครองชีพดังกล่าวเป็นเงินภาษีของประชาชนทั่วไป แต่ NEET กลับไม่ได้มีส่วนร่วมในการเสียภาษี หรือทำคุณประโยชน์ใดๆ ให้แก่ประเทศเลย อีกทั้งในระยะยาว NEET ก็อาจส่งผลให้แรงงานที่มีทักษะในประเทศมีจำนวนลดน้อยลงจนทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานขึ้นได้”
ด้วยเหตุผลข้างต้น “NEET” จึงกลายเป็น “ปัญหาทางสังคม” ที่ไม่ควรถูกมองข้าม และหลีกเลี่ยงไม่ได้ของทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วยนั่นเอง!