ข้ามภพมาเป็นนางเอกที่ถูกทิ้ง
ข้อมูลเบื้องต้น
ทะลุมิติมาทั้งทีดันกลายเป็นองค์หญิงตกอับที่บิดาไม่รักและถูกเฉดหัวให้ไปอยู่ท้ายวัง แถมคนรักก็มาตีตัวออกห่าง อยู่ท่ามกลางเหล่านางร้ายนางอิจฉาทั้งหลายที่คอยแต่กลั่นแกล้งและใส่ร้ายป้ายสี…นี่มันวังหลวงหรือสมรภูมิรบกันแน่ !
นึกหรือว่าคนอย่างถิงถิงจะยอมเป็นเบี้ยล่างให้คนพวกนั้นรุมโขกสับรังแกกันง่ายๆ งานนี้เธอไม่ขอรับบทนางเอกเจ้าน้ำตาเป็นอันขาด ใครร้ายมา…แม่สวนกลับ ส่วนผู้ทิ้งก็หาใหม่เอาข้างหน้า เรื่องอะไรจะไปจมปลักอยู่กับผู้ชายห่วยๆ พรรค์นั้น
E-Book วางจำหน่ายที่ MEB และ Dek-D แล้วนะคะ
ไรท์แปะลิงค์ไว้ให้แล้วค่ะ ^^
E-Book ใน Dek-D
https://novel.dek-d.com/ebook/15912/
E-Book ใน MEB
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTEwNDMxMCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI5MzAzMSI7fQ
++++++++++++++++++
นิยายเรื่องนี้สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือนำส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน การกระทำโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายสูงสุด
ตอนที่ 1
หิมะที่กำลังตกโปรยปรายอย่างหนักในตอนนี้ ไม่สามารถดับโทสะที่เกิดขึ้นภายในใจของหวางเยี่ยนฮ่องเต้ได้ บัดนี้พระองค์และผู้ติดตามไท่กงกงกำลังมุ่งหน้าไปที่ตำหนักของพระชายาคนโปรดอย่างหม่ากุ้ยเฟยเพื่อจะดูให้เห็นกับตาว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หลังจากมีผู้พบเห็นบุรุษคนหนึ่งแอบเข้าไปในตำหนักเฝ่ยชุ่ยยามวิกาลเช่นนี้
ทันทีที่บานประตูห้องบรรทมถูกเปิดออก ก็ทำเอาหวางเยี่ยนฮ่องเต้ถึงกับตกใจแทบสิ้นสติและอยากจะประหารคนทั้งคู่ให้ตายคามือซะเดี๋ยวนี้ ภาพที่พระองค์เห็นตรงหน้าคือชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังนอนเปลือยกายกอดกันอยู่บนเตียง
“หม่าหลินซวน!…นี่เจ้ากล้าสวมเขาข้ารึ บังอาจพาชายชู้ที่เป็นองค์รักษ์ของข้ามาหลับนอนถึงในตำหนักของเจ้า ช่างเป็นสตรีแพศยายิ่งนัก!”
พระสุรเสียงของฮ่องเต้ที่ตวาดเสียงดังด้วยความโกรธจัดทำให้คนทั้งคู่ลืมตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ ก่อนจะสะดุ้งตกใจที่เห็นตนเองอยู่ในสภาพเช่นนี้
“ฝ่าบาท! นี่มันเกิดอะไรขึ้นเพคะ…แล้วนี่เจ้ามานอนอยู่บนเตียงข้าได้อย่างไรกัน”
หม่ากุ้ยเฟยหันไปมององครักษ์หวังที่นอนเปลือยกายอยู่ข้างนางด้วยแววตาตื่นตระหนกก่อนจะหันมามองพระสวามีที่บัดนี้ไม่หลงเหลือความรักใดๆ ให้กับนางอีกแล้ว
“กระหม่อมไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ…”
องครักษ์ผู้นั้นมีใบหน้าซีดเผือดเหมือนรู้ชะตากรรมของตนเองว่าจะเกิดอะไรขึ้นนับจากนี้
“พวกเจ้าหยุดเสแสร้งเล่นละครตบตาข้าได้แล้ว…ข้าผิดหวังกับเจ้ามากเหลือเกินหลินซวน เสียแรงที่เคยรักเจ้ามากกว่าใครและตั้งใจจะแต่งตั้งเจ้าให้เป็นฮองเฮาเคียงคู่บัลลังก์ของข้า แต่เจ้ากลับทำตัวเหลวแหลกไปเกลือกกลั้วกับองค์รักษ์ ทำร้ายหัวใจข้าจนแทบกระอักเลือด” หวางเยี่ยนฮ่องเต้ตรัสอย่างเจ็บแค้น
“ไม่นะเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันไม่เคยหักหลังพระองค์…หม่อมฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าองครักษ์ผู้นี้เข้ามาอยู่ในห้องบรรทมตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” พระชายาร่ำไห้เสียงสะอื้น
“หยุดแก้ตัวได้แล้ว ข้าไม่อยากฟังคำพูดโป้ปดของเจ้าอีก…ทหาร! ลากตัวชายชู้ของนางไปโบยร้อยไม้เดี๋ยวนี้ แล้วนำตัวไปขังในคุกหลวง”
เหล่าทหารที่อยู่ด้านนอกรีบกรูเข้ามาจับกุมตัวองครักษ์หวังแล้วลากตัวเขาออกไปโบยทันทีท่ามกลางเสียงร้องอันโหยหวนที่เจ็บปวด
“กระหม่อมถูกใส่ความ ฝ่าบาททรงโปรดเมตตาด้วยเถอะพ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากที่สั่งลงโทษชายชู้ไปแล้ว หวางเยี่ยนฮ่องเต้ก็หันมามองอดีตพระชายาคนโปรดด้วยพระเนตรตาแดงก่ำ พระองค์ทั้งรักทั้งแค้นในคราวเดียวกันก่อนจะตัดสินพระทัยอย่างเด็ดเดี่ยวว่า
“ไท่กงกง นำตัวหญิงแพศยาผู้นี้ไปสำนึกผิดในตำหนักเย็นและปลดออกจากตำแหน่งกุ้ยเฟยนับแต่บัดนี้”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
แต่ในระหว่างนั้นได้มีหญิงงามร่างระหงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาโอบกอดหม่าหลินซวนไว้แล้วเอ่ยขอร้องเสียงสะอื้น
“เสด็จพ่อ ได้โปรดอย่าลงโทษเสด็จแม่เช่นนี้เลยเพคะ…ร่างกายของนางอ่อนแอเกินกว่าจะเข้าไปอยู่ในตำหนักเย็นได้ เรื่องที่เกิดขึ้นต้องมีเบื้องหลังแน่ เสด็จแม่ไม่เคยคิดนอกใจพระองค์แม้แต่ครั้งเดียว”
“ถอยไปเดี๋ยวนี้นะลี่อิน นี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้า อย่าได้เข้ามายุ่ง” หวางเยี่ยนฮ่องเต้ทอดพระเนตรมองพระธิดาคนโปรดด้วยสีหน้าขุ่นเคืองพระทัยและนึกพลางโกรธนางไปด้วย
“ทำไมจะไม่เกี่ยวเพคะ ในเมื่อเสด็จแม่ของหม่อมฉันโดนใส่ความ เสด็จพ่อทรงหูเบาหลงเชื่อคนอื่นมากกว่าพระชายาของพระองค์เอง” องค์หญิงเก้ารู้สึกน้อยใจพระบิดายิ่งนัก
“ข้าไม่ได้หูเบา แต่เห็นหลักฐานชัดเจนคาตาขนาดนี้ จะไม่ให้เชื่อได้อย่างไรกัน…ข้าไม่ส่งนางไปตำหนักเย็นก็ได้ แต่ข้าจะขับพวกเจ้าสองแม่ลูกให้ไปอยู่ที่ตำหนักร้างท้ายวังแทน และห้ามออกไปไหนทั้งนั้น นับจากนี้ไปอย่ามาให้ข้าเห็นหน้าพวกเจ้าอีก”
ตรัสจบ หวางเยี่ยนฮ่องเต้ก็เสด็จจากไปอย่างไม่มีเยื่อใยโดยไม่สนพระทัยว่าอดีตพระชายาของพระองค์จะร่ำไห้เสียใจมากแค่ไหนจนถึงขั้นเป็นลมหมดสติไป
“เสด็จแม่!”
หวางลี่อินตกใจยิ่งนักและสวมกอดพระมารดาไว้แนบอก ไม่นึกเลยว่าฮ่องเต้จะทรงใจร้ายกับพวกนางถึงเพียงนี้
ตอนที่ 2
บัดนี้ได้ล่วงเลยมากว่าสามเดือนแล้วนับตั้งแต่ที่เกิดเรื่องอื้อฉาวในค่ำคืนนั้นจนกลายเป็นที่โจษจันไปทั่วแคว้นเว่ย ยามนี้บรรยากาศที่ตำหนักร้างท้ายวังช่างดูเงียบสงัดราวกับไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่
มีนางกำนัลคนหนึ่งได้ยกสำรับของว่างเดินเข้ามาในห้องโถงใหญ่ที่แลดูเก่าซอมซ่อและตกแต่งด้วยผ้าแพรสีดำสลับขาวเพื่อไว้อาลัยแก่อดีตพระชายาหม่ากุ้ยเฟยที่เพิ่งสิ้นพระชนม์ไปเมื่อหลายวันก่อนหลังจากที่นางตรอมใจอย่างหนักจนร่างกายผ่ายผอมและล้มป่วยลงในที่สุด
“องค์หญิงเสวยอะไรหน่อยเถอะเพคะ เดี๋ยวจะประชวรไปอีกคน”
ไฉ่เอ๋อเอ่ยด้วยความเป็นห่วงและมองร่างงามที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่หน้าป้ายวิญญาณของพระมารดามาหลายชั่วยามแล้ว
“เจ้าเอากลับไปเถอะ ข้ายังไม่หิว…”
หวางลี่อินตอบกลับมาด้วยดวงตาดูเหม่อลอย ใบหน้าของนางยังคงเต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจและมีหยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มนวลทั้งสองข้างอย่างไม่ขาดสาย
“เพคะ…” นางกำนัลคนสนิทได้แต่ลอบถอนหายใจเบาๆ แล้วทำตามที่องค์หญิงรับสั่ง
นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว แต่ยังไร้วี่แววว่าฮ่องเต้จะเสด็จมาที่นี่ ไม่นึกเลยว่าพระองค์จะเกลียดชังอดีตพระชายาคนโปรดมากถึงเพียงนี้ ปล่อยให้นางนอนตรอมใจตายอย่างทนทุกข์ทรมานและไร้ซึ่งพิธีงานศพใดๆ ที่สมเกียรติ
ในระหว่างนั้นเองได้ยินเสียงฝีเท้าคนกำลังเดินเข้ามาในตำหนักนี้ ทำให้หวางลี่อินรีบหันขวับไปมองด้วยความดีใจเพราะคิดไปว่าเป็นพระบิดาที่เสด็จมา หรือว่าพระองค์ยอมพระทัยอ่อนแล้ว
แต่ทว่าผู้ที่เดินเข้ามานั้นกลับกลายเป็นพระธิดาทั้งสามของจางฮองเฮา พวกนางทอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณด้วยสีหน้าดูเย้ยหยันและมีรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก
“ช่างเป็นงานศพที่เงียบเชียบวังเวงที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมา” องค์หญิงสามเอ่ยพลางมองน้องสาวต่างพระมารดาตรงหน้าอย่างดูแคลน
“จริงด้วยพี่หนิงเซียน…จะว่าไปแล้วก็น่าเห็นใจอยู่หรอก หากหม่ากุ้ยเฟยไม่ทำตัวต่ำตมแอบลอบคบชู้กับองครักษ์หวัง ก็คงไม่ต้องพบจุดจบเช่นนี้” องค์หญิงสี่หวางเย่วฟางพูดจาด้วยน้ำเสียงดูหมิ่น
“ไม่จริง!…เสด็จแม่ของข้าถูกใส่ความ พระองค์ไม่เคยคิดนอกใจเสด็จพ่อแม้แต่ครั้งเดียว หากพี่หญิงทั้งสามตั้งใจจะมาหาเรื่องกันล่ะก็ เชิญออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้”
“พวกข้าก็ไม่ได้คิดอยากจะมาเหยียบตำหนักร้างของเจ้านักหรอก ที่มาวันนี้ก็แค่อยากจะมาบอกข่าวดีให้เจ้ารู้ว่าอีกไม่นานพี่หนิงเซียนของพวกเราก็จะได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสแล้ว” องค์หญิงห้าตอบด้วยรอยยิ้มที่ดูมีเลศนัย
“แล้วมาบอกข้าทำไมกัน”
“เจ้าไม่อยากรู้เหรอลี่อิน ว่าใครกันที่จะมาเป็นพระสวามีของนาง”
“ข้าไม่อยากรู้” องค์หญิงเก้าเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ในยามนี้นางไม่อยากรับรู้เรื่องราวของผู้ใดทั้งนั้น
“แต่ข้าว่าหากเจ้าได้รู้ คงต้องตกใจแทบสิ้นสติแน่…ซิ่วเหมย เจ้าบอกนางไปซิว่าใครกันที่จะมาเป็นเจ้าบ่าวของข้า” องค์หญิงสามหันไปมองน้องสาวคนเล็กของนาง
องค์หญิงห้าพยักหน้ายิ้มรับทันทีแล้วเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า
“คนที่จะเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับพี่หนิงเซียนก็คือท่านแม่ทัพใหญ่เซียวเจี้ยน คนรักของเจ้าไงลี่อิน”
“ไม่จริง!…เป็นไปไม่ได้ พวกท่านอย่ามาแต่งเรื่องโกหกข้าเลย” องค์หญิงเก้าส่ายหน้าและไม่เชื่อในสิ่งที่พวกนางพูด
“เจ้าจะไปรู้อะไร วันๆ ก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในตำหนักซอมซ่อ เลยไม่รู้ว่าแม่ทัพเซียวกลับมาจากชายแดนแล้ว” องค์หญิงสี่มองนางอย่างสมเพช
“อะไรนะ ท่านแม่ทัพกลับมาถึงเมืองหลวงแล้วรึ ทำไมเขาไม่มาหาข้าเลย”
คนฟังมีสีหน้าดูน้อยใจยิ่งนัก ในยามนี้นางต้องการคนปลอบใจและคอยอยู่เคียงข้างในวันที่สูญเสียพระมารดาไป แต่คนรักกลับหายหน้าหายตา ไม่คิดที่จะแวะมาหาเลยสักครั้ง ทั้งที่นางเฝ้าคอยการกลับมาของเขาอยู่ทุกลมหายใจ
“ก็เพราะแม่ทัพเซียวหมดรักในตัวเจ้าแล้วไงลี่อิน มิเช่นนั้นจะทูลขอเสด็จพ่อว่าอยากแต่งงานกับพี่หนิงเซียนทำไมกัน” หวางเย่วฟางหันไปหัวเราะกับพี่น้องทั้งสองคนของนาง
“หมายความว่าเขาเป็นคนเอ่ยปากบอกเองอย่างนั้นหรือ”
องค์หญิงเก้าแทบหมดแรงเมื่อได้ยินเช่นนั้น เดิมทีนางเข้าใจไปว่าเป็นเพราะราชโองการของฮ่องเต้ทำให้เซียวเจี้ยนไม่สามารถปฏิเสธได้ ทำไมจู่ๆ คนรักของนางถึงเปลี่ยนไปได้เพียงนี้
ตอนที่ 3
“แม่ทัพเซียวคงตาสว่างและเห็นว่าใครคือหยกน้ำงามกันแน่ ไม่แปลกหรอกนะที่เขาจะเปลี่ยนใจมาชอบข้า ในเมื่อตอนนี้ใครๆ ก็รู้ว่าเจ้าไม่ใช่พระธิดาคนโปรดของเสด็จพ่ออีกต่อไปแล้ว ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเจ้ามีเลือดเนื้อเชื้อไขของพระองค์หรือเปล่า หรือว่าเป็นลูกชู้กันแน่” พระธิดาองค์โตของจางฮองเฮามองหวางลี่อินอย่างดูแคลน
“ข้ามีสายเลือดของเสด็จพ่อ เสด็จแม่ของข้าก็ไม่เคยคบชู้สู่ชายเหมือนอย่างที่ใครๆ กล่าวหา ท่านแม่ทัพคงต้องเข้าใจอะไรผิดไปแน่ถึงได้ตัดสินใจเช่นนี้ ในใจของเขายังคงมีข้าอยู่” หวางลี่อินยังคงเชื่อมั่นในคนรักของตน
“จนป่านนี้แล้ว เจ้ายังหวังลมๆ แล้งๆ อยู่อีกรึ”
“ข้าไม่ได้คิดไปเอง ก่อนที่แม่ทัพเซียวจะไปออกรบ เขาได้มอบสร้อยข้อมือแทนใจให้ข้าและสัญญาว่าหากกลับมาเมื่อไหร่ จะทูลขอเสด็จพ่อแต่งงานกับข้า”
เมื่อองค์หญิงสามได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของนางก็บึ้งตึงขึ้นมาทันที และเดินตรงเข้าไปกระชากสร้อยมุกเส้นนั้นออกจากข้อมือของหวางลี่อินจนขาด
“เอาสร้อยของข้าคืนมานะ!”
องค์หญิงเก้าพยายามจะยื้อแย่งของแทนใจที่ท่านแม่ทัพให้กลับคืนมา แต่กลับถูกองค์หญิงสี่และองค์หญิงห้าเข้ามารุมและตบตีนางจนล้มคว่ำไปกองที่พื้น
“องค์หญิง!…” นางกำนัลไฉ่เอ๋อตกใจยิ่งนักแล้วรีบถลาเข้าไปประคองเจ้านายของตน
หวางหนิงเซียนมองสร้อยที่อยู่ในมือด้วยแววตาอิจฉาริษยาก่อนจะเขวี้ยงทิ้งลงบนพื้นอย่างแรงจนมุกตกกระจายเกลื่อนพื้นท่ามกลางเสียงสะอื้นขององค์หญิงเก้า
“พี่หญิงทั้งสามรังแกลี่อินอีกแล้วหรือเพคะ”
มีเสียงของสตรีนางคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมาจากทางด้านหลัง
“นึกว่าใครที่กล้าเข้ามาแส่ ที่แท้เป็นเจ้าเองรึมู่หยาง”
หวางซิ่วเหมยมององค์หญิงเจ็ดซึ่งเป็นพระธิดาเพียงคนเดียวของพระชายาโจวกุ้ยเฟยด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“หากเสด็จพ่อรู้ว่าพี่หญิงทั้งสามแอบมาหาเรื่องลี่อินถึงตำหนักท้ายวังล่ะก็ พระองค์ต้องไม่พอพระทัยแน่” องค์หญิงเจ็ดเอ่ยด้วยน้ำเสียงตำหนิ
“ข้าไม่ได้มาหาเรื่อง แค่มาบอกข่าวดีของข้ากับแม่ทัพเซียวให้นางฟัง ส่วนสร้อยเส้นนี้ นางเกิดหวงไม่ยอมให้ข้าดู ก็เลยยื้อยุดกันไปมาจนขาด จะมาโทษข้าฝ่ายเดียวไม่ได้หรอก พวกเจ้าว่าจริงไหม”
“จริงเพคะพี่หนิงเซียน” น้องสาวทั้งสองคนของนางต่างตอบรับพร้อมกันแล้วหันมายิ้มเยาะ
“เรากลับตำหนักเฟิ่งหวงกันเถอะ ข้าหมดธุระกับนางแล้ว”
หวางหนิงเซียนหันไปบอกกับองค์หญิงทั้งสองแล้วเดินนำหน้าพวกนางและเหล่านางกำนัลเกือบสิบคนที่ติดสอยห้อยตามมาออกไปจากตำหนักท้ายวังด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง
พอคล้อยหลังพระธิดาทั้งสามของจางฮองเฮาแล้ว องค์หญิงเจ็ดก็รีบรุดเข้าไปดูหวางลี่อินด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
ใบหน้างามได้แต่ส่ายหน้าแทนคำตอบทั้งที่ยังมีรอยแดงจางๆ อยู่บนแก้มนวลที่ถูกองค์หญิงสี่และองค์หญิงห้าตบตีเมื่อครู่นี้
“พี่มู่หยาง เรื่องที่แม่ทัพเซียวจะเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับองค์หญิงสาม ไม่เป็นความจริงใช่ไหม”
“ข้าเองก็เพิ่งได้ยินข่าวนี้มาเหมือนกัน”
“มะ…หมายความว่าเป็นเรื่องจริงหรือเพคะ” องค์หญิงเก้าถึงกับน้ำตาร่วงเผาะ
“เจ้าตัดใจเถอะนะลี่อิน อีกไม่นานเสด็จพ่อคงมีราชโองการแต่งตั้งแม่ทัพเซียวเจี้ยนเป็นราชบุตรเขยและพระราชทานงานอภิเษกสมรสให้กับพวกเขาทั้งสองคน”
“ไม่!…ข้าไม่เชื่อเรื่องนี้เด็ดขาดจนกว่าจะได้ยินจากปากของท่านแม่ทัพเอง”
พูดยังไม่ทันขาดคำ คนเจ็บก็ฝืนลุกขึ้นมาทั้งที่ยังปวดระบมไปทั้งตัว
“เจ้าจะไปไหนลี่อิน อากาศข้างนอกตอนนี้ลมแรงหนาวจัด เจ้าออกไปอาจไม่สบายได้”
“ข้าจะไปหาแม่ทัพเซียว เขาต้องเข้าใจอะไรผิดไปแน่”
หวางลี่อินรีบเดินออกไปจากตำหนักท้ายวังโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของผู้ใด องค์หญิงเจ็ดได้แต่มองตามไปด้วยความเป็นห่วงแล้วหันไปสั่งนางกำนัลไฉ่เอ๋อให้ตามองค์หญิงเก้าไป เพราะเกรงว่าอาจจะเกิดเรื่องร้ายขึ้น