โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ครุย” ร่องรอยภาษาและวัฒนธรรมเปอร์เซียในแผ่นดินสยาม

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 25 ก.พ. 2567 เวลา 05.33 น. • เผยแพร่ 25 ก.พ. 2567 เวลา 00.36 น.
พระเจ้ามะห์มูดทรงสวมเสื้อครุยพระราชทานจากกาหลิบกาดิร (จากหนังสือ Jami‛ al-Tawarikh ของ Rashid al-Din)

“ครุย” เสื้อครุย หรือชุดครุย ที่เราคุ้นเคยกันว่าเป็นยูนิฟอร์มสำหรับร่วมพิธีสำเร็จการศึกษาในระดับต่าง ๆ คือมรดกทางวัฒนธรรมและอิทธิพลทางภาษาจากดินแดน “เปอร์เซีย” หรืออิหร่านในปัจจุบัน

เรื่องนี้ศ. ดร. กุสุมา รักษมณีราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ อธิบายไว้ในหนังสือ กุหลาบเปอร์เชียในแดนสยาม (มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา) ซึ่งได้รางวัลดีเด่น หนังสือสารคดีด้านศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และชีวประวัติ จากการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2567 โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (สพฐ.)

อาจารย์กุสุมาชี้ให้เห็นว่า ธรรมเนียมการสวมใส่ ครุย หรืออาภรณ์ที่สื่อถึงการให้เกียรติ พบได้ในวัฒนธรรมเปอร์เซียมาเนิ่นนานแล้ว ก่อนราชสำนักอยุธยาจะรับมาใช้ทั้งรูปแบบของเสื้อและคำเรียก

ราชสำนักเปอร์เซียมีธรรมเนียมอย่างหนึ่งที่กษัตริย์หรือเจ้าผู้ครองรัฐจะประทานเสื้อคลุมที่เรียกว่า “เสื้อเกียรติยศ”(robe of honour) แก่ทูตต่างเมือง นักปราชญ์ หรือขุนนาง ฯลฯ เพื่อแสดงบารมีหรือรสนิยมสูงส่งของผู้มอบ รวมถึงแสดงออกถึงสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้มอบกับผู้รับ

หลักฐานสำคัญของธรรมเนียมนี้คือ ภาพวาดประกอบคำบรรยายเมื่อ ค.ศ. 1000 เป็นพระเจ้ามะห์มูดผู้ปกครองรัฐอิสระทางตะวันออกของเปอร์เซีย ได้รับเสื้อเกียรติยศจากกาหลิบการดิร แห่งราชวงศ์อับบาซียะฮ์ ประมุขของประชาชาชาติมุสลิมในขณะนั้น

โดยภาพวาดเป็นงานสีน้ำขนาดเล็กลงสีทองและเงิน อยู่ในหนังสือ ปูมจดหมายเหตุ(Jāmi’ al-tawārīkn) ของราชีด อัด ดีน(Rashīd-ad Dīn) นักประวัติศาสตร์เปอร์เซียสมัยราชวงศ์อิลข่าน

ในภาพ พระเจ้ามะห์มูดซึ่งประทับอยู่ท่ามกลางข้าราชบริพารกำลังสวมเสื้อเกียรติยศซึ่งเป็นเสื้อคลุมตัวยาว แขนยาว เปิดด้านหน้า เป็นผ้าปักทองประดับแถบสีแดงตามขอบเสื้อและต้นแขนปลายแขน

การประทานเสื้อเกียรติยศจะจัดเป็นพิธีอย่างเป็นทางการในราชสำนักหรือกลางชุมชน บางครั้งมีเครื่องยศอย่างอื่นประกอบด้วย เช่น ผ้าโพกศีรษะ ผ้าคาดเอว กางเกง รองเท้า อาวุธประดับตกแต่งม้า ฯลฯ คือเป็นเครื่องยศที่ครอบคลุมตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า บางครั้งจึงเรียกชุดนี้ว่า “หัวถึงเท้า” (sar-u pā)

ในวัฒนธรรมเปอร์เซีย การประทานเสื้อเกียรติยศมีนัยแสดงความพึงพอใจและมิตรไมตรีของเจ้าผู้ปกครองต่อผู้อยู่ใต้ปกครอง ธรรมเนียมนี้เฟื่องฟูในราชสำนักเปอร์เซียของราชวงศ์ศะฟะวีย์และกาญารมีในช่วงศตวรรษที่ 17-18 กระทั่งปลายศตวรรษที่ 19 ก็เสื่อมความนิยมลง และยกเลิกประเพณีนี้อย่างเป็นทางการโดยรัฐบาลอิหร่านเมื่อ ค.ศ. 1928

คำเรียกเสื้อเกียรติยศในภาษาเปอร์เซียคือ คิลอะห์(khil’at) เป็นคำที่รับมาจากภาษาอาหรับอีกที มีความหมายตรงตัวว่า“การเปลื้องเสื้อที่สวมอยู่ให้ผู้อื่น” คือประทานแก่ผู้ที่กษัตริย์โปรดปราน โดยอาจมอบฉลองพระองค์ที่ทรงสวมใส่อยู่ หรือจากคลังพระภูษาของกษัตริย์ก็ได้

ดูเหมือนราชสำนักอยุธยาในศตวรรษที่ 17 จะรู้จักธรรมเนียมดังกล่าวเป็นอย่างดี เพราะในบันทึกการเดินทางของคณะทูตเปอร์เซียจากราชสำนักกษัตริย์สุลัยมานแห่งราชวงศ์ศะฟะวีย์ กล่าวถึงเหตุการณ์ที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระราชทานเสื้อเกียรติยศ ผ้าโพกศีรษะ และผ้าคาดเอว แก่คณะราชทูตเปอร์เซีย โดยระบุว่า “เป็นเครื่องแต่งกายเกียรติยศตามข้อปฏิบัติของชาวอิหร่าน”

และบันทึกพระราชนิยมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่า “ทรงเริ่มสวมเสื้อผ้าแบบอิหร่าน คือ ‘เสื้อคลุมตัวยาว’ มีลวดลายปัก สนับเพลา เสื้อ รองพระบาท และถุงพระบาท”

“เสื้อคลุมตัวยาว” หรือฉลองพระองค์จากคำบรรยายตรงกับลักษณะของครุย และมีลักษณะเดียวกันกับ คิลอะห์ จึงเป็นไปได้ว่า คิลอะห์เป็นที่มาของคำว่า “ครุย” ในภาษาไทย

ตรงกับที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 นิยาม “ครุย” ว่า “ชื่อเสื้อจำพวกหนึ่งใช้สวมหรือคลุม มีหลายชนิด ใช้เป็นเครื่องประกอบเกียรติยศหรือแสดงหน้าที่ในพิธีการหรือแสดงวิทยฐานะ”

พระปฏิเวทย์วิศิษฏ์ มีความเห็นว่า เสื้อครุยเริ่มใช้ในสยามอย่างช้าไม่ต่ำกว่าแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ดังปรากฏในจดหมายเหตุออกพระวิสุทสุนทร เมื่อคณะราชทูตเข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรสาส์นแด่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ราชทูตอยุธยาแต่งตัวเต็มยศตามธรรมเนียมไทย คือสวมเสื้อเยียรบับมีกลีบทองและดอกไม้ทอง และสวมเสื้อครุย

ในสมัย รัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ยังมีพระราชกำหนดเสื้อครุย พ.ศ. 2454 โดยพระองค์มีพระราชปรารภตอนหนึ่งว่า “เสื้อครุยเป็นเครื่องแต่งตัวในงานเต็มยศใหญ่แต่โบราณมา…การที่ใช้เสื้อครุยนั้นสมควรจะมีพระราชกำหนดไว้ให้เป็นระเบียบเสียด้วย”

สำหรับครุยที่สวมใส่เนื่องในโอกาสเกี่ยวกับวิทยฐานะในสังคมไทย เกิดขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2440 เรียกว่าเสื้อเนติบัณฑิต ทำด้วยผ้าแพรหรือผ้าเสิร์จสีดำเรียบแบบอังกฤษ กระทั่ง พ.ศ. 2457 รัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานครุยเนติบัณฑิตอย่างไทยเป็นเสื้อครุยเสนามาตย์ คือเป็นผ้าโปร่งสีขาว ก่อนจะเปลี่ยนกลับมาเป็นผ้าแพรหรือผ้าเสิร์จสีดำอีกครั้ง ในสมัยรัชกาลที่ 8 (พ.ศ. 2479) และใช้มาถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ยึดรูปแบบของครุยตามพระราชกำหนด ที่ตราขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2473) คือเป็นครุยผ้าโปร่งสีขาว มีสำรดติดขอบรอบและต้นแขนปลายแขน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : เนื้อหานี้เก็บความจากตอนหนึ่งของหนังสือ ‘กุหลาบเปอร์เชียในแดนสยาม’ เขียนโดยกุสามา รักษมณี (มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา, 2566)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ครุย” ร่องรอยภาษาและวัฒนธรรมเปอร์เซียในแผ่นดินสยาม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...